โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยุคของแพงกำลังมา IMFเตือนเงินเฟ้อโลกพุ่ง ไทยอาจเฟ้อถึง2.5-3.5%จากติดลบ

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
‘ยุคของแพงทุกอย่าง’ กำลังมา IMF เตือนเงินเฟ้อโลกจ่อพุ่ง ไทยอาจเฟ้อถึง 2.5-3.5% จากติดลบ

คนทั่วโลกเตรียมกระเป๋าเงินสั่น หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มีแนวโน้มจะดัน “เงินเฟ้อให้สูงขึ้น” พร้อม ๆ กับฉุด “การเติบโตเศรษฐกิจโลกให้ชะลอลง” ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนทิศของภาพใหญ่เศรษฐกิจโลก ก่อนที่ IMF จะเผยรายงาน World Economic Outlook ฉบับใหม่ในวันที่ 14 เมษายนนี้

ผลกระทบเห็นชัดที่สุดจากฝั่งพลังงาน หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต้องหยุดลงทันที และดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในบริบทนี้ IMF เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก พร้อมขยับเพิ่มแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่า แม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบเชิงลบก็ยังหลีกเลี่ยงได้ยาก และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและการเติบโตจะยิ่งชัดและรุนแรงมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย สัญญาณเงินเฟ้อเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภาพโลก โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเป็นบวกตั้งแต่เดือนเมษายน จากแรงกดดันของราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่ปรับสูงขึ้น

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 2 กรณีสำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต ได้แก่ กรณีฐานที่เงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% และกรณีความเสี่ยงที่อาจขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 2.5-3.5% ซึ่งล่าสุดประเมินว่ามีโอกาสสูงที่สถานการณ์จะเคลื่อนไปใกล้กรณีหลังมากขึ้น หลังสมมติฐานราคาน้ำมันดิบเดิมเริ่มไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

ช็อกพลังงานโลก ดันเงินเฟ้อพุ่ง-เศรษฐกิจชะลอ

หัวใจของแรงกระแทกครั้งนี้อยู่ที่ “พลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก โดย IMF ระบุว่าสงครามทำให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงถึง 13% และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบการขนส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮีเลียมและปุ๋ย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร

หลังเหตุการณ์โจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาซื้อขายจริงของน้ำมันจากตะวันออกกลางมีการบวกพรีเมียมสูงกว่าระดับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาวะตึงตัวของตลาดพลังงาน

IMF ระบุว่า หากไม่มีสงคราม เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะได้รับการปรับเพิ่มประมาณการเล็กน้อย โดยคาดว่าจะเติบโต 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 จากแรงหนุนของการฟื้นตัวหลังการระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันได้พลิกแนวโน้มดังกล่าว โดยในบล็อกโพสต์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม IMF ได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดคาดการณ์ จากผลกระทบแบบไม่สมมาตรของสงครามและภาวะการเงินที่ตึงตัว

นางจอร์เจียวากล่าวอย่างชัดเจนว่า “ทุกเส้นทางกำลังนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะลอลง” พร้อมย้ำว่า แม้สงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว ก็ยังต้องมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตในระดับหนึ่ง และปรับเพิ่มเงินเฟ้อ แต่หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้นในวงกว้าง

ความเสี่ยงไม่สมมาตร ประเทศยากจนรับแรงกระแทกหนักสุด

IMF ชี้ว่า ผลกระทบของสงครามมีลักษณะ “ไม่สมมาตร” โดยประเทศผู้นำเข้าพลังงานจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะประเทศยากจนและเปราะบางที่ไม่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่กลับมีข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังในการช่วยเหลือประชาชน

นางจอร์เจียวาระบุว่า หลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด หรือแทบไม่มีเลย ส่งผลให้ไม่สามารถออกมาตรการรองรับผลกระทบด้านค่าครองชีพได้อย่างเพียงพอ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่สงบทางสังคม ขณะที่มีบางประเทศเริ่มขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF แล้ว โดยกองทุนสามารถพิจารณาขยายโครงการปล่อยกู้ที่มีอยู่เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศสมาชิก IMF ราว 85% จัดอยู่ในกลุ่มผู้นำเข้าพลังงาน ทำให้ความเสี่ยงเชิงระบบยิ่งขยายวงกว้าง

ในอีกด้านหนึ่ง IMF เตือนว่า การอุดหนุนพลังงานในวงกว้างไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากอาจยิ่งกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายหลีกเลี่ยงมาตรการที่เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงประเทศผู้นำเข้าพลังงานเพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานก็ยังได้รับผลกระทบ โดยกาตาร์ต้องเผชิญกับความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟูกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 17% ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 72 แห่งได้รับความเสียหายจากสงคราม และในจำนวนนี้หนึ่งในสามได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ลุกลามสู่ความมั่นคงอาหาร-ความไม่แน่นอนระยะยาว

นางจอร์เจียวาระบุว่า ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพลังงาน แต่กำลังขยายวงไปสู่ “ความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป โดย IMF ระบุว่า ได้ร่วมมือกับโครงการอาหารโลก (WFP) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โครงการอาหารโลกเตือนเมื่อกลางเดือนมีนาคมว่า หากสงครามยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน ประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกอาจเผชิญภาวะอดอยากอย่างรุนแรง แม้ IMF จะยังไม่เห็นสัญญาณของวิกฤตอาหารในขณะนี้ แต่ก็ยอมรับว่าความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นได้ หากการขนส่งปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตอาหาร ถูกกระทบจากสงคราม

ในระดับนโยบายระหว่างประเทศ ผู้นำของ IMF IEA และธนาคารโลก ได้ประกาศความร่วมมือเพื่อประเมินผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจจากสงครามครั้งนี้อย่างเป็นระบบ สะท้อนถึงความรุนแรงและความซับซ้อนของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

จอร์เจียวาสรุปภาพรวมว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะ “ความไม่แน่นอนระดับสูง” จากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากร พร้อมเตือนว่า แม้สงครามจะยุติลงในวันนี้ ก็ยังคงมีผลกระทบเชิงลบตกค้างต่อเศรษฐกิจโลก และโลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกระแทกครั้งต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เงินเฟ้อมี.ค.ติดลบเดือนที่ 12 แต่สัญญาณ “ขาขึ้น” เริ่มชัด

สำหรับสถานการณ์ในประเทศ เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนทิศของเงินเฟ้อชัดขึ้น โดยนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุในวันนี้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคม 2569 ของไทยยังติดลบ 0.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำลังพลิกกลับ โดยเงินเฟ้อมีโอกาสกลับมาเป็นบวกตั้งแต่เดือนเมษายน จากแรงกดดันของราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่ทยอยปรับสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 100.27 ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 อย่างไรก็ตาม การหดตัวของเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า หลังเคยติดลบในระดับลึกในหลายเดือนของปี 2568 สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคากำลังทยอยสะสมมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อยังไม่เร่งตัว แม้เผชิญสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มาจากมาตรการภาครัฐที่ยังคงตรึงราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ยังจำกัดการปรับขึ้นในช่วงครึ่งเดือนแรกของมีนาคม ก่อนจะเริ่มทยอยปรับขึ้นในช่วงปลายเดือน ทำให้ต้นทุนสินค้าในระบบยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการปรับลดค่าไฟฟ้าที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน สินค้าส่วนใหญ่ในตลาดยังเป็นสต็อกเดิม ผู้ประกอบการจึงยังไม่เร่งปรับราคาขาย ส่งผลให้เงินเฟ้อยังคงชะลอตัวลงในระยะสั้น

เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง พบว่าหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มหดตัว 0.34% จากปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากหมวดพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล เสื้อผ้า ค่าจ้างช่าง และค่าที่พักบางประเภทที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สินค้าบางรายการเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว เช่น รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบินทั้งในและต่างประเทศ ค่าเดินทาง และค่าขนส่ง ซึ่งสะท้อนต้นทุนที่เริ่มทยอยส่งผ่านบางส่วน

ในทางกลับกัน หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.34% จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากราคาอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวสาร ผักสด และสินค้าอาหารบางประเภท แม้สินค้าบางรายการยังปรับลดลง เช่น เนื้อสุกร น้ำมันพืช และผลไม้สด แต่ภาพรวมเริ่มสะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนอาหารกำลังกลับมา และมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนเงินเฟ้อในระยะถัดไป

ด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.57% จาก 0.56% ในเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.58% ในไตรมาสแรก สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการในประเทศเริ่มขยับขึ้น แม้เงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ

ในเชิงรายเดือน ดัชนี CPI เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.60% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลก และการลดเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงานและความต้องการเดินทาง ขณะที่หมวดอาหารได้รับแรงกดดันจากราคาเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสดบางรายการที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง และสภาพอากาศร้อน

สำหรับภาพรวมไตรมาส 1/2569 เงินเฟ้อเฉลี่ยยังลดลง 0.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ทิศทางกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงขาขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยเริ่มเห็นตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นทะลุลิตรละ 50 บาท (อยู่ที่ราว 50.54 บาท) และเริ่มส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น พร้อมกับแรงกดดันจากสภาพอากาศร้อนที่ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง ส่งผลให้ราคาผักสด ไข่ไก่ รวมถึงเนื้อสุกรและเนื้อไก่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าโดยสารทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามต้นทุนเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์คาดว่าราคาสินค้าจะทยอยปรับขึ้นในวงกว้าง โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการมีแนวโน้มปรับขึ้น 0-5% เช่น เครื่องปรุงรส น้ำดื่ม กาแฟพร้อมดื่ม ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาด และสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่บางกลุ่มอาจปรับขึ้น 5-10% หรือมากกว่า เช่น น้ำมันพืช ซอสปรุงรส กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และยาสีฟัน สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่เริ่มส่งผ่านเข้าสู่ผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน สินค้าบางรายการได้ปรับขึ้นไปแล้วและเริ่มสะท้อนในเงินเฟ้อ เช่น เนื้อสุกร ไข่ไก่ ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเรือโดยสาร และค่าขนส่งพัสดุ

จากพัฒนาการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 จากเดิม 0.0-1.0% เป็น 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หรือเร่งตัวมากกว่าคาด มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปอยู่ในกรอบ 2.5-3.5% โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ซึ่งอาจเร่งตัวได้ถึง 5.78% ภายใต้สมมติฐานราคาพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ในไตรมาสที่ 3 มีโอกาสเพิ่ม 3.85% และไตรมาส 4 เพิ่ม 4.15%

ทั้งนี้ แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือภาวะ “เงินเฟ้อเร่งตัวท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ” โดยเฉพาะหากต้นทุนพลังงานยังเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

ปัจจัยชี้ขาดในระยะต่อไปยังคงอยู่ที่ทิศทางราคาพลังงานโลก หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องและผลักเงินเฟ้อไทยให้สูงกว่ากรอบคาดการณ์ แต่หากสถานการณ์คลี่คลายและเส้นทางขนส่งพลังงานกลับมาเป็นปกติ ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาและจำกัดการเร่งตัวของเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปีได้

อ้างอิง: Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...