โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไตบวมน้ำ (Hydronephrosis) ภัยเงียบของระบบทางเดินปัสสาวะ หากปล่อยไว้อาจเสี่ยงไตเสียถาวร

Thonburi Hospital

เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 03.02 น. • โรงพยาบาลธนบุรี

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ไตบวมน้ำ” แล้วเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการบวมของไตทั่วไปที่ไม่น่ากังวล แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ไตบวมน้ำ” หรือ Hydronephrosis เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ทารกในครรภ์ เด็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยบางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน ทำให้ไม่รู้ตัวจนโรครุนแรงขึ้น

แม้ภาวะไตบวมน้ำจะฟังดูน่ากลัว แต่หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่มักสามารถรักษาให้หายได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อไตในระยะยาว

ไตบวมน้ำ (Hydronephrosis) คือ ภาวะที่มีน้ำปัสสาวะคั่งอยู่ภายในไต จนทำให้ไตเกิดการบวมและขยายตัวผิดปกติ เนื่องจากน้ำปัสสาวะไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้ตามปกติ โดยปกติ ระบบทางเดินปัสสาวะของร่างกายประกอบด้วย

  • ไต
  • ท่อไต
  • กระเพาะปัสสาวะ
  • ท่อปัสสาวะ

หน้าที่สำคัญคือกรองของเสียและขับน้ำปัสสาวะออกจากร่างกาย แต่หากเกิด “การอุดตัน” หรือระบบทำงานผิดปกติ น้ำปัสสาวะจะไหลไม่สะดวก เกิดการคั่งย้อนกลับไปยังไต จนทำให้ไตบวมในที่สุด ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว หรือเกิดพร้อมกันทั้งสองข้างก็ได้

หากปล่อยทิ้งไว้นาน ความดันจากน้ำปัสสาวะที่คั่งอยู่จะทำลายเนื้อไต ส่งผลให้การทำงานของไตเสื่อมลง และในบางรายอาจเกิดภาวะไตวายถาวรได้

สาเหตุของภาวะไตบวมน้ำ

ภาวะไตบวมน้ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ “การอุดตัน” ของทางเดินปัสสาวะ หรือความผิดปกติที่ทำให้น้ำปัสสาวะไหลย้อนกลับ

1. นิ่วในไต

หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ “นิ่วในไต” หรือก้อนนิ่วที่หลุดไปอุดตันบริเวณท่อไต ทำให้น้ำปัสสาวะไหลผ่านไม่ได้ ผู้ป่วยมักมีอาการ

  • ปวดหลังรุนแรง
  • ปวดบั้นเอว
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • ปัสสาวะมีเลือดปน

2. มะเร็งบางชนิด

มะเร็งที่เกิดในอวัยวะใกล้ระบบทางเดินปัสสาวะ อาจกดเบียดหรืออุดกั้นทางเดินปัสสาวะได้ เช่น

  • มะเร็งไต
  • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • มะเร็งรังไข่

เมื่อเกิดการอุดตัน น้ำปัสสาวะจึงระบายออกได้ยากและย้อนกลับไปคั่งที่ไต

3. ต่อมลูกหมากโต

ในผู้ชายสูงอายุ ภาวะต่อมลูกหมากโตเป็นอีกสาเหตุสำคัญ เพราะต่อมลูกหมากที่ขยายตัวอาจไปกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไหลช้า หรือปัสสาวะไม่สุด หากเป็นนาน อาจทำให้เกิดไตบวมน้ำตามมาได้

4. การตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์บางรายอาจเกิดภาวะไตบวมน้ำชั่วคราว เนื่องจากมดลูกที่ขยายใหญ่ไปกดทับท่อไต ทำให้น้ำปัสสาวะไหลลำบาก

โดยส่วนใหญ่มักดีขึ้นเองหลังคลอดประมาณ 2–3 สัปดาห์

5. ทางเดินปัสสาวะตีบตัน

  • การติดเชื้อ
  • การอักเสบ
  • การผ่าตัด
  • อุบัติเหตุ
  • ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด

เมื่อท่อไตตีบแคบ น้ำปัสสาวะจะไหลผ่านได้ยาก

6. อวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

  • กระเพาะปัสสาวะหย่อน
  • มดลูกหย่อน

ภาวะเหล่านี้อาจรบกวนการไหลของน้ำปัสสาวะได้

7. ความผิดปกติทางระบบประสาท

โรคที่มีผลต่อเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อควบคุมการปัสสาวะ เช่น เบาหวาน หรือโรคทางระบบประสาทบางชนิด อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ จนเกิดปัสสาวะค้างและไตบวมน้ำ

8. สาเหตุอื่น ๆ

  • ถุงน้ำรังไข่
  • ลิ่มเลือดอุดตัน
  • ภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • Ureterocele หรือปลายท่อไตบวมผิดปกติ

ภาวะไตบวมน้ำในทารก

ไตบวมน้ำสามารถพบได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยแพทย์มักตรวจพบจากการอัลตราซาวด์ระหว่างตั้งครรภ์

สาเหตุอาจเกิดจาก

  • ทารกผลิตน้ำปัสสาวะมากขึ้น
  • ท่อไตผิดตำแหน่ง
  • ทางเดินปัสสาวะตีบแต่กำเนิด

เด็กบางรายอาจหายได้เองเมื่อโตขึ้น แต่บางรายต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

อาการของไตบวมน้ำ

อาการของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง บางรายมีอาการเฉียบพลัน ขณะที่บางรายค่อย ๆ เป็นมากขึ้นทีละน้อย

อาการที่พบบ่อย ปวดหลังหรือปวดบั้นเอว มักปวดบริเวณด้านข้างลำตัว หรือหลังช่วงล่าง และอาจปวดมากขึ้นหลังดื่มน้ำมาก

ปัสสาวะผิดปกติ

  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • ปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะออกน้อย
  • ปัสสาวะมีเลือดปน
  • กลั้นปัสสาวะไม่ได้

คลื่นไส้ อาเจียน

หากมีการอุดตันรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

มีไข้

หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย อาจมีไข้ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย

เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

เกิดจากไตทำงานผิดปกติ หรือมีการติดเชื้อในร่างกาย

บางคนอาจไม่มีอาการ

สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะเด็ก อาจไม่มีอาการใด ๆ เลย ทำให้ตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพหรืออัลตราซาวด์

ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับปัสสาวะ หรือปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

การวินิจฉัยภาวะไตบวมน้ำ

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ จากนั้นอาจใช้วิธีตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

1. ตรวจเลือด

เพื่อตรวจการทำงานของไต และดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่

2. ตรวจปัสสาวะ

เพื่อตรวจหา

  • การติดเชื้อ
  • เลือดในปัสสาวะ
  • นิ่ว
  • ความผิดปกติอื่น ๆ

3. อัลตราซาวด์

เป็นวิธีที่ใช้บ่อย เพราะช่วยให้เห็นว่าไตบวมมากน้อยเพียงใด

4. เอกซเรย์ร่วมกับฉีดสี

ช่วยดูการไหลของน้ำปัสสาวะและตำแหน่งอุดตัน

5. CT Scan หรือ MRI

ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสงสัยก้อนเนื้อและมะเร็ง

6. การตรวจเฉพาะทาง

  • ผู้ชายอาจได้รับการตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก
  • ผู้หญิงอาจได้รับการตรวจภายในเพื่อดูความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่

การรักษาไตบวมน้ำ

แนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับ “สาเหตุ” และ “ความรุนแรง”เป้าหมายสำคัญคือ

  • ลดการคั่งของน้ำปัสสาวะ
  • แก้ไขการอุดตัน
  • ป้องกันไตเสียถาวร

รักษานิ่วในไต

  • ให้ยาขับนิ่ว
  • สลายนิ่ว
  • ผ่าตัดเอานิ่วออก

ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว

รักษามะเร็ง

  • ผ่าตัด
  • คีโม
  • รังสีรักษา

เพื่อกำจัดก้อนมะเร็งที่กดทับทางเดินปัสสาวะ

รักษาต่อมลูกหมากโต

  • ยาช่วยให้ปัสสาวะคล่องขึ้น
  • ผ่าตัดต่อมลูกหมาก

รักษาการติดเชื้อ

แพทย์มักให้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

ใส่สายระบายน้ำปัสสาวะ

ในรายที่อุดตันรุนแรง แพทย์อาจต้องใส่สายสวนหรือท่อระบายปัสสาวะชั่วคราว เพื่อลดแรงดันในไต

ติดตามอาการ

ในบางกรณีที่อาการไม่รุนแรง เช่น หญิงตั้งครรภ์ แพทย์อาจติดตามอาการอย่างใกล้ชิดโดยยังไม่ต้องรักษา

หากปล่อยไว้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะไตบวมน้ำอาจนำไปสู่

  • ไตติดเชื้อ
  • กรวยไตอักเสบ
  • ไตเสื่อม
  • ไตวายเรื้อรัง
  • การทำงานของไตเสียถาวร

โดยเฉพาะในรายที่เป็นทั้งสองข้าง ความเสี่ยงต่อภาวะไตวายจะสูงมากขึ้น

วิธีป้องกันภาวะไตบวมน้ำ

แม้บางกรณีจะป้องกันไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีดังนี้

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ช่วยลดโอกาสเกิดนิ่วและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ไม่กลั้นปัสสาวะบ่อย

การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและปัสสาวะค้าง

ลดอาหารเค็ม

การกินเค็มมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงนิ่วและโรคไต

รักษาโรคประจำตัว

  • เบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • ต่อมลูกหมากโต

ควบคุมโรคให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงต่อไต

สังเกตอาการผิดปกติ

หากมีอาการ

  • ปวดเอว
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • ไข้ร่วมกับปวดหลัง

ควรรีบพบแพทย์ทันที

ไตบวมน้ำ รู้เร็ว รักษาได้ ป้องกันไตเสียถาวร

แม้ภาวะไตบวมน้ำจะเป็นโรคที่หลายคนไม่คุ้นเคย แต่แท้จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และบางครั้งอาจไม่มีอาการเตือนชัดเจน

การสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องการปัสสาวะและอาการปวดหลัง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

หากตรวจพบเร็ว รักษาได้ตรงสาเหตุ ส่วนใหญ่สามารถหายได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อไตในระยะยาว แต่หากปล่อยไว้นานจนไตเสียหาย อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากได้

ดังนั้น อย่ามองข้ามอาการผิดปกติเล็ก ๆ เพราะการพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยรักษาไตของคุณไว้ได้ในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...