โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรมพัฒน์วิเคราะห์ธุรกิจโฆษณายังเห็นแววรุ่ง แต่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคออนไลน์เต็มสูบ

Manager Online

เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์ธุรกิจโฆษณาในไทย พบอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิมที่มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อมวลชน ไปสู่ยุค Commerce Media ที่เน้นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและปิดการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เผยปี 67 เป็นปีทอง มีคนลงทุนทำธุรกิจสูงสุด และเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยในปี 68 แต่แนวโน้มยังดี มีโอกาสขยายตัว แนะผู้ประกอบการที่สนใจลงทุน ต้องปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภค นำเทคโนโลยีมาใช้

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจโฆษณากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากรูปแบบเดิมที่มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ (Awareness) ผ่านสื่อมวลชน ไปสู่ยุค Commerce Media ที่เน้นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและปิดการขาย (Conversion) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสามารถวัดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้อย่างชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น และแม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง หรืออยู่ในลักษณะ Red Ocean แต่ยังคงสามารถดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

โดยการวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจ พบว่า ในปี 2567 ธุรกิจโฆษณามีการจัดตั้งใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 1,228 ราย สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความต้องการใช้บริการด้านการตลาดในยุคดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Agentic AI ที่เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจซื้อสื่อ และบริหารแคมเปญโฆษณาแทนมนุษย์ แต่พอมาปี 2568 เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 1,177 ราย ลดลง 51 ราย หรือลดลง 4.15% ด้านมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 1,471 ล้านบาท ลดลง 363 ล้านบาท หรือลดลง 19.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 (1,833 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดด้วยขนาดกิจการที่เล็กลง หรือมีความระมัดระวังในการใช้เงินทุนมากขึ้น

สำหรับผลประกอบการปี 2567 ธุรกิจบริษัทโฆษณามีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 132,608 ล้านบาท เติบโต 9.27% เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,436 ล้านบาท ลดลงถึง 54.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุสำคัญมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ (L) ที่พลิกจากการทำกำไรเป็นขาดทุนสุทธิกว่า 1,133 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง (M) กลับเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุด

ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจบริษัทโฆษณาคงอยู่รวมทั้งสิ้น 12,366 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 84,568.75 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) จำนวน 11,937 ราย คิดเป็น 96.53% ของธุรกิจทั้งหมด มูลค่าทุนจดทะเบียน 40,452.41 ล้านบาท รองลงมาเป็นธุรกิจขนาดกลาง (M) จำนวน 364 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 6,480.16 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ (L) 65 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 37,636.18 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ถือครองมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงถึง 37,636 ล้านบาท คิดเป็น 44.50% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด เมื่อพิจารณาประเภทนิติบุคคล พบว่า ธุรกิจโฆษณาส่วนใหญ่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 11,096 ราย รองลงมาเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 1,255 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 15 ราย ตามลำดับ

ส่วนการลงทุนของชาวต่างชาติในธุรกิจโฆษณาไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 7,536 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่าการลงทุน 1,151 ล้านบาท ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ จีน มูลค่าการลงทุน 624 ล้านบาท และสิงคโปร์ มูลค่าการลงทุน 361 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งการขยับขึ้นมาของทุนจีนสะท้อนถึงอิทธิพลของแพลตฟอร์ม e-Commerce และเทคโนโลยีจากประเทศจีนที่เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น

“กรมมองว่าแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจโฆษณาระยะต่อไป ยังมีโอกาสขยายตัว แต่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันด้านเทคโนโลยีการตลาด และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและบริหารจัดการสื่อโฆษณาจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต”นายพูนพงษ์กล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...