โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตำนาน SETI ภาค 1: เอกภพกว้างใหญ่ขนาดนี้ แล้วสิ่งมีชีวิตอื่นไปอยู่ที่ไหนกันหมด?

SPACEMAN

อัพเดต 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.53 น. • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

เอกภพ (Universe) ของเรามีอายุเก่าแก่ถึง 1.4 หมื่นล้านปีและกว้างใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ แต่คำถามที่ค้างคาใจนักวิทยาศาสตร์มาหลายทศวรรษคือ ถ้าอวกาศกว้างใหญ่ขนาดนี้… แล้วเพื่อนบ้านของเราไปอยู่ที่ไหนกันหมด?

โครงการเซติ (SETI - Search for Extraterrestrial Intelligence) หรือการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว โดยเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า เอกภพของเราถือกำเนิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิกแบง (Big Bang) ปัจจุบันนักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่ามีกาแล็กซี (Galaxy) ในอวกาศที่สังเกตได้มากถึง 2 ล้านล้านแห่ง และเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ของเราเพียงแห่งเดียว ก็มีดาวฤกษ์อยู่ถึง 1 แสนล้าน ถึง 4 แสนล้านดวง พร้อมด้วยดาวเคราะห์อีกนับแสนล้านดวง ซึ่งตามหลักความน่าจะเป็นแล้ว น่าจะมีดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตอยู่มากมายมหาศาล

จุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเชิงลึกนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2493 เมื่อ เอนริโก เฟอร์มี (Enrico Fermi) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ได้เดินสนทนากับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ระหว่างทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ลอสอะลามอส พวกเขาคุยกันเรื่องจานบินยูเอฟโอ ก่อนที่เฟอร์มีจะโพล่งคำถามโลกแตกว่า "แล้วพวกเขากำลังอยู่ที่ไหนกันล่ะ?" คำถามสั้นๆ แต่มุ่งตรงประเด็นนี้ได้กลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อ ปริทรรศน์ของเฟอร์มี (Fermi Paradox) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างความเป็นไปได้ทางสถิติที่สูงลิ่วว่าต้องมีอารยธรรมต่างดาว กับการที่เรายังไม่เคยค้นพบหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันการมีอยู่ของพวกเขาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

อันที่จริง ความพยายามในการไขปริศนาหรือส่งสัญญาณหาเพื่อนร่วมชายคาจักรวาล มีมาตั้งแต่ก่อนยุคเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่เสียอีก ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2363 คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ (Carl Friedrich Gauss) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เคยเสนอแนวคิดให้วาดรูปทรงเรขาคณิตขนาดยักษ์บนพื้นโลก เพื่อให้ชาวดาวอังคารหรือผู้ที่อาศัยอยู่บนดวงจันทร์สามารถสังเกตเห็นได้ หรือแม้แต่ความพยายามของเพอร์ซิวัล โลเวลล์ (Percival Lowell) ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาวอังคารเพื่อค้นหาร่องรอยของคลองส่งน้ำ ซึ่งในยุคนั้นเขาเชื่ออย่างสุดใจว่าเป็นผลงานทางวิศวกรรมของอารยธรรมขั้นสูง

ในปี พ.ศ. 2502 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ จูเซปเป คอกโคนี (Giuseppe Cocconi) และฟิลิป มอร์ริสัน (Philip Morrison) สองนักฟิลิปปินส์ได้ตีพิมพ์บทความลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) โดยนำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยในยุคนั้นว่า หากมีอารยธรรมจากต่างดาวที่ก้าวหน้าพยายามจะติดต่อกับเรา พวกเขาอาจจะใช้คลื่นวิทยุ (Radio Waves) ในการส่งสัญญาณ เนื่องจากเป็นคลื่นที่สามารถเดินทางผ่านฝุ่นและก๊าซในกาแล็กซีได้ดีที่สุด โดยเฉพาะความถี่ของไฮโดรเจนที่ 1,420 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษาสากล" ของจักรวาล

ในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อปี พ.ศ. 2503 นักดาราศาสตร์ผู้บุกเบิกอย่าง แฟรงก์ เดรก (Frank Drake) ได้เริ่มต้นโครงการออซมา (Project Ozma) ซึ่งถือเป็นการค้นหาทางวิทยุอย่างเป็นระบบครั้งแรกของโลก เขาใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ (Radio Telescope) ขนาด 26 เมตร ที่กรีนแบงก์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เพื่อเฝ้าฟังสัญญาณจากดาวฤกษ์เพื่อนบ้านอย่าง เทาเซติ (Tau Ceti) และเอปไซลอนอรีดานี (Epsilon Eridani) แม้ว่าผลลัพธ์ในครั้งนั้นจะพบเพียงความว่างเปล่า แต่มันได้จุดประกายให้เกิดยุคสมัยแห่งการค้นหาที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

การตามหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว (Search for Extraterrestrial Intelligence หรือ SETI) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความเพ้อฝัน แต่มันคือความพยายามทำความเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ในเอกภพอันไร้ขอบเขต แม้ในวันนี้เราจะยังคงได้ยินเพียงเสียงซ่าของคลื่นรบกวนในอวกาศ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีและกล้องโทรทรรศน์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน กำลังทำให้เราเข้าใกล้คำตอบที่ว่า "เราอยู่ลำพังจริงหรือไม่" มากขึ้นทุกที เตรียมติดตามการเดินทางในบทต่อไปว่ามนุษย์ได้พยายามขยายขอบเขตการฟังนี้ไปถึงไหนในยุคใหม่ของดาราศาสตร์

ข้อมูลอ้างอิง: Universe Today

  • A Brief-ish History of SETI. Part I: "Where is Everybody?"
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...