โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รอยยิ้มบนท้องฟ้า : ศิลปะแห่งการบริการแบบไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 06.46 น.
ภาพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทย จาก FB Thai Airways และเครื่องบินสายการบินไทย จาก เว็บไซต์การบินไทย

รอยยิ้มบนท้องฟ้า : ศิลปะแห่งการบริการแบบไทย

“ประเทศไทย” ถือได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ มนต์เสน่ห์ของประเพณีและวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับการต้อนรับและการบริการด้วยใจ ที่สอดแทรก“ความเป็นไทย” เข้าไปได้อย่างกลมกลืน ซึ่งไม่มีที่ไหนเหมือน เพราะประเทศไทยได้หยิบยกความเป็นไทยที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “รอยยิ้ม” และ “การไหว้” ด้วยท่าทางอันอ่อนโยนและเป็นมิตรมานำเสนอพร้อมต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ประเทศไทยจึงเป็นปลายทางการท่องเที่ยวที่ชาวต่างประเทศให้ความนิยมชื่นชอบ ด้วยเพราะมีการบริการระดับสากลที่ประสานกับวัฒนธรรมไทยอันเลื่องชื่อ

ขณะเดียวกัน “การบินไทย” ในฐานะสายการบินแห่งชาติ ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงมาตลอดยาวนาน กระทั่งครบรอบ 66 ปี ใน พ.ศ. 2569 นี้ การบินไทยก็ยังคงนำเสนอความเป็นไทยผ่านการบริการ ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มด้วยท่าทางสุภาพและนอบน้อม รวมไปถึงการไหว้อันเป็นมิตรให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกประทับใจไม่รู้ลืม

การบริการด้วยหัวใจผ่านวัฒนธรรมความเป็นไทยอันยาวนานนี้เองจึงเป็นอีกเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ของการบินไทย ทั้งยังเป็นภาพจำอีกด้วยว่า เมื่อใดที่นึกถึงประเทศไทยก็ต้องเลือกสายการบินแห่งชาติของไทย ตามสโลแกนระดับตำนาน “Smooth as Silk” ที่อยู่คู่กับการบินไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2518

จุดเริ่มต้น “รอยยิ้ม” ในดินแดนไทย

ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดน “สยามเมืองยิ้ม” จึงมีเรื่องเล่าขานถึงที่มาของรอยยิ้มสยามอยู่ไม่น้อย

คำว่า “ยิ้ม” นี้มีผู้ให้ความหมายเอาไว้ว่า“ยิ้ม เป็นกิริยาของคนทุกเพศทุกวัย แสดงออกทางริมฝีปากและดวงตา บอกความรู้สึกแรกสุดและเก่าแก่สุด คือ อ่อนน้อมถ่อมตัว ต่อมาก็แสดงออกให้มีความรู้สึกต่าง ๆ”

คนทั่วโลกต่างรู้จักการยิ้มเป็นอย่างดี ซึ่งการยิ้มก็เกิดขึ้นตามกาลเทศะ รวมถึงเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน สำหรับคนไทยนั้น แรกเริ่มเดิมทียิ้มของคนไทยอาจจัดอยู่ใน “ยิ้มสุวรรณภูมิ” มาก่อน โดยดินแดนสุวรรณภูมินี้สื่อถึงแผ่นดินใหญ่ในภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กินอาณาบริเวณหลายประเทศปัจจุบัน ได้แก่ พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

ยิ้มสุวรรณภูมิ ก็คือกิริยาอาการยิ้มของคนสุวรรณภูมิ หรือชาวสุวรรณภูมิที่ประกอบด้วยผู้คนหลากกลุ่มหลายเหล่าเผ่าพันธุ์ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ทั้งแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีป และหมู่เกาะน้อยใหญ่ในอุษาคเนย์

คนในดินแดนสุวรรณภูมิล้วนแล้วมี “บรรพชน” ร่วมกันตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ อย่างน้อย ๆ ก็กว่า 3,000 ปีมาแล้ว หรืออาจมีอายุเก่าแก่ย้อนไปไกลมากถึง 10,000-5,000 ปีมาแล้วเลยทีเดียว

คนยุคโบราณเหล่านี้มีวิถีชีวิตที่ยอมจำนนต่ออำนาจเหนือธรรมชาติเหมือนกันแทบทุกท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการขับร้องในพิธีกรรมเพื่อวิงวอนร้องขอต่อธรรมชาติเพื่อให้บันดาลความสุข ความเจริญ ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยวิถีชีวิตนี้ก็รวมไปถึงการหัวเราะและยิ้มรับต่ออำนาจเหนือธรรมชาติด้วยเช่นกัน

หากแต่การแสดงออกด้วยเสียงหัวเราะในบางบริบท อาจดูเป็นกิริยาการแสดงที่เกินพอดี ดังนั้น เพื่อสงวนท่าทีอันสง่างามและสะท้อนถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน การยิ้มจึงถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดความสุภาพและเป็นมิตรได้ดีที่สุด

“ยิ้มสยาม” ความงามสู่สายตาชาวโลก

การยิ้มจึงอยู่คู่กับดินแดนสุวรรณภูมิเรื่อยมา จวบจนผู้คนในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยได้ก่อตั้งอาณาจักรของคนไทย แม้ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเมืองของไทย แต่ผู้คนที่อยู่อาศัยร่วมกันนั้นก็มีหลากหลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ มักเรียกรวมกันว่า “ชาวสยาม” นั่นเอง

สำหรับ “ยิ้มสยาม” เชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากยุคนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการค้าทางทะเลและเชื่อมสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ จนกรุงศรีอยุธยาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่านานาชาติ เชื่อว่า ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ย่อมต้องเคยสัมผัสกับยิ้มสยามอย่างแน่นอน

กาลล่วงเลยผ่านมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มนต์เสน่ห์ของยิ้มสยามยังคงเป็นเหมือนภาษาสากลที่คอยต้อนรับชาวต่างชาติด้วยจิตไมตรี จนปรากฏเป็นบันทึกไว้อย่างละเอียดถึงชาวสยามว่าพวกเขา “มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม”

เรื่องนี้ ณพัดยศ เอมะสิทธิ์ นักประชาสัมพันธ์ กองการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ไว้ ว่า

“ยิ้มสยามก็หมายถึงการต้อนรับของชาวสยามในสมัยอยุธยา ซึ่งมีการต้อนรับขับสู้ชาวต่างชาติเป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ค่อยเข้าใจนักก็ตาม ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ได้มีการกล่าวการต้อนรับเช่นกันจากเอกสารของเฮนรี่ เบอร์นี่ และเซอร์จอห์น เบาริ่ง เช่นคนสยามมีรอยยิ้ม มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม

กระทั่งมาในสมัยรัชกาลที่ 4-5 หมอบรัดเลย์ได้กล่าวถึง การต้อนรับของชาวสยาม การทำความสะอาด การชักชวนไปเที่ยวที่ต่างๆ ซึ่งคำว่าใบหน้าเปื้อนยิ้มเสมอ ของชาวสยามในมุมมองที่ต่างชาติมองคนไทยก็มีมาตั้งนานแล้ว แต่มีความหมายถึงเขาดูไม่เข้าใจเรามากนัก”

ต่อมา ยิ้มสยามได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นจนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยให้ผู้คนจดจำว่า เมื่อใดก็ตามที่มาเยี่ยมเยียนเมืองไทยก็จะได้เจอกับรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยไมตรี

เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อมีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในสมัยรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2502-2506) ในสมัยนั้นรัฐบาลได้ก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุสาร อ.ส.ท. ที่ต่อมาเป็นนิตยสารท่องเที่ยวอันเก่าแก่ที่สุดของไทย รอยยิ้มแห่งสยามจึงได้รับการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์สื่อสารไปทั่วโลก จนต่อมาทำให้ประเทศไทยได้รับฉายาว่า “Land of Smile”

นับแต่นั้นมารอยยิ้มจึงไม่ใช่แค่การแสดงออกทั่วไป แต่กำลังกลายเป็นภาพลักษณ์ของคนไทยทั้งชาติ โดยยิ้มสยามถูกนำมาใช้ให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านสื่อต่าง ๆ เห็นได้จากบุคคล เพลง การบริการ ฯลฯ ดังเช่นมีการขนานนามนายกรัฐมนตรีไทยอย่าง“จอมพล ถนอม กิตติขจร” ว่า “นายกฯ ยิ้มสยาม”

ในด้านการประกวดนางงามบนเวที “นางสาวไทย” ก็จะเห็นว่า ทุกคนล้วนแต่จะต้องมีรอยยิ้มอันงดงามเพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่คือกิริยาของหญิงไทยที่มีรอยยิ้มเปี่ยมความสุข เป็นภาพลักษณ์นำเสนอผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนที่เต็มไปด้วยผู้คนอันมีไมตรีจิต มองไปทางไหนก็เห็นแต่ใบหน้าแต้มความสุข

ที่เห็นได้เด่นชัดเลยคืออาภัสรา หงสกุล ผู้ครอบครองตำแหน่งนางสาวไทยเมื่อ พ.ศ. 2507 และคว้ามงกุฎเวทีประกวดหญิงงามชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง“Miss Universe” หรือนางงามจักรวาล ใน พ.ศ. 2508 เมื่ออาภัสราได้ไปประกวดบนเวทีระดับโลก เธอก็นำเสนอความเป็นไทยผ่านรอยยิ้ม รวมถึงการไหว้ กระทั่งเมื่อรับตำแหน่งนางงามจักรวาลแล้ว เธอก็ได้ใช้รอยยิ้มเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้ทั่วโลกรู้ว่า ประเทศของเรามีเสน่ห์ชวนหลงใหลจากผู้คนที่มีรอยยิ้มอันนอบน้อมและไมตรีพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน

นอกจากนี้ ยิ้มสยามยังปรากฏอยู่ในบทเพลงชื่อดัง “สยามเมืองยิ้ม” ที่ขับร้องโดยพุ่มพวง ดวงจันทร์ นักร้องลูกทุ่งระดับตำนาน ที่ร้องว่า

“จงภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นไทย

มิเป็นทาสใคร และมีน้ำใจล้นปริ่ม

ทั่วโลกกล่าวขาน ขนานนามให้ว่าสยามเมืองยิ้ม**

เราควรกระหยิ่มถึงความดีงาม”

การส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย และการท่องเที่ยวที่ผูกโยงกับรอยยิ้มดำเนินการอย่างจริงจังมาเรื่อย ๆ ต่อมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังได้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “Amazing Thailand” ด้วยรอยยิ้มของผู้คน เมื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทย สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ “รอยยิ้ม”

ด้วยเหตุนี้เอง รอยยิ้มจึงเป็นวัฒนธรรมอันยาวนานของไทย ที่กลายเป็นภาพจำของชาวต่างชาติที่มีต่อคนไทยไปโดยปริยาย

“ไหว้อย่างไทย” เอกลักษณ์ประจำชาติที่แสดงออกถึงความนอบน้อม

เมื่อมีรอยยิ้มแล้ว สิ่งที่ต้องมาพร้อมกันก็คือ“การไหว้อย่างไทย” เพื่อแสดงออกถึงความนอบน้อมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ สำหรับการไหว้ไทย ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นมาอย่างไรแน่ แต่สันนิษฐานว่า การไหว้ไทยนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยในวัฒนธรรมอินเดียจะใช้ฝ่ามือทั้งสองประนมเข้าหากันเหมือนดอกบัวตูมเพื่อแสดงความเคารพบูชา

ไทยเราได้นำวัฒนธรรมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในสังคมเมื่อหลายพันปีก่อนที่ดินแดนแถบนี้ยังถูกเรียกว่าสุวรรณภูมิ กระทั่งพัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นการไหว้ระดับต่าง ๆ ที่ปรากฏในสังคมปัจจุบันนี้

การไหว้ไทยถือเป็นการแสดงออกถึงการมี “สัมมาคารวะ” และให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่างที่สำนวนไทยมีประโยคที่ว่า “ไปลามาไหว้” ด้วยท่าทางพนมมือให้นิ้วแนบชิดติดกัน ซึ่งยิ่งยกสูงมากเท่าใดก็หมายถึงการเคารพที่มากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว นิ้วชี้สัมผัสส่วนบนหน้าผาก อย่างนี้ไหว้พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา หรือถ้านิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก นิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว อย่างนี้ไหว้บิดามารดา เครือญาติ อาจารย์ที่เคารพรัก เป็นต้น

นอกจากนี้ การไหว้จะมีสิ่งที่อยู่คู่กันด้วย นั่นคือ คำกล่าวว่า “สวัสดี” สำหรับคำนี้เกิดขึ้นมาในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย บาลี และวรรณคดี อาจารย์พิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้คิดคำขึ้นให้นิสิตใช้ทักทายครูอาจารย์ จากนั้นก็แพร่หลายนิยมใช้กันในสังคมเป็นวงกว้าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงแรก พ.ศ. 2481-2487) ได้ออกประกาศใน พ.ศ. 2486 ให้คนไทยใช้คำนี้สำหรับทักทายกัน นั่นก็เพิ่มความนิยมมากขึ้น จนกลายเป็นคำที่ใช้กันเป็นประจำวันไม่ว่าจะทางการหรือไม่ทางการ เมื่อเจอหน้ากันเมื่อไหร่ ก็มักจะเอ่ยทักทายกันด้วยคำว่า“สวัสดี”

นับแต่นั้นมาการไหว้ไทย รวมถึงคำสวัสดี ก็ได้เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของประเทศไทยไปโดยปริยาย

ยิ้มอย่างไทย ไหว้อย่างไทย สู่สายการบินไทย

การบินไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นสายการบินแห่งชาติ จึงได้นำสองวัฒนธรรมอันดีงามที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยนี้มาผสานใช้ในงานบริการของสายการบิน เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้โดยสารหรือผู้ใช้บริการ สำหรับคนไทยเมื่อได้ก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทยเมื่อใดก็ต้องรู้สึกเหมือนอยู่ “บ้าน” แม้ว่ากำลังล่องฟ้าอยู่ก็ตาม ขณะที่ชาวต่างชาติเองก็เหมือนได้มาเยือน “เรือนไทยบนฟ้า”

ย้อนกลับไปในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 ซึ่งถือเป็นวันก่อตั้งสายการบินไทย ปรากฏเนื้อหาข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ “Bangkok Post” ที่แสดงให้เห็นว่า “รอยยิ้ม” ถือเป็นจุดเด่นสำคัญในด้านการบริการในห้องโดยสาร โดยมีการเขียนเป็นประโยคเริ่มต้นว่า “Service With a (THAI) Smile…” สะท้อนให้เห็นว่า การบินไทยเลือกรอยยิ้มไทยมาเป็นแนวคิดหลักของการบริการตั้งแต่เมื่อแรกก่อตั้ง

ไม่เพียงแค่รอยยิ้มเท่านั้น การไหว้อย่างไทยและกิริยาท่าทางความงามของหญิงไทย ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่การบินไทยนำมาผสานเข้ากับงานบริการ โดยปรากฏเด่นชัดเมื่อการบินไทยได้ร่วมงานกับอาภัสรา หงสกุล โดยให้ตำแหน่งพนักงานต้อนรับหญิงกิตติมศักดิ์ใน พ.ศ. 2509

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้สนับสนุนภาพลักษณ์ของอาภัสราในฐานะนางงามจักรวาลคนแรกของประเทศ ในการเผยแพร่ความงามและรอยยิ้มของเธอสำหรับชูโรงการท่องเที่ยวไทย เพื่อทำให้เห็นว่า คนไทยเป็นมิตรพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

ทั้งนี้ ในหนังสือ “SMOOTH AS SILK: THE STORY OF THAI” ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในอดีตยังมีนางสาวไทยอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือ คุณนิภาภัทร สุดศิริ [1] ได้เข้าร่วมเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอก็กล่าวไว้ว่า“เธอเป็นคนที่มีรอยยิ้มสว่างไสว นั่นทำให้การบริการผู้โดยสารง่ายขึ้นมาก”

ไม่เพียงเท่านั้น ป้ายโฆษณาหรือภาพลักษณ์ของการบินไทยในสื่อที่ส่งไปสู่สายตาชาวโลกก็มักจะปรากฏรอยยิ้มพิมพ์ใจ และการไหว้อันนอบน้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทุกครั้ง

เช่น นิตยสารที่ให้บริการบนเครื่องบินที่มีชื่อว่า “สวัสดี” (Sawasdee) ซึ่งเริ่มตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2514, โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เมื่อครั้งที่การบินไทยเปิดเส้นทางบินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคทศวรรษ 2520 ที่มีภาพพนักงานต้อนรับผู้หญิงแจกรอยยิ้มและไหว้ด้วยท่าทางอ่อนโยนอยู่คู่กับแมสก็อตสหรัฐอเมริกา หรืออย่างแคมเปญ The Jumbo ที่ปรากฏภาพงวงช้าง สัตว์ประจำชาติไทย พร้อมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทยที่ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและการไหว้อันงดงาม

จนเข้าสู่ทศวรรษ 2540 การบินไทยก็ยังคงเดินหน้างานด้านบริการที่ผสานการใช้รอยยิ้ม การไหว้ และท่าทางอันอ่อนน้อมจนเป็นเอกลักษณ์ ร่วมประชาสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในแคมเปญ “Amazing Thailand” และออกกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำการประสานความเป็นไทยเข้ากับการบริการของสายการบิน

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของวัฒนธรรมไทยอย่างรอยยิ้มและการไหว้ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมการบินไทยถึงให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้ เพราะนี่คือเอกลักษณ์อันเด่นชัดของคนไทยนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกครั้งที่ได้ร่วมเดินทางไปกับ “การบินไทย” ผู้โดยสารทุกท่านย่อมได้สัมผัสถึงมนต์เสน่ห์แห่งงานบริการที่ส่งผ่านรอยยิ้มอันเป็นมิตร ผสานเข้ากับกิริยาการไหว้อันอ่อนช้อยของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ประสบการณ์อันล้ำค่าเหล่านี้เปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่ “เรือนไทยบนฟ้า” ที่พร้อมต้อนรับทุกคนด้วยมิตรไมตรีจิตอันเหนือระดับในทุกการเดินทาง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

John Hoskin. Smooth as silk: the story of Thai. Published Singapore : Editions Didier Millet, 2010.

โชติกเสถียร, ธนีพรรณ, “ไหว้ : ประติมากรรมร่วมสมัย” (2017). Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD). https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/1955.

ปรียา หิรัญประดิษฐ์. “ยิ้มสยาม” ในมุมมองของชาวต่างชาติในไทย. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. ไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557. จาก https://ir.stou.ac.th/handle/123456789/1286.

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง : รู้จัก ‘หมอบกราบ’ ในวัฒนธรรมอินเดีย ที่ไทยรับต่อมา. จาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_4390.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. การไหว้ มารยาทไทยที่ควรสืบทอด. จาก https://www.culture.go.th/culture_th/mobile_detail.php?cid=11&nid=583.

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. คำว่า “สวัสดี” มาจากไหน? ใช้เมื่อไหร่? ใครเริ่ม สวัสดี?. วันที่12 เมษายน 2562. จาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_31081.

เชิงอรรถ :

[1] ในหนังสือ “SMOOTH AS SILK: THE STORY OF THAI” ปรากฏชื่อภาษาอังกฤษว่า “Nipa Srisuk”

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รอยยิ้มบนท้องฟ้า : ศิลปะแห่งการบริการแบบไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...