โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา "การจ่ายบำนาญชราภาพ"

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงทำความเข้าใจกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา 3307/2567 การจ่ายบำนาญชราภาพ

วันที่ 28 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงกรณี คำพิพากษาศาลฎีกา 3307/2567 โดยกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ประกันตนสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ในขณะที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพแล้ว (อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ส่งเงินสมทบ 182 เดือน) ต่อมาอีก 2 เดือน สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และนำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 60 เดือนจึงลาออกและมายื่นขอสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ

กรณีรายดังกล่าวสำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินบำนาญชราภาพโดยคำนวณค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายโดยใช้ฐานค่าจ้างตามมาตรา 39 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงผู้ประกันตนยังไม่เคยขอรับเงินในช่วงออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33

การพิจารณาของศาลฎีกามีประเด็นข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่าผู้ประกันตนได้ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว ประสงค์จะขอยื่นใช้สิทธิรับเงินบำนาญครั้งแรกแล้วแต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 นำส่งเงินสมทบต่อไปก่อนเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนจึงยังไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่มีสิทธิได้รับแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกา 3307/2567 ให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพโดยให้จ่ายเงินบำนาญในช่วงตั้งแต่ลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งมีสิทธิครบตามเงื่อนไขในการรับบำนาญชราภาพแล้วจำนวน 2 เดือน และหยุดจ่ายเมื่อกลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และเมื่อลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้คำนวณเงินบำนาญชราภาพใหม่โดยใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ยเดิมและได้รับอัตราบำนาญเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ของการนำส่งเงินสมทบทุกๆ 12 เดือน ให้แก่ผู้ประกันตนซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550

ดังนั้นการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคำนวณประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพของสำนักงานประกันสังคมแต่อย่างใด แต่เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะรายบุคคล ซึ่งกรณีนี้ที่เกิดจากการสื่อสาร ทำความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกันตนที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งหากมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันผลของคดีย่อมแตกต่างกันไปได้ ยังไม่อาจนำมาเป็นแนวทางการวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมได้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ได้กำชับและแจ้งเวียนแนวปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ประกันสังคมให้สื่อสารทำความเข้าใจสิทธิที่ถูกต้อง ครบถ้วน ให้ผู้ประกันตนเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากการสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้ผู้ประกันตนรับทราบอย่างชัดเจน เมื่อผู้ประกันตนได้รับทราบข้อมูลแล้ว การตัดสินใจจะสมัครหรือไม่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นสิทธิของผู้ประกันตนซึ่งอาจมีความจำเป็นที่แตกต่างกันในแต่ละคน

สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หลังออกจากงานและอายุไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ ยังไม่มีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ แล้วสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อผู้ประกันตนลาออกและยื่นขอรับสิทธิบำนาญชราภาพ สำนักงานฯ จะคำนวณเงินบำนาญชราภาพตามฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของสำนักงานประกันสังคม.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประกันสังคม ชี้แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา "การจ่ายบำนาญชราภาพ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...