โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยุคของแพงไม่ใช่เรื่องชั่วคราว! พาณิชย์ชี้ราคาน้ำมันโลกพุ่งยาว 4 ปี เตรียมรับมือโลกแบ่งขั้ว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

กระทรวงพาณิชย์ กางพิมพ์เขียวเศรษฐกิจไทยรับมือระเบียบโลกใหม่ ชี้วิกฤตพลังงาน-สงครามการค้า ดันโลกเข้าสู่ New Normal ถาวร ผนึกทีมไทยแลนด์เร่งยุทธศาสตร์ "หาเพื่อนใหม่-รักษาเพื่อนเก่า" ผ่านกลไก FTA เชิงรุก ชูจุดแข็งภาคเอกชน 85% ขับเคลื่อน GDP มุ่งเป้าดึงลงทุนอุตสาหกรรมสีเขียวและเทคโนโลยีชีวภาพมูลค่าสูง แนะผู้ประกอบการปรับตัว 3 ด้าน "กระจายความเสี่ยง-มาตรฐานกรีน-นวัตกรรม" ย้ำไทยต้องเป็นกลางท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

8 เมษายน 2569 - ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการค้าและการลงทุนหลังจัดตั้งรัฐบาล” โดยเปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ดร.กิริฎา ระบุว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะมองยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของไทยในระเบียบโลกใหม่ ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าโลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป และสภาวะ "New Normal" นี้จะคงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน

“ต้องกล่าวตามตรงว่าวันนี้โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เราต้องยอมรับว่าต้องอยู่ใน New Normal ไปอีกนาน”

วิกฤตซ้อนวิกฤต โครงสร้างผลิตน้ำมันพังยับ คาดราคาพุ่งลากยาว 4 ปี

ดร.กิริฎา ฉายภาพให้เห็นถึงปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง"ราคาน้ำมัน" ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่กระทบต่อทุกภาคส่วน ต้นตอหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวสงครามคือ "โครงสร้างพื้นฐาน" ในการผลิตน้ำมันที่ถูกทำลายไปจำนวนมาก ซึ่ง ดร.กิริฎา วิเคราะห์ว่า แม้สงครามจะจบลงในวันนี้ แต่การผลิตน้ำมันโลกจะไม่สามารถกลับมาในปริมาณเดิมได้ทันที ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 3-4 ปี

นัยสำคัญของเรื่องนี้ คือ ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 20% ของปริมาณตลาดโลก หากปริมาณหายไปเพียงครึ่งเดียวคือ 10% จะส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าต่อเนื่องในกลุ่ม "ปิโตรเคมี" พุ่งสูงขึ้นและยืนระยะยาวนานกว่าที่หลายคนคาดการณ์ ภาวะเช่นนี้ทำให้เราไม่สามารถคาดหวังได้ว่าโลกจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม วิกฤตครั้งนี้จึงถูกมองว่าหนักหน่วงที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางพลังงานและการทำลายแหล่งผลิต

นอกจากวิกฤตพลังงานแล้ว โลกยังเผชิญกับ "สงครามการค้า" ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นปัจจัยบั่นทอนการผลิตและการค้าขายในระดับสากล ประเทศไทยจึงตกอยู่ในที่นั่ง "โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง" กล่าวคือ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นจากราคาพลังงาน แต่ความต้องการ (Demand) ในตลาดโลกกลับเติบโตช้าลงจากข้อพิพาททางการค้า วิกฤตนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสียเวลาและต้องอาศัยความร่วมมืออย่างสูงจากทุกภาคส่วน

โลกแบ่งขั้ว ทุนสำรองเปลี่ยนทิศ! เมื่อบทบาทดอลลาร์วูบ แนะบริหารพอร์ตเงินหยวน-เยน-ยูโร

ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ ดร.กิริฎา ระบุว่าปัจจุบันโลกมีการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น ทั้งขั้วการเมืองจากสงครามตะวันออกกลาง (สหรัฐฯ vs อิหร่าน) และขั้วเศรษฐกิจจากสงครามการค้า (สหรัฐฯ vs จีน) โดยในอนาคตโลกจะถูกแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ :

  • กลุ่มสหรัฐอเมริกา
  • กลุ่มเพื่อนเก่าสหรัฐฯ อาทิ ยุโรป, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย
  • กลุ่มจีนและพันธมิตร
  • กลุ่มประเทศที่เป็นกลาง อาทิ ไทย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และอินเดีย

“การแบ่งขั้วไม่ได้หมายความว่าไม่มีการค้าขายกันเลย แต่การค้าขายจะบางลงระหว่างแต่ละกลุ่ม การขยายตัวของการค้าโลกจะไม่เติบโตสูงถึง 7-8% เหมือนสมัยก่อน”

ผลกระทบจากการแบ่งขั้วนี้ส่งผลถึง "ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)" ที่ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ การโยกย้ายโรงงานจะเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่จะแยกส่วนกันตามมิตรภาพทางการเมือง เช่น กลุ่มมิตรของจีนจะใช้เทคโนโลยีจีน ส่วนกลุ่มมิตรของสหรัฐฯ จะใช้เทคโนโลยีตะวันตก

นอกจากนี้ยังกระทบถึง "ภาคการเงิน" โดยเฉพาะบทบาทของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีสัดส่วนลดลงจาก 70% ในอดีต เหลือเพียงประมาณ 56% ในปัจจุบัน โดยมีสกุลเงินเยน ยูโร และหยวน เข้ามามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องบริหารพอร์ตสกุลเงินให้สอดคล้องกับกลุ่มคู่ค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของค่าเงิน

ยุทธศาสตร์เชิงรุก: หาเพื่อนใหม่และอัปเกรดความตกลง FTA

ท่ามกลางความผันผวน ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์ทำงานในฐานะ"ฝ่ายสนับสนุนภาคเอกชน" โดยใช้กลยุทธ์"ทีมไทยแลนด์" ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อบรรเทาผลกระทบทางลบ ภารกิจเร่งด่วนคือการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ (Sourcing) เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนสินค้า (Supply Shortage) เช่น การเจรจานำเข้าปุ๋ยและพลังงานจากประเทศพันธมิตรใหม่ๆ โดยยึดหลักการว่า "ราคาอาจแพงขึ้นตามกลไกโลก แต่ของต้องไม่ขาด"

ในส่วนของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ดร.กิริฎา เผยแผนงานที่ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ:

  • การหาเพื่อนใหม่ : โลกกำลังอยู่ในช่วง "หาเพื่อนใหม่" ไทยเห็นโอกาสจากการไปประชุมดาวอสช่วงต้นปี พบว่าหลายประเทศให้ความสนใจไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากจุดยืนที่เป็นกลาง เช่น แคนาดาที่แสดงความสนใจทำ FTA กับไทยอย่างชัดเจน รวมถึงการเจรจากับสหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้
  • การเร่งรัดฉบับที่จบแล้ว : เร่งผลักดัน FTA ที่เจรจาจบแล้วให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ EFTA (4 ประเทศยุโรป: นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, สวิตเซอร์แลนด์) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ต้นปีหน้า รวมถึงไทย-ศรีลังกา และไทย-ภูฏาน
  • การอัปเกรดเพื่อนเก่า : การปรับปรุงข้อตกลงเดิมที่มีมานานหลายสิบปีให้ทันสมัย เช่น JTEPA กับญี่ปุ่น ซึ่งไทยเสนอให้อัปเกรดทันทีในปีนี้เพื่อรองรับสินค้าและบริการใหม่ๆ

ชูจุดแข็ง Local Content และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creativity)

ดร.กิริฎา ระบุว่าเป้าหมายหลักของการลงทุนในยุคนี้คือการดึงดูดอุตสาหกรรมที่มี "Local Content" หรือการใช้วัตถุดิบในประเทศสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากฐานการผลิตเกษตรกรรมของไทยผ่าน "เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)" เพื่อเปลี่ยนสินค้าเกษตรต้นทุนต่ำให้เป็นพลาสติกชีวภาพ เครื่องสำอาง หรือ Functional Food ที่มีมูลค่าสูง (High Margin) ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในสังคมสีเขียว (Green Society)

นอกจากนี้ ภาคบริการของไทยยังเป็นจุดแข็งที่ "คู่แข่งสู้ได้ยาก" ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านสุขภาพและเวลเนส (Wellness) ที่มีซัพพลายเชนครอบคลุมทั้งสมุนไพรและอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงการส่งออกความบันเทิง (Content) และมวยไทย ดร.กิริฎา ชี้ให้เห็นว่าแม้ประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนหรืออินเดียจะมีกำลังการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมหาศาล แต่ในแง่ของ "แบรนด์" และ "ความเชื่อมั่น" ในสินค้าอุปโภคบริโภค แบรนด์ไทยยังได้แต้มต่ออย่างมากในระดับสากล

“แบรนด์ของไทยในโลกยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีมาก ต่างชาติให้ความเชื่อถือในแบรนด์ไทย… เขามั่นใจว่าปลอดภัยและเชื่อถือได้”

ปรับตัวก่อนถูกทิ้ง! พาณิชย์ย้ำมาตรฐาน “กรีน-นวัตกรรม” คือกุญแจสำคัญในห่วงโซ่อุปทานใหม่

ดร.กิริฎา สรุปประเด็นสำคัญว่า แม้โลกจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่มีสิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ "แนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยี" ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวใน 3 ด้านหลัก:

  • การกระจายความเสี่ยง (Diversification) : เลิกกระจุกตัวทั้งในตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า รวมถึงการขนส่ง เปลี่ยนเป้าหมายจากแค่ "ประสิทธิภาพ" (Efficiency) มาเป็น "ประสิทธิผล" (Effectiveness) เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ขาดแคลนสินค้าแม้ต้องแลกด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นบ้าง
  • มาตรฐานสินค้าสีเขียว : ยกระดับมาตรฐานให้สอดรับกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งจะเป็นมาตรฐานถาวรในอนาคต
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยี : ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้สินค้า ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานโลก

เศรษฐกิจไทยที่เติบโตมาได้ทุกวันนี้เป็นเพราะภาคเอกชนที่เข้มแข็ง (85% ของ GDP) กระทรวงพาณิชย์ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานในสังกัด พร้อมที่จะเป็นแรงสนับสนุนและจัดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถยืนหยัดและเติบโตท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายนี้ได้อย่างสง่างาม โดย ดร.กิริฎา ย้ำทิ้งท้ายว่า "ในทุกวิกฤตมีโอกาส หากเราเห็นและเตรียมตัวได้ทัน"

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...