โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ล่าตัว 'หมวดป๊อป' ตำรวจเก๊! หลอกให้รัก-ฉกทองหนีลอยนวล

Amarin TV

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สาวสุดช้ำ! ถูก “ตำรวจเก๊” หลอกให้รัก สวมเครื่องแบบเต็มยศพาไปเที่ยวโรงพัก สุดท้ายโป๊ะแตกเป็นโจร ฉกทองแท้เปลี่ยนเป็นทองปลอมหนีลอยนวล

สาวสุดช้ำ! ถูก “ตำรวจเก๊” หลอกให้รัก สวมเครื่องแบบเต็มยศพาไปเที่ยวโรงพัก สุดท้ายโป๊ะแตกเป็นโจร ฉกทองแท้เปลี่ยนเป็นทองปลอมหนีลอยนวล

วันที่ 21 เม.ย.2569 นางสาวดา นามสมมติ ผู้เสียหาย ได้เข้าร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกนายร้อยตำรวจ ยศ ร.ต.ท. หลอกคบหา พร้อมกับขโมยทอง 2 บาท หลบหนี

นางสาวดา เล่าว่า ในช่วงต้นปี 2567 เธอได้รู้จักกับฝ่ายชายผ่านทางเฟซบุ๊ก และมีการสานสัมพันธ์กัน โดยฝ่ายชายได้พาเธอไปที่บ้านของเขา ก่อนที่จะย้ายมาอาศัยอยู่ที่หอพักของเธอ โดยฝ่ายชายอ้างว่าเคยเป็นทหารองครักษ์ในตำแหน่งร้อยโท และได้โอนย้ายมาทำงานเป็นตำรวจในชื่อ "หมวดป๊อบ" สังกัดสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว มีหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด และเคยมีส่วนร่วมในคดีวิสามัญฆาตกรรมที่มีชื่อเสียง โดยเขาเคยนำคลิปวิดีโอมาให้ดู แต่ภาพไม่ชัดเจน ในระหว่างที่คบหากัน ฝ่ายชายได้สวมเครื่องแบบตำรวจทั้งแบบเต็มยศและนอกเครื่องแบบ พาเธอไปส่งที่ทำงานและไปทานอาหารตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงเคยพาเธอไปที่สถานีตำรวจคันนายาว โดยอ้างว่าไปส่งของให้สารวัตร และให้เธอรออยู่ในรถประมาณ 5 นาที ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เธอเชื่อว่าเขาเป็นตำรวจจริง

เมื่อคบกันได้ประมาณ 4 เดือน ฝ่ายชายอ้างว่าเขาถูกย้ายไปติดตามสารวัตรคนหนึ่งที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และบัญชีของเขาถูกอายัดเนื่องจาก "ลูกพี่สารวัตร" ได้นำเงินจากการค้ายาเสพติดมาเข้าบัญชีของเขา ทำให้เขาต้องขอยืมเงินจากเธอหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 30,000-40,000 บาท นอกจากนี้ เขายังเคยชักปืนออกมาจ่อที่ศีรษะของเธอและทำร้ายร่างกายเมื่อมีการทะเลาะกัน รวมถึงเคยพบยาเสพติดชนิดหนึ่งในกระเป๋าของฝ่ายชาย ต่อมา แฟนของเพื่อนของเธอซึ่งเป็นตำรวจได้สังเกตเห็นเครื่องแบบของฝ่ายชายที่ดูผิดปกติ จึงช่วยตรวจสอบ แต่ไม่พบข้อมูลชื่อ "หมวดป๊อบ" ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเธอสอบถามฝ่ายชาย เขายืนยันว่าเขาเป็นตำรวจจริง และความสัมพันธ์ยังคงดำเนินต่อไปอีกประมาณ 4-5 เดือน จนกระทั่งเธอพบว่าทองรูปพรรณที่เก็บไว้ในตู้เซฟหายไปทั้งหมด รวมถึงกำไลข้อเท้าของลูกที่เกิดจากสามีคนเก่า ในตู้เซฟเหลือเพียง "ทองปลอม" 3 เส้นที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อสอบถามฝ่ายชาย เขาก็ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องและไม่ทราบรหัสตู้เซฟ แต่เธอเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นผู้กระทำการนี้ เนื่องจากอยู่ด้วยกันเพียงสองคน และเธอเคยเขียนรหัสตู้เซฟไว้ในสมุดที่วางอยู่บนหัวเตียง เธอจึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจที่สถานีตำรวจห้วยขวางเมื่อวันที่ 29 ธันวาคมปีที่แล้ว พร้อมพาฝ่ายชายซึ่งสวมเครื่องแบบตำรวจไปด้วย แต่หลังจากการสอบสวน ตำรวจสถานีห้วยขวางไม่ดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ (ทอง) เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และให้เธอไปหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเอง โดยมีการยืนยันว่าเขาเป็น "ตำรวจปลอม" เมื่อมีการตรวจค้นห้องพักที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน พบปืนปลอม 1 กระบอก และปืนไทยประดิษฐ์อีก 1 กระบอก ซึ่งเธอไม่ทราบว่ามีการดำเนินคดีหรือไม่ แต่ฝ่ายชายถูกปล่อยตัวในวันเดียวกัน หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เธอได้ตัดสินใจเลิกกับฝ่ายชายอย่างเด็ดขาด และมาร้องเรียนในเพจสายไหมต้องรอด เนื่องจากคดีทองไม่คืบหน้า และฝ่ายชายถูกปล่อยตัวออกมา พร้อมทั้งยังพยายามมาราวีและขอคืนดี รวมถึงถ่ายรูปของรถและห้องพัก ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ใน TikTok ของฝ่ายชายยังคงแอบอ้างตัวเป็นตำรวจและสวมเครื่องแบบตำรวจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ ทำให้เธอกลัวว่าจะมีผู้หญิงอื่นตกเป็นเหยื่ออีก

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า คดีนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นเขาจะช่วยประสานงานกับผู้กำกับการสถานีตำรวจห้วยขวาง เพื่อให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุและนำทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้เสียหาย รวมถึงประสานผู้กำกับการสถานีตำรวจคันนายาว เพื่อตรวจสอบบุคคลที่แอบอ้างเป็นตำรวจปลอม ซึ่งทำให้สถานีตำรวจได้รับความเสียหาย และตรวจสอบว่ามีตำรวจคนใดรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ที่ปล่อยให้ "หมวดป๊อบ" เข้านอกออกในสถานีตำรวจคันนายาวได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...