โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ดัน GDP ปี 69 เพิ่ม 0.6% เงินเฟ้อขยับไม่มาก มั่นใจดอกเบี้ย 1 % เหมาะสม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 12.48 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 05.48 น.

ธปท. ประเมิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยดัน GDP ปี 2569 โตเพิ่ม 0.6%จาก 1.5% กระทบเงินเฟ้อเล็กน้อย ชี้ดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสม ห่วงหนี้สาธารณะจ่อชนเพดาน 70% ทำพื้นที่นโยบายการคลังเหลือจำกัด

13 พ.ค.2569 - นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานแถลงข่าว Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยกล่าวถึงผลจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า จากข้อมูลล่าสุดมาตรการกู้เงินดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยใน 2 แสนล้านบาทแรกจะนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการคนละครึ่ง และการโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งธปท.ได้รวมเข้าไว้ในประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% และปี 2570 ขยายตัว 2 %

“คาดว่าผลจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2569 ให้สูงกว่ากรณีฐานที่คาดว่าจะอยู่ 1.5% เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.6 % ส่วนในปี 2570 อาจเห็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับลดลงจากกรณีฐานประมาณ 0.4 % ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยฐานที่สูงในปีนี้”

โดยมิติของผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ธปท.ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังคงมีความเปราะบาง กำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันจากประสบการณ์ในอดีต เช่น โครงการคนละครึ่งในเฟสต่าง ๆ ช่วงปี 2563-2565 พบว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ผู้ประกอบการมักเลือกที่จะจัดโปรโมชันและตั้งราคาที่จูงใจเพื่อรักษาแรงซื้อมากกว่าการปรับขึ้นราคา

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงทางการคลังจากการกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทนั้น อาจจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานที่ 70 % ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคตลดน้อยลง

ดังนั้น ธปท. จึงขอย้ำถึงความสำคัญของการใช้เม็ดเงินกู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงจุด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว โดยควรเน้นการใช้จ่ายที่ตรงจุด (Targeted) และสร้างความเข้มแข็งให้โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าเพียงการกระตุ้นการบริโภคชั่วคราว เพื่อสำรองพื้นที่ทางการคลังไว้รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐบาลได้วาง แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570-2573 โดยตั้งเป้าที่จะ ปรับลดการขาดดุลการคลังลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 3.9 % ของ GDP ในปัจจุบัน ให้ลงไปอยู่ที่ประมาณ 1.5 % ในช่วงท้ายของแผน ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย

กนง.ไม่เร่งปรับดอกเบี้ย

ทางด้านนโยบายการเงิน ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รับรู้ถึงมาตรการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว แต่เม็ดเงินที่ออกมาอาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 3 แสนล้านบาทเล็กน้อย ซึ่งกนง.มองว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อที่มีเพียงเล็กน้อยนั้น และไม่ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน

“กนง. ยังคงให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1 % ยังคงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน”

ทั้งนี้ กนง.มองว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบที่สามารถรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ได้นานกว่าธนาคารกลางอื่น ๆ เพราะเริ่มต้นจากระดับเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำและแม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่อาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นชั่วคราว แต่เชื่อว่ากระบวนการปรับลดลงของเงินเฟ้อ (Disinflation) ในไทยจะเกิดขึ้นได้เร็วและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในที่สุด

ขณะเดียวกันความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation หรือ ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน มองว่า สถานะปัจจุบันยังไม่เข้าข่าย Stagflation แม้กระทรวงการคลังจะระบุในเอกสารขอคำอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่าเพื่อป้องกันความเสี่ยง ของการเกิด Stagflation แต่ยืนยันว่า ปัจจุบันไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะนี้ แม้เงินเฟ้อในปี 2569 จะมีโอกาสพุ่งขึ้น แต่ ธปท. มองว่าเป็นระดับที่ยังไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีต และคาดว่าจะปรับลดลงในปีถัดไป

ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม่มองว่าเป็น Stagflation คือ แนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้นคาดว่าจะปรับลดลงเร็ว แม้แต่ในกรณีเลวร้ายสุด หากสงครามยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1 % และเงินเฟ้ออาจสูงเกิน 5 % ซึ่งแม้ในกรณีนี้ ธปท. ก็ยังมองว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงได้เองตามกลไกราคาโลก โดยไม่ทำให้เกิด Stagflation ในไทย ตามนิยามหากเงินเฟ้อค้างสูงต่อเนื่องเป็นปี ๆ จนถึงจุดที่ต้องแลกระหว่างเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจะเป็นความเสี่ยง Stagflation ที่แท้จริง และเป็นความยากของธนาคารกลางทั่วโลก

“หากเกิดภาวะ Stagflation ขึ้นจริง เงินเฟ้อจะค้างสูงไม่ยอมลง ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวทางตามตำราคือ ต้องยอมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เพื่อดึงเงินเฟ้อลงมาให้ได้ แต่สำหรับไทยในปัจจุบัน ธปท. มองว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นมาก”

ขณะที่โครงสร้างตลาดแรงงานไทยที่ทำให้เกิดวงจร Wage-Price Spiral คือค่าจ้างขึ้นตามราคาสินค้า ได้ยาก เนื่องจากไทยมีสัดส่วนลูกจ้างเพียง 50 % ของแรงงานทั้งหมด และไม่มีระบบการปรับค่าจ้างตามเงินเฟ้อโดยอัตโนมัติ

อ่านสไลด์เพิ่มเติม : https://www.bot.or.th/monetary-policy-forum/MPF_2569_01.pdf

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...