“ทรัมป์” ประกาศเตรียมจบสงครามอิหร่านใน 2-3 สัปดาห์ ชี้บรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว
"ทรัมป์" ประกาศเตรียมจบสงครามอิหร่านใน 2-3 สัปดาห์ ชี้บรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจถอนตัวจากความขัดแย้งและปล่อยให้ประเทศอื่นเข้ามาจัดการปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 0.7.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาคาดว่าสหรัฐจะยุติสงครามกับอิหร่านได้ภายในเวลา 2–3 สัปดาห์ โดยระบุว่าสหรัฐได้บรรลุเป้าหมายทางทหารหลักแล้ว และจะปล่อยให้ประเทศอื่น ๆ เข้ามาจัดการปัญหาช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว ว่า “ผมคิดว่าภายในสองสัปดาห์ อาจสองสัปดาห์ หรือสามสัปดาห์ เราจะออกจากสงคราม เพราะไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องทำต่อ”
ทรัมป์ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะทำข้อตกลงกับสหรัฐ แต่เขากล่าวว่าการทำข้อตกลงไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นสำหรับการยุติสงคราม โดยเขากล่าวว่า สหรัฐจะถอนตัวเมื่อมั่นใจว่าอิหร่านไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ และอ้างว่าผู้นำอิหร่านชุดใหม่หลังสงคราม “ดีกว่าผู้นำก่อนหน้า”
ทรัมป์ ยังกล่าวว่า“ตอนนี้เราได้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบแล้ว แม้การเปลี่ยนแปลงระบอบไม่ใช่เป้าหมายของผม เป้าหมายของผมมีอย่างเดียว คืออิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และเป้าหมายนั้นสำเร็จแล้ว”
โฆษกทำเนียบขาว Karoline Leavitt ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ทรัมป์จะกล่าวแถลงต่อประชาชนในคืนวันพุธ เพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
หลังคำพูดของทรัมป์ ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐยังคงปรับตัวขึ้นต่อจากการพุ่งขึ้นของตลาดก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังไม่แน่ใจว่าเส้นเวลาที่ทรัมป์เสนอจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากทรัมป์มักใช้กรอบเวลา “สองสัปดาห์” สำหรับการตัดสินใจสำคัญหลายครั้งในอดีต และหลายครั้งก็เลื่อนออกไป นอกจากนี้ สหรัฐยังได้ส่งทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาคในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ยังมีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะยกระดับอีก หากทรัมป์เปลี่ยนใจ
ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจต่อพันธมิตรของสหรัฐ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกนาโต ที่ไม่ได้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่ปิดไปส่วนใหญ่ตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ทรัมป์กล่าวว่า ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง เช่น จีน ควรเป็นฝ่ายจัดการเรื่องช่องแคบเอง
“ประเทศเหล่านั้น เช่น จีน ใช้ช่องแคบ พวกเขาก็ควรไปจัดการเอง ไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องทำ”
ที่ผ่านมา ทรัมป์มีท่าทีสลับไปมาระหว่างการบอกว่าการเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้า กับการขู่ว่าจะเพิ่มการโจมตีทางทหาร เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมเจรจาหยุดยิง โดยแม้เขาจะพูดถึงการถอนตัว แต่ก็ยังกล่าวว่าสหรัฐอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพานในอิหร่าน เพื่อกดดันให้เกิดการเจรจา
การที่สหรัฐถอนตัวจากสงครามอาจช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวล และลดความผันผวนในตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ตาม หากสถานะของช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความผันผวนต่อไป
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก และตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นประมาณ 60% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐสูงเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565
สถานการณ์ดังกล่าวยังสร้างความเสี่ยงทางการเมืองให้ทรัมป์ เนื่องจากเขาเคยหาเสียงว่าจะไม่เริ่มสงครามใหม่ และพรรครีพับลิกันอาจเสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ความกังวลหลักของทำเนียบขาวในขณะนี้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบคะแนนนิยมของนักการเมืองรีพับลิกันที่ต้องลงเลือกตั้งใหม่
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araghchi ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า อิหร่านพร้อมเผชิญหน้ากับกองกำลังสหรัฐในทุกสถานการณ์ และยืนยันว่ามีการติดต่อโดยตรงกับผู้แทนพิเศษสหรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังมีการเจรจา
เขาระบุว่าอิหร่านไม่มีความเชื่อมั่นต่อสหรัฐ และไม่คาดว่าการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ภาพรวมสถานการณ์สะท้อนว่า สงครามที่สหรัฐเริ่มร่วมกับอิสราเอล อาจไม่ได้อยู่ในการควบคุมของทรัมป์เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป โดยประเทศพันธมิตรยุโรปและประเทศอ่าวอาหรับสนใจเพียงภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มากกว่าการทำสงครามเพื่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อื่น ๆ ของสหรัฐ
ขณะเดียวกัน กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ USS George H.W. Bush ได้ออกเดินทางไปตะวันออกกลาง ซึ่งหมายความว่าปฏิบัติการทางทหารยังคงดำเนินต่อไป แม้ทรัมป์จะพูดถึงการถอนตัวก็ตาม
อ้างอิง : www.cnbc.com