โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามป่วนโลก ฉุดจีดีพีไทยโต ‘รั้งท้ายเอเชีย’ วิกฤตเสือป่วย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เศรษฐกิจ

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกสื่อยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ ไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) ขนานนามเปรียบเสมือนคนป่วยแห่งเอเชีย จากเสือตัวที่ 5 ของภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเมืองไทยในขณะนั้นที่ยังไม่มีรัฐบาลเต็มอำนาจ ยิ่งส่งผลให้เกิดภาวะความเชื่อมั่นหดหาย

ภาพเหมือนหนังที่ฉายซ้ำอีกครั้ง แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเต็มอำนาจแล้ว แต่ดูเหมือนความเชื่อมั่นจะยังไม่กลับคืนมา

เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงในไทยด้วย แต่การรับมือของรัฐบาลในช่วงแรกที่ดูยังไม่เข้าร่องเข้ารอยมากนัก สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ปริมาณน้ำมันหน้าปั๊มที่ควรมีใช้ตามปกติกลับขาดแคลน จนเกิดภาพต้องรอเติมน้ำมันแบบนอนรอกันข้ามคืน

ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นใจในการบริหารจัดการรับมือภาวะวิกฤตของรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อภาพเสือป่วยแห่งเอเชียยังไม่สามารถลบออกจากชื่อของประเทศไทยได้ ก็ถูกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% ที่มองไว้ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นับเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยเวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5%, มาเลเซีย 4.7%, ฟิลิปปินส์ 4.1%, สิงคโปร์ 3.5%, รวมถึงกัมพูชาและลาวราว 4% และเมียนมา 3%

ด้านเงินเฟ้อ คาดไทยอยู่ที่ 0.9% ต่ำกว่าการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) มองว่า เงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้หลายฉากทัศน์จากสงครามตะวันออกกลาง

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินอยู่ที่ 2.5–3.5% เนื่องจากประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด

ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุดลง

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ กูรูเศรษฐกิจจึงตบเท้าออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะที่มีปัญหาอย่างแท้จริง และเกิดขึ้นสะสมมาเป็นเวลานาน แม้เป็นเรื่องปัญหาทางโครงสร้างที่ยากจะแก้ไขให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว แต่ต้องพยายามเริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะอยู่ไม่รอดท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ยกตัวอย่างภาวะสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยสูงมาก ทั้งที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลก เพราะโครงสร้างของประเทศไทยมีความเปราะบาง

ปกติแล้วเศรษฐกิจจะวนอยู่ระหว่างสองขั้ว คือเศรษฐกิจโตดี แต่ข้าวของมีราคาแพง กับเศรษฐกิจหดตัว แต่ข้าวของมีราคาถูก ซึ่งรัฐบาลสามารถรับมือได้ไม่ยากนัก เพราะหากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปก็กดดอกเบี้ยหรือลดรายจ่ายภาครัฐ และหากเศรษฐกิจหดตัวก็ทำตรงกันข้าม แต่ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีความเลวร้ายกว่านั้น เพราะ Stagflation คือสถานการณ์ที่สองเรื่องเลวร้ายเกิดพร้อมกัน คือเศรษฐกิจโตต่ำหรือหยุดโต ขณะที่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูง สะท้อนไปยังราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งเร่งเงินเฟ้อ แต่หากกดเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ยก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก ทางออกจึงแทบไม่มีให้เลือก

ประเทศไทยตอนนี้จึงเป็นเหมือนผู้ป่วยซ้ำซ้อน ป่วยเรื้อรังจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมากพออยู่แล้ว ต้องมาเจอผลกระทบจากต่างประเทศที่กดสุขภาพทำให้ป่วยหนักมากกว่าเดิม โดยเปรียบเศรษฐกิจเหมือนร่างกายมนุษย์ที่เผชิญความเสี่ยงจากโรคที่ได้รับทุกวันหรือการบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างการเดินชนขอบโต๊ะ หรือเตะขอบเตียง แม้มีอาการเจ็บปวดมาก แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้เอง

แต่หากถึงขั้นป่วยไข้จนต้องเข้ารับการรักษา หมายความว่าต้องมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

ด้านภาคเอกชนส่งออกที่ถูกผลกระทบจากทุกวิกฤตอย่างเลี่ยงไม่ได้นั้นวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยมีปัจจัยลบหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ถูกซํ้าเติมด้วยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของภาคการผลิตไทย เนื่องจากไทยและเอเชียยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ทำให้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน โดยผู้ประกอบการชะลอการลงทุนใหม่ และบริหารจัดการสต๊อกสินค้าที่มีอยู่แทนการสั่งซื้อวัตถุดิบใหม่ เนื่องจากราคาสูงขึ้น

ปัจจุบันภาคการผลิตปรับลดกำลังผลิตลงแล้ว 20-30% โดยเน้นผลิตเฉพาะตามคำสั่งซื้อ (Order) เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต๊อก โดยวัตถุดิบต้นน้ำอย่างแนฟทาขาดแคลน ส่งผลให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทปรับราคาสูงขึ้นทันที ซึ่งอาจกระทบต่อเนื่องถึงภาคเกษตรกรรม หากไม่มีบรรจุภัณฑ์เพียงพอสำหรับจัดเก็บผลผลิต

รวมถึงมีแนวโน้มการปิดโรงงาน ประมาณ 20-30% ของกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยง เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีสัดส่วน 80-90% ของภาคธุรกิจไทย ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะได้รับผลกระทบสะสมต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และการเข้ามาตีตลาดของสินค้าต่างประเทศ หากสถานการณ์ต้นทุนสูงและกำลังซื้อตํ่ายังยืดเยื้อ

ความกังวลขณะนี้คือ ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะวิกฤตต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้ โดยจะเป็นวิกฤตแพ็กเกจจิ้ง-วัตถุดิบต้นทางที่มีแนวโน้มอาจขาดแคลน ผลสำรวจสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคพบว่า ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดคือ บรรจุภัณฑ์ (Packaging) เชื่อมโยงอย่างมากกับราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

โดยเฉพาะวัตถุดิบต้นทางอย่างเม็ดพลาสติก แม้ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่มีสต๊อกใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม แต่หลังจากนั้นจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งวัตถุดิบใหม่มาเติม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นการแย่งซื้อในภาวะที่ซัพพลายมีจำกัด

พิจารณามุมมองของทั้งนักวิชาการและภาคเอกชนแล้ว ดูเหมือนอนาคตจะเต็มไปด้วยความน่ากลัว รัฐบาลจะบริหารได้ดีแค่ไหน มาลุ้นกัน!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามป่วนโลก ฉุดจีดีพีไทยโต ‘รั้งท้ายเอเชีย’ วิกฤตเสือป่วย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...