ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ดัน GDP ปี 69 เพิ่ม 0.6% เงินเฟ้อขยับไม่มาก มั่นใจดอกเบี้ย 1 % เหมาะสม
ธปท. ประเมิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยดัน GDP ปี 2569 โตเพิ่ม 0.6%จาก 1.5% กระทบเงินเฟ้อเล็กน้อย ชี้ดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสม ห่วงหนี้สาธารณะจ่อชนเพดาน 70% ทำพื้นที่นโยบายการคลังเหลือจำกัด
13 พ.ค.2569 - นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานแถลงข่าว Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยกล่าวถึงผลจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า จากข้อมูลล่าสุดมาตรการกู้เงินดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยใน 2 แสนล้านบาทแรกจะนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการคนละครึ่ง และการโอนเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งธปท.ได้รวมเข้าไว้ในประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% และปี 2570 ขยายตัว 2 %
“คาดว่าผลจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2569 ให้สูงกว่ากรณีฐานที่คาดว่าจะอยู่ 1.5% เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.6 % ส่วนในปี 2570 อาจเห็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับลดลงจากกรณีฐานประมาณ 0.4 % ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยฐานที่สูงในปีนี้”
โดยมิติของผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ธปท.ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังคงมีความเปราะบาง กำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันจากประสบการณ์ในอดีต เช่น โครงการคนละครึ่งในเฟสต่าง ๆ ช่วงปี 2563-2565 พบว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ผู้ประกอบการมักเลือกที่จะจัดโปรโมชันและตั้งราคาที่จูงใจเพื่อรักษาแรงซื้อมากกว่าการปรับขึ้นราคา
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงทางการคลังจากการกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทนั้น อาจจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานที่ 70 % ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคตลดน้อยลง
ดังนั้น ธปท. จึงขอย้ำถึงความสำคัญของการใช้เม็ดเงินกู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงจุด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว โดยควรเน้นการใช้จ่ายที่ตรงจุด (Targeted) และสร้างความเข้มแข็งให้โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าเพียงการกระตุ้นการบริโภคชั่วคราว เพื่อสำรองพื้นที่ทางการคลังไว้รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ รัฐบาลได้วาง แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570-2573 โดยตั้งเป้าที่จะ ปรับลดการขาดดุลการคลังลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 3.9 % ของ GDP ในปัจจุบัน ให้ลงไปอยู่ที่ประมาณ 1.5 % ในช่วงท้ายของแผน ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย
กนง.ไม่เร่งปรับดอกเบี้ย
ทางด้านนโยบายการเงิน ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รับรู้ถึงมาตรการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว แต่เม็ดเงินที่ออกมาอาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 3 แสนล้านบาทเล็กน้อย ซึ่งกนง.มองว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อที่มีเพียงเล็กน้อยนั้น และไม่ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน
“กนง. ยังคงให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1 % ยังคงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน”
ทั้งนี้ กนง.มองว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบที่สามารถรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ได้นานกว่าธนาคารกลางอื่น ๆ เพราะเริ่มต้นจากระดับเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำและแม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่อาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นชั่วคราว แต่เชื่อว่ากระบวนการปรับลดลงของเงินเฟ้อ (Disinflation) ในไทยจะเกิดขึ้นได้เร็วและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในที่สุด
ขณะเดียวกันความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation หรือ ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน มองว่า สถานะปัจจุบันยังไม่เข้าข่าย Stagflation แม้กระทรวงการคลังจะระบุในเอกสารขอคำอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่าเพื่อป้องกันความเสี่ยง ของการเกิด Stagflation แต่ยืนยันว่า ปัจจุบันไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะนี้ แม้เงินเฟ้อในปี 2569 จะมีโอกาสพุ่งขึ้น แต่ ธปท. มองว่าเป็นระดับที่ยังไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีต และคาดว่าจะปรับลดลงในปีถัดไป
ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม่มองว่าเป็น Stagflation คือ แนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้นคาดว่าจะปรับลดลงเร็ว แม้แต่ในกรณีเลวร้ายสุด หากสงครามยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1 % และเงินเฟ้ออาจสูงเกิน 5 % ซึ่งแม้ในกรณีนี้ ธปท. ก็ยังมองว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงได้เองตามกลไกราคาโลก โดยไม่ทำให้เกิด Stagflation ในไทย ตามนิยามหากเงินเฟ้อค้างสูงต่อเนื่องเป็นปี ๆ จนถึงจุดที่ต้องแลกระหว่างเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจะเป็นความเสี่ยง Stagflation ที่แท้จริง และเป็นความยากของธนาคารกลางทั่วโลก
“หากเกิดภาวะ Stagflation ขึ้นจริง เงินเฟ้อจะค้างสูงไม่ยอมลง ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวทางตามตำราคือ ต้องยอมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เพื่อดึงเงินเฟ้อลงมาให้ได้ แต่สำหรับไทยในปัจจุบัน ธปท. มองว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นมาก”
ขณะที่โครงสร้างตลาดแรงงานไทยที่ทำให้เกิดวงจร Wage-Price Spiral คือค่าจ้างขึ้นตามราคาสินค้า ได้ยาก เนื่องจากไทยมีสัดส่วนลูกจ้างเพียง 50 % ของแรงงานทั้งหมด และไม่มีระบบการปรับค่าจ้างตามเงินเฟ้อโดยอัตโนมัติ