โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

บัญชีกลางออกมาตรการพิเศษ ช่วยคู่สัญญารัฐ ฝ่าวิกฤตพลังงาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรมบัญชีกลาง รายงานว่า กรมได้ออกหนังสือเวียน เรื่องแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดชื่อจัดจ้างในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙ เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ ต้นทนการผลิตสินค้าและงานบริการรวมถึงค่าครองชีพของประชาชนในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในส่วนของมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถเข้าทำสัญญาหรือไม่สามารถส่งมอบสินค้าหรืองานได้อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีแนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง (๖) ประกอบมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง (๓) (๔) และ (๗) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.๒๕๖๐

กำหนดแนวทางปฏิบัติและยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ ดังนี้

  1. กรณีหน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจนได้ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกไว้แล้ว และหน่วยงานของรัฐได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ชนะการจัดชื่อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงกับหน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดให้มาลงนามในสัญญาตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เป็นต้นไป และผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกได้แจ้งเป็นหนังสือต่อหน่วยงานของรัฐว่า ไม่สามารถเข้าลงนานสัญญาหรือข้อตกลงในระยะเวลาที่กำหนดได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ

ทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้ที่เสนอราคาต่ำรายถัดไปหรือผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงรายถัดไปตามลำดับที่จัดเรียงไว้ไม่เกิน ๓ ราย ด้วย โดยให้ถือว่ามีเหตุผลอันสมควร ไม่เข้าลักษณะเป็นการทิ้งงานตามมาตรา ๑๐๙ แห่งพระราชบัญญัติฯ กรณีนี้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องดำเนินการพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบฯ ข้อ ๑๙๓ และให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการคืนหลักประกันการเสนอราคาให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

  1. กรณีหน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและได้ลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงกับคู่สัญญาแล้ว ให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้

๒.๑ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงก่อนวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ แต่ยังมิได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หรือลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงก่อนหรือตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ และคู่สัญญาได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาหรือข้อข้อข้อตกลงหรือปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ ให้ถือว่าผลกระทบดังกล่าว เป็นเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา ๑๐๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติฯ

โดยให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘ ที่บัญญัติว่า "เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใด ๆอันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น"

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ฯ ไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน และคู่สัญญาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ อาจไม่สามารถแจ้งเหตุให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน ๑๕ วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลงได้ ดังนั้น เพื่อให้คู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินงานตามสัญญา จึงยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ ๑๘๒

อย่างไรก็ดี คู่สัญญายังต้องแจ้งความประสงค์ในการของดหรือลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลง อันเนื่องมาจากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาต่อไป

อนึ่ง กรณีที่คู่สัญญาเห็นว่า ควรจะหยุดการดำเนินงานตามสัญญาไว้จนกว่าสถานการณ์ฯ จะคลี่คลาย ให้อยู่ในดุลพินิจของคู่สัญญาที่จะเจรจาตกลงกัน เพื่อพิจารณาหยุดการดำเนินงานตามสัญญาไว้ก่อนได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

๒.๒ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เป็นต้นไป แต่ยังมิได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาหรือข้อข้อตกลง เนื่องจากคู่สัญญาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ ให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐในการพิจารณาตกลงเลิกสัญญาตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฯ ได้

ทั้งนี้ เมื่อหน่วยงานของรัฐตกลงเลิกสัญญากับคู่สัญญาแล้ว ให้ดำเนินการคืนหลักประกันสัญญาให้แก่คู่สัญญาต่อไป และหากมีการจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่คู่สัญญาให้มีหนังสือเรียกคืนเงินล่วงหน้าดังกล่าว และเมื่อได้รับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าคืนเต็มจำนวนแล้วให้ดำเนินการคืนหลักประกันการรับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่คู่สัญญาต่อไป

  1. กรณีงานซื้อหรืองานจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง เช่น งานจ้างจัดกิจกรรมเดินทางไปศึกษาดูงานจ้างจัดฝึกอบรมหลักสูตร หรือจ้างจัดงานนิทรรศการ เป็นต้น หากมูลค่าวัสดุ ครุภัณฑ์ หรือเนื้องานที่ต้องดำเนินการในโครงการนั้น มีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขขอบเขตของงาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ หากหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่า

มีความจำเป็นจะดำเนินการตามสัญญาต่อไป ย่อมอยู่ในดุลพิพินิจของหน่วยงานของรัฐที่จะพิจารณาดำเนินการแก้ไขสัญญาหรือข้อข้อตกลงตามนัยมาตรา ๙๗ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติฯ ประกอบระเบียบฯ ข้อ ๑๖๕ ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

  1. การพิจารณาตามข้อ ๑ - ๓ ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาจากหนังสือที่คู่สัญญาแจ้งเหตุ ให้หน่วยงานของรัฐทราบพร้อมทั้งรายละเอียดการชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่แสดงให้เห็นได้ว่าต้นทุนของวัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการนั้น มีราคาเพิ่มสูงขึ้นหรือขาดแคสนพัสดุที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และมีผลกระทบต่อสัญญาหรือข้อตกลงอย่างมีนัยสำคัญ จนเป็นเหตุให้ผู้ยืนข้อเสนอไม่สามารถเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลงกับหน่วยงานของรัฐได้

หรือเป็นเหตุให้สัญญาไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ เช่น หลักฐานที่แสดงว่ามีการยกเลิกสายการผลิตของรายการพัสดุนั้น หลักฐานที่แสดงว่าราคาต้นทุนของวัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการเพิ่มสูงขึ้น หรือหลักฐานที่แสดงว่าคู่สัญญาไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...