โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตพลังงาน ต้องเร่งเครื่องรถ EV? คุยกับ ธนเทพ ธเนศนิรัตศัย ‘ไทยต้องเป็นดีทรอยต์ที่สบายดี ไม่ป่วยไข้’

TODAY

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 02.00 น. • TODAY

ในช่วงเวลาที่ น้ำมันขาดแคลน น้ำมันขึ้นราคา และมีปัญหา ‘กักตุนน้ำมัน’ อันสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถยนต์โดยตรง ทั้งยังมีแนวโน้มสูงมากว่าสถานการณ์นี้อาจยืดเยื้อต่อไปอีกระยะ

เมื่อบวกกับนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ ที่ไม่นิ่งและไม่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่า คนที่มีความจำเป็นต้องใช้รถ ควรปรับตัวอย่างไร

รายการ HEADLINE โดยสำนักข่าว TODAY พูดคุยกับธนเทพ ธเนศนิรัตศัยหรือ ‘จิมมี่’ Website Director จาก headlightmag.com กูรูด้านรถยนต์ ถึงสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ

ทั้งการเอาตัวรอดจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ทิศทางการใช้รถยนต์ในอนาคต รวมไปถึงบทบาทของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่เคยเป็นแหล่งรายได้อันดับต้นๆ ของประเทศ

แต่นโยบายรัฐกลับมุ่งสนับสนุนรถยนต์บางประเภทเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโลกได้

[วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ แล้วควรรับมืออย่างไร?]

ธนภพ เริ่มต้นไล่เรียงว่า วิกฤตน้ำมันเกิดขึ้นทั่วโลกมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปี 1973 ซึ่งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC คว่ำบาตรประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล ในการทำสงครามในตะวันออกกลาง

ตามด้วยปี 1979 เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน ล้มล้างการปกครองในระบอบกษัตริย์ และปี 2008 ซึ่งเกิดวิกฤตสินเชื่อ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในสหรัฐอเมริกา จนลุกลามส่งผลกระทบไปถึงสถาบันการเงินทั่วโลก ล้วนส่งผลให้เกิดวิกฤตน้ำมันทั้งสิ้น

หลายประเทศมีบทเรียนจากเรื่องเหล่านี้พอสมควร จึงมีการจัดการเรื่องน้ำมันสำรอง อย่างที่ ญี่ปุ่นและไทย ซึ่งมีน้ำมันสํารองเพียงพอและมากที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชีย และอาเซียนตามลำดับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลนอยู่ดี

ธนภพ มองว่า ถ้าหากไทยไม่รีบจัดการแก้ปัญหานี้ ภายในประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า วิกฤตน้ำมันจะหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าสงครามยังไม่ยุติ เราอาจกลับไปเจอปัญหาที่ร้ายแรงเหมือนกับปี 1973 หรืออาจจะหนักกว่า

.

“เรามองว่าจริงๆ น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน ในเมื่อภาครัฐบาลบอกว่ามีสต๊อกเหลืออยู่เต็มเลย คืออย่างน้อยๆ มีประมาณ 3 เดือนขึ้น คําถามคือ น้ำมันเหล่านั้นไปไหน ไม่มีใครรู้ แล้วอีกคําถามคือ คุณแก้กันหรือยัง”

“มีประชาชนกักตุนจริง แต่มันไม่ใช่แค่ประชาชนกักตุน คนที่กักตุนตัวจริงน่ะใคร ไปดูดีๆ ไหม ถ้าเป็นคนในแวดวงระดับสูง หรือแวดวงใกล้เคียงกับพวกท่าน พวกท่านกล้าเคลียร์กันเองไหม เคลียร์ให้หน่อยเถอะ เราไม่ว่าอะไรหรอก เราขอแค่ช่วยเคลียร์ให้หน่อยว่าแบ่งปันประชาชนคนอื่นเขาบ้าง”

ประเด็นสำคัญในมุมมองของธนภพจึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “มีน้ำมันหรือไม่มี”

แต่เป็นเรื่องของการกระจายน้ำมันว่า ได้บริหารจัดการอย่างทั่วถึงหรือไม่ ทั้งยังต้องระบุให้ชัดด้วยว่า การกักตุนน้ำมันเกิดจากประชาชนหรือภาคส่วนใดกันแน่

[เรื่องควรรู้ ถ้าคิดจะปรับสูตรเติมน้ำมัน-ประหยัดงบ]

ในสถานการณ์ที่น้ำมันแพง และเสี่ยงจะขาดแคลน มีคำถามเรื่อง ‘สูตรน้ำมัน’ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ธนภพ แจกแจงอย่างง่ายๆ ว่า พลังงานเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในไทยตอนนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ ได้แก่ น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล เมื่อนำไปผสมกับเชื้อเพลิงอื่นๆ ก็ทำให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ทั้งในแง่ของการสันดาปและราคา.

น้ำมันเบนซินที่นำไปผสมกับเอทานอล กลายเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งปัจจุบันมีการแบ่งเป็นโซฮอล์ 91 95 และE10 E20 รวมถึง E85 ขณะที่ น้ำมันดีเซลถูกนำไปผสมกับไบโอดีเซล (เชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากพลังงานชีวมวล) เช่น น้ำมันปาล์ม และถูกแบ่งออกเป็น B7 B20

“คิดเป็นสัดส่วนง่ายๆ คือ E10 เท่ากับเอทานอล 10% น้ำมันเบนซิน 90% ในขณะที่ E20 เท่ากับเอทานอล 20% และน้ำมันเบนซิน 80% ส่วน E85 ซึ่งหาได้ยากในประเทศไทยเท่ากับเอทานอล 85% และน้ำมันเบนซิน 15% ส่วน E100 ก็คือเอทานอลไม่ผสม ซึ่งอันนี้ใช้ในบราซิลมาตั้งแต่ปี 1986 แต่อย่างประเทศเราอาจจะไม่ได้เหมาะขนาดนั้น”

“ส่วนไบโอดีเซล คือเอาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาทําเป็นตระกูล B ทั้งหลาย อย่าง B7 ก็คือสัดส่วนของพวกน้ำมันปาล์ม พวกกรดไขมัน อยู่ที่ประมาณ 7% ถ้าเป็น B10 ก็เพิ่มเป็นสัดส่วน 10% น้ำมัน 90% ถ้า B20 คือสัดส่วนของน้ำมันปาล์ม 20% แล้วตัวน้ำมันดีเซลเหลือ 80% ประมาณนี้”

ธนภพ กล่าวว่า น้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอล ถูกออกแบบมาให้รองรับค่าการจุดระเบิดที่สูงอยู่แล้ว และถือเป็นข้อดีที่ทำให้บรรดารถแข่งนำน้ำมันผสมเอทานอลมาใช้ในการวิ่ง

แต่ข้อด้อยคือ รถที่ใช้ได้ต้องถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำมันผสมเอทานอลโดยเฉพาะ เนื่องจากเอทานอลมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ส่งผลให้ชิ้นส่วนภายในห้องเครื่องเสียหายได้ง่าย โดยเฉพาะท่อยาง ท่อทางเดินน้ำมันต่างๆ ซึ่งกรณีของไบโอดีเซลก็เป็นเช่นเดียวกัน

แม้รถยนต์ที่ผลิตในช่วงสิบมานี้จะถูกออกแบบให้รองรับน้ำมันผสมเอทานอล และไบโอดีเซลเป็นส่วนใหญ่ แต่กูรูด้านยานยนต์ย้ำว่า ผู้ใช้รถต้องศึกษาข้อมูลรถของตัวเองอย่างละเอียด หรืออาจสอบถามจากดีลเลอร์โดยตรงก็ได้

ส่วนผู้ใช้รถจะเติมน้ำมันสูตรไหน ธนภพ สรุปว่า ‘ใช้น้ำมันอะไรก็ได้ที่รถยนต์ของเรารองรับ’ และคํานวณแล้วผู้ใช้รู้สึกว่าคุ้มค่า เพราะทางเลือกขึ้นอยู่เงินในกระเป๋าของแต่ละคนด้วย ในกรณีที่อยากเปลี่ยนไปเติมน้ำมันประเภท E หรือ B ในระยะยาว แต่เครื่องยนต์ไม่รองรับก็ควรปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในรถให้เหมาะสม

[น้ำมันแพง อยากใช้รถไฟฟ้า แต่อุตสาหกรรมรถยนต์พร้อมไหม?]

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลหลายชุดได้สนับสนุนให้คนไทยหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยแก้ปัญหามลพิษไปจนถึงการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันจึงทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากมองว่า รถไฟฟ้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว

ทว่า ธนภพ เตือนว่าการใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประเภท EV ไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด ยังมีข้อจำกัดอยู่

เขามองว่า รถเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันจะยังมีบทบาทในไทยต่อไปอีกอย่างน้อย 20 ปี หรือจนถึงปี 2050 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม เช่น ต่างจังหวัดซึ่งหาจุดชาร์จไฟฟ้าได้ยาก ไม่สามารถติดตั้ง wallbox สำหรับชาร์จไฟในครัวเรือนได้ เพราะไฟฟ้าไม่เสถียร ติดๆ ดับๆ บ่อย รวมถึงผู้พักอาศัยตามคอนโดมิเนียม

เมื่อถามว่ารถยนต์ประเภทไหนคุ้มค่าที่สุด ธนภพย้ำว่า “ไม่มีคำตอบเดียวที่ดีที่สุด” รถเครื่องยนต์สันดาปแบบอีโคคาร์เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี ยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีงบจำกัด ส่วนรถไฮบริดอาจเป็นทางเลือกที่สมดุลมากกว่า ในการช่วยประหยัดน้ำมัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมากนัก และรถไฟฟ้า EV เหมาะกับผู้ที่มีความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ชัดเจน

ธนภพ ยกตัวอย่างผู้ใช้รถที่มีการขับขี่ระยะสั้น มีเส้นทางในชีวิตประจำวันเป็นกิจวัตรเดิมๆ และสามารถติดตั้งที่ชาร์จไฟที่บ้านได้ การเลือกใช้รถไฟฟ้าต่างๆ ก็มีความเหมาะสม แต่รถประเภทนี้ อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องขับรถทางไกล และไม่มีเส้นทางที่แน่นอน เช่น ผู้ประกอบอาชีพเซลส์หรือไรเดอร์

.ขณะที่ รถติดแก๊สอย่าง LPG ก็ยังไม่หายไปและอาจจะกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงจนถึงจุดที่ผู้คนรู้สึกว่า ต้องหาทางเลือกที่ประหยัดกว่านี้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี ธนภพ มองว่า นโยบายภาครัฐที่ไม่นิ่ง ขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องน่ากังวล

หลายมาตรการมีการบังคับใช้เพียงชั่วระยะหนึ่ง ไปจนถึงเปลี่ยนรัฐบาล หลังจากนั้นผู้บริโภคก็ต้องแบกรับภาระกันเอาเอง เช่น กรณีของก๊าซ CNG ที่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในอดีต

“นโยบายภาครัฐของเรามันไม่นิ่ง คําว่าไม่นิ่งคืออะไร สมมุติว่าวันหนึ่งคุณอยากโปรโมท CNG หรือที่ชาวบ้านเรียก NGV คุณก็โปรโมทเต็มที่เลย ออกมาตรการสนับสนุน (subsidize) แล้วจู่ๆ พอรัฐบาลเปลี่ยน CNG คุณก็ไม่ได้สนับสนุนต่อ ผู้ผลิตรถยนต์ที่ทํารถออกมาแล้วยังไงต่อล่ะ ผู้บริโภคที่จะเติมเป็นไงต่อละ สุดท้าย CNG ทุกวันนี้มีใครเห็นอีกไหม”

“ไม่ใช่นโยบายภาคพลังงานอย่างเดียว นโยบายเรื่องการปล่อยก๊าซ (emission) กับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตก็ไม่นิ่ง ตกลงจะยังไงกันแน่ บางช่วงบอกเดี๋ยวจะเข้าสรรพสามิตอัตราใหม่แล้ว บางช่วงก็บอกจะสนับสนุนอีโคคาร์ต่อ แต่บางข่าวก็บอกว่าไม่สนับสนุนแล้ว”

“สังเกตไหมว่าพลังงานอะไรก็ตามที่เป็นพลังงานใหม่ๆ ถ้ารัฐบาลอยากจะให้ประชาชนใช้ มีทางเดียว คือคุณก็ต้องออกมาตรการสนับสนุน (subsidize) อย่างที่ประเทศจีนทํากับรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2015 เป็นต้นมา เขา subsidize จีนถึงได้มีรถไฟฟ้าเยอะ แต่พอเอาเข้าจริง หลังจากที่หมด subsidize ปุ๊บ ยอดขายรถไฟฟ้าดิ่งเลย”

“ยิ่งช่วงนี้มีการพาให้ไปในส่วนที่เป็นรถไฟฟ้ารถไฮบริดเยอะขึ้น เพื่อหวังจะลดมลพิษ แต่การที่เอารถแบตเตอรี่มาใช้เยอะๆ มันมีคําถามข้อหนึ่งคือ คุณเตรียมพร้อมกับการกําจัดแบตเตอรี่เหลือใช้กันดีแค่ไหน รัฐบาลเคยคิดเรื่องพวกนี้ไหมตอนกําหนดนโยบายพวกนี้มา แบตเตอรี่ที่ผลิตออกมาจะไปเพิ่มมลพิษขยะอะไรต่างๆ คุณคิดหรือเปล่า”

อีกประเด็นที่คือ การแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ที่ใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ ทำให้ตลาดปั่นป่วน แม้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากราคาที่ถูก แต่ก็มีความกังวลเรื่องคุณภาพ การบริการหลังการขาย และความต่อเนื่องของการรักษาแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดยานยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน

อย่างที่ ธนภพ มองว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไทย ‘เละไปแล้ว’

“มันมีความเชื่อว่า รถไฟฟ้าจะเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงต้องดูว่า ณ วันนี้ คนที่จะซื้อรถเหลืออยู่เท่าไหร่ ยอดจองในงานมอเตอร์โชว์มันก็ดูไม่ได้อยู่ดี ต้องไปดูยอดส่งมอบและยอดจดทะเบียน ประมาณสักเดือนเมษาฯ เป็นต้นไป เมื่อถึงตอนนั้นเราต้องมาดูว่าปริมาณของรถที่เกิดการซื้อขาย รับจองกันในช่วงระหว่างช่วงมอเตอร์โชว์ปีนี้มันจะสะท้อนภาพอะไรบางอย่างให้เราได้เห็นมากน้อยแค่ไหน”

ตามความเห็นของ ธนภพ เชื่อว่าคนจะเริ่มซื้อรถน้อยลง ชะลอการซื้อรถยนต์ บางบ้านที่จําเป็นต้องซื้อเขาจะซื้อแน่ๆ แต่บางบ้านที่ไม่ได้จําเป็นขนาดนั้นเขาอาจจะชะลอ ต่อให้ผู้ผลิตมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมากระตุ้นยังไงก็ตาม

“คนที่เขาจําเป็นต้องซื้อหรือเขาอยากได้ เขาเงินพร้อมเขาก็ซื้อ แต่คนที่พร้อมแต่กําลังละล้าละลัง ลังเล กลุ่มนี้จะชะลอการซื้อไปเยอะเลย”

“เราไปจีนมาหลายรอบ บอกได้เลยว่า มีแค่เฉพาะในตัวเมืองใหญ่ที่ใช้รถไฟฟ้ากันประมาณหนึ่ง แต่รถที่เขาใช้เยอะจริงๆ มันกลับเป็นพวกไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริด ยิ่งถ้าไปในเขตแดนที่ห่างไกล เช่น แชงกรีล่า ที่เป็นทางเหนือไปเลย คุณแทบจะไม่เห็นรถไฟฟ้ากับรถไฮบริดเหล่านั้น คนจีนยังใช้รถยนต์สันดาปกันอยู่”

“จีนนี่ต้นทุนเขาทําได้ถูกกว่าเพราะมันมีการ subsidize ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่รัฐบาลจีนประกาศโต้งๆ หรือจะเป็นรูปแบบที่รัฐบาลจีนแอบเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตในแต่ละราย เพราะพูดกันตามตรงว่า ผู้ผลิตแต่ละรายถ้าจะออกมานอกประเทศ ได้พรรครัฐบาล CPP ต้องรู้ และพรรค CPP จะต้องซัพพอร์ต และอาจจะซัพพอร์ตถึงขนาดที่ว่าไปตั้งสํานักงานพรรคอยู่ในบริษัทกันเลย”

ธนภพ แสดงความเห็นว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตรถยนต์จีนเพียง 4 รายเท่านั้น ที่เจ้าตัวมองว่ายังมีความพยายามในการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคอยู่

.

กูรูด้านยานยนต์ ระบุชื่อรถจีนทั้ง 4 รายนั้นว่า คือ MG, Great Wall Motro (GWM), Geely และ Xpeng ในขณะที่ค่ายอื่น ไม่เพียงมีประเด็นเรื่องทิ้งลูกค้า แต่ยังมีเรื่องที่ไม่ใส่ใจบริการหลังการขายเท่าที่ควร ทั้งยังมีการนำดีลเลอร์ของจีนที่มีลักษณะสีเทาๆ เข้ามาแทนที่ดีลเลอร์ในไทย

[ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมาย Detroit of Asia]

สุดท้าย ธนภพ ระบุว่า ไทยซึ่งเคยประกาศว่าจะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย เป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค ต้องไม่เดินซ้ำรอยเมืองดีทรอยต์ในสหรัฐฯ ซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจนล้มละลาย แต่ไทยจะต้องเป็นดีทรอยต์ที่สบายดี ไม่ใช่ดีทรอยต์ที่ป่วยไข้

เขาย้ำว่า ไทยมีจุดแข็งเรื่องศักยภาพของแรงงานที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเวียดนาม แม้ไทยจะค่าแรงสูงกว่า แต่แรงงานมีคุณภาพมากกว่า ทั้งภูมิประเทศไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยๆ เหมือนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมถึงมีฐานซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนเยอะกว่า

แต่ถึงจะมีจุดแข็ง ไทยก็ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ หรือเลือกสนับสนุนเพียงยานยนต์บางประเภทได้

อุตสาหกรรมยานยนต์ยังจําเป็น และต้องเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป ธนภพหวังจะได้เห็นว่ารัฐบาลนี้ หรือใครก็ตามที่เข้ามาบริหาร จะหันกลับมาดูอุตสาหกรรมนี้ให้ยังคงเป็นหนึ่งในเส้นเลือดสําคัญ ที่หล่อเลี้ยงคนในประเทศต่อไปได้

“เราดีกว่าหลายประเทศในโซนอาเซียน แต่ในขณะเดียวกันเราจะหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราต้องพัฒนาคนของเราไปด้วย เวียดนาม ถามว่าแซงเราได้ไหม เราว่ายังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ แต่มีแนวโน้มสูงมากในภาพรวม ฉะนั้นเราต้องเริ่มพัฒนาคน เราต้องเริ่มพัฒนาเรื่องการศึกษาของคนตั้งแต่ตอนนี้”

“ที่สําคัญคืออย่าพาตัวเองไปหาแค่ EV หรือไปแค่ไฮบริด แต่ให้วางตัวเองเป็นเหมือนฐานผู้ผลิตรถยนต์ ฐานของผู้ผลิตจักรยานยนต์ ฐานของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อทุกระบบขับเคลื่อนทั่วโลก อย่าจํากัดตัวเอง ไว้แค่ไฮบริด อย่าจํากัดตัวเองไว้แค่อีวี แต่รวมสันดาปรวมไฮโดรเจนไว้ด้วย รวมทุกๆ ทางเลือกเอาไว้ให้ได้ นั่นแหละคือทางที่จะทําให้ประเทศเร ายังพอที่จะอยู่รอดได้ในอนาคตอันเชี่ยวกรากนี้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...