โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'เมดพาร์ค' สร้าง Safety Net สุขภาพ แก้ปัญหาคนไทย-ต่างชาติชะลอการรักษา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 01.32 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 08.32 น.

วิกฤตพลังงาน สงคราม และความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกล้วนส่งผลต่อระบบสาธารณสุข และโรงพยาบาลในประเทศไทย เพราะระบบสาธารณสุข และรพ.ไทยต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเกือบ 100% โดยเฉพาะในเรื่องของยาและเวชภัณฑ์ มีเพียงบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นที่ไม่ได้พึ่งพา

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าจากเหตุการณ์วิกฤตตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมปี 2554 ,ช่วงโควิด-19 หรือความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และสงคราม เศรษฐกิจต่างๆ ทำให้เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น เพราะไทยทำหน้าที่เพียงผู้ใช้ไม่ใช่ผู้ผลิตต้นน้ำ พอเกิดการปิดกั้นเส้นทางขนส่ง ธุรกิจเฮลท์แคร์ ระบบสาธารณสุขจึงอัมพาตทันที

“วิกฤติที่ผ่านมาทำให้เมดพาร์คต้องมี Strategic Imperative (ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์)ในการสร้างระบบสำรองทรัพยากรด้วยตนเอง ทำให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เราได้มีการสำรองยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ป่วย ขณะเดียวกัน ต้องนำเข้าเคมีภัณฑ์ต้นทางจากยุโรป จีน และอินเดียเกือบทั้งหมด อีกทั้งตอนนี้เมดพาร์ค ไม่ได้มองตลาดเพียงคนไทย 60 ล้านคน แต่มองทั่งเอเชียทั้ง 600 ล้านคน เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนการผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสร้างมาตรการ Safety Net ได้”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘เมดพาร์ค’ ชูออกแบบอาคารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนกับธุรกิจ

เมดพาร์คเปิดคลินิก Longevity รับสูงวัย 'สตรอง-พึ่งตนเอง-ชีวิตมีคุณค่า'

คนไข้กลุ่มตะวันออกกลาง รัดเข็มขัดมาไทย

นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าวต่อว่าด้วยภาวะดังกล่าว ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่โหมดเก็บเงินสด ชะลอการใช้จ่าย ซึ่งเมดพาร์คเลือกวางตำแหน่งทางธุรกิจ เป็นโรงพยาบาลสำหรับโรคยากและซับซ้อน โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับ B ถึง A ซึ่งมีความแข็งแกร่งทางการเงิน ดังนั้น ต่อให้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง แต่ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนในย่านเศรษฐกิจไม่ได้ลดลง กลุ่มเป้าหมายยังมีกำลังจ่าย ที่สำคัญการรักษาโรคยากและซับซ้อน คือความจำเป็นที่ไม่สามารถประวิงเวลาได้ ต่างจากโรคทั่วไปที่ผู้ป่วยอาจเลือกซื้อยาทานเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

“ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยไทยประมาณ 70% และผู้ป่วยต่างชาติของเมดพาร์คอยู่ที่ 30% ซึ่งตอนนี้รายได้จากกลุ่มตะวันออกกลางที่เคยเป็นรายได้หลักกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตอนนี้กลุ่มประเทศอาทิ กาตาร์ เริ่มรัดเข็มขัดและตรวจระบบสวัสดิการอย่างเข้มงวด ทำให้มีปัญหาในการเบิกจ่าย เพราะประเทศเหล่านี้เวลามารักษาที่ไทย ประเทศของพวกเขาออกค่ารักษาพยาบาลให้ หากมีปัญหาในประเทศของเขาก็จะทำให้ล่าช้า และไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ทำให้หลายๆ คนไม่ได้มาประเทศไทยเหมือนในอดีต ยิ่งเกิดสงครามยิ่งชะลอการมารักษาในไทย” นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว

ผู้ป่วยต่างชาติของเมดพาร์ค จะเป็นกลุ่ม Expat ที่พำนักในไทยผ่านกลยุทธ์ Relationship Management เช่น กิจกรรม ดนตรีในโรงพยาบาล ที่จัดต่อเนื่องมา 4 ปีเพื่อสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจ รวมถึงการขยายฐานไปยังตลาด CLMV, บังกลาเทศ และจีน ที่มี Supply Chain เชื่อมโยงกับไทยได้ดีกว่าในภาวะสงคราม

ฝากรัฐเลิกทัศนคติมองรพ.เอกชนฉวยโอกาส

ขณะนี้ เมดพาร์คได้ดำเนินกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากร โดยมีการยกระดับการสำรองยาและเวชภัณฑ์ล่วงหน้า 3 เดือน โดยกระจายแหล่งจัดซื้อไปยังเอเชียใต้ เช่น อินเดีย, บังกลาเทศ, ปากีสถาน เพื่อลดการพึ่งพายุโรป นอกจากนั้น เร่งติดตั้ง Solar Cell ในเครือโรงพยาบาล (เจ้าพระยาและมหาชัย) เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าที่ผันผวนตามค่า FT โดยบางแห่งสามารถลดต้นทุนได้หลักแสนบาทต่อเดือน

“เมดพาร์คยึดถือนโยบายการแบกรับต้นทุนส่วนเกินจากราคาน้ำมันและการขนส่งไว้เอง โดยไม่ปรับขึ้นค่าบริการในทันที เพื่อรักษาฐานความเชื่อมั่นของผู้ป่วยตามจรรยาบรรณวิชาชีพ”นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทางภาครัฐสร้างมาตรฐานเดียวกันที่ใช้ได้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเรื่องการที่โรงพยาบาลรัฐสามารถเก็บค่าบริการนอกเวลา ได้ 500-1,000 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนกลับถูกควบคุมหรือถูกมองว่าแสวงกำไรเกินควรหากทำในสิ่งเดียวกัน หรือการผลักดันสมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับได้ในระดับสากล และต้องอนุญาตให้เบิกจ่ายได้เท่าเทียมกันทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพื่อลดการนำเข้ายาเคมีจากต่างประเทศอย่างยั่งยืน

“รัฐต้องเลิกทัศนคติที่มองว่าโรงพยาบาลเอกชนฉวยโอกาส และหันมาสร้างความร่วมมือบนฐานของความไว้ใจ เพราะในยามวิกฤต โรงพยาบาลเอกชนคือด่านหน้าสำคัญในการช่วยชีวิตประชาชน”นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...