โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"น้ำมันแพง 2026" ถุงพลาสติก-กระป๋อง เสี่ยงขึ้นราคาทั้งระบบ! “เอฟเฟกต์ลูกโซ่” ไทยหนีไม่พ้น?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
น้ำมันแพง 2026 จุดชนวน “เอฟเฟกต์ลูกโซ่” เขย่าต้นทุนไทย ถุงพลาสติก-กระป๋อง เสี่ยงขึ้นราคาทั้งระบบ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด และน้ำมันไทยก็พุ่งตาม? สัญญาณอันตราย จาก" พลังงาน" สู่ทุกต้นทุนการผลิต เสี่ยงเจอ “โดมิโนเศรษฐกิจ”

สัญญาณเตือนล่าสุดจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ชัดว่า ผลกระทบครั้งนี้อาจลุกลามไกลกว่าที่คิด จากต้นน้ำพลังงานไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชน

ปัจจัยหลักของวิกฤตรอบนี้ เริ่มต้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรง โดยเฉพาะการโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญ รวมถึงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในประเทศกาตาร์ หนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก เมื่อแหล่งพลังงานได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แตะระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบางช่วงขึ้นไปถึงราว 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก

เมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ต้นทุนของสินค้าแทบทุกประเภทก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะปรับตัวตาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมี หนึ่งในจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ “แนฟทา” (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก

"เม็ดพลาสติก" เป็นต้นทางของบรรจุภัณฑ์แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำ กล่องอาหาร หรือแพ็กเกจจิ้งของสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาแนฟทาก็เพิ่มขึ้นตาม และส่งต่อไปยังราคาเม็ดพลาสติก ก่อนจะสะท้อนเป็นต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น สุดท้ายราคาสินค้าปลายทางจึงมีแนวโน้มต้องปรับขึ้น นี่คือ “เอฟเฟกต์ลูกโซ่” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน

"อลูมิเนียม" เป็นวัตถุดิบสำคัญอีกชนิดหนึ่งก็อยู่ในวงจรความเสี่ยงเช่นกัน ไทยต้องนำเข้าอลูมิเนียมถึง 80–90% โดยมีแหล่งสำคัญจากตะวันออกกลาง วัตถุดิบชนิดนี้ถูกใช้ในสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่กระป๋องอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น ล้อแม็กและตัวถังรถยนต์ หากซัพพลายสะดุด ต้นทุนในภาคอุตสาหกรรมก็จะเพิ่มขึ้นทันที

“ฮีเลียม” เป็นก๊าซสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งไทยจำเป็นต้องนำเข้าเช่นกัน หากห่วงโซ่นี้ได้รับผลกระทบ จะลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของประเทศ

ภาพรวมทั้งหมดทำให้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเกิดแรงกดดันต่อค่าครองชีพอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสินค้าอาจปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 3–5% ตัวเลขนี้อาจดูไม่สูงมาก แต่ในชีวิตจริงผลกระทบชัดเจน เช่น อาหารจานละ 60 บาท หากเพิ่มขึ้น 5% จะกลายเป็น 63 บาท และหากบริโภคต่อเนื่องทุกวัน ค่าใช้จ่ายรายเดือนจะเพิ่มขึ้นทันทีหลายร้อยบาท

และนี่เป็นเพียงผลกระทบในหมวดอาหารเท่านั้น ยังไม่รวมค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และสินค้าอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นอีกตัวแปรสำคัญ เพราะประเทศไทยใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เมื่อราคา LNG สูงขึ้น ค่าไฟก็มีแนวโน้มต้องปรับเพิ่มตาม

ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 ยังมีการเตรียมพิจารณาค่า Ft ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของค่าไฟฟ้า หากมีการปรับขึ้น จะส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทันที เพราะเมื่อค่าไฟของภาคการผลิตสูงขึ้น ต้นทุนสินค้าโดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นตาม เกิดเป็น “เอฟเฟกต์ซ้อนเอฟเฟกต์” ที่ยิ่งเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อ

สัญญาณความกังวลในภาคธุรกิจเริ่มปรากฏชัด มีรายงานว่าผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทยอย่างน้อย 5 ราย ได้แจ้งเตือนไปยังคู่ค้าเกี่ยวกับความเสี่ยงสินค้าขาดส่ง หรือ Out of Stock พร้อมระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้องปรับราคาสินค้าในช่วงเดือนเมษายน 2569

อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ประเทศไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรอง และยังสามารถผลิตวัตถุดิบบางส่วนได้เอง เช่น เม็ดพลาสติก แต่จุดที่ต้องจับตาคือระยะเวลา หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3–6 เดือน ผลกระทบจะเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในมิติ “รายได้ไม่โต แต่ค่าครองชีพเพิ่ม” ซึ่งจะนำไปสู่การหดตัวของกำลังซื้อ และฉุดเศรษฐกิจโดยรวม

ในฝั่งภาครัฐ หน่วยงานอย่างกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงาน ได้เริ่มบริหารจัดการสถานการณ์ ทั้งการดูแลสต็อกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการกำกับดูแลราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควร

ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่สูงขึ้น แต่คือภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มเร็วกว่าอัตรารายได้ ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ด้านข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม มีการเสนอให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลและให้ลดลงมาไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักของระบบขนส่ง รวมถึงควบคุมค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย เพื่อประคองภาคการผลิตไม่ให้รับภาระมากเกินไป

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญในช่วงนี้คือการตั้งสติและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมตื่นตระหนก โดยเฉพาะการกักตุนสินค้า ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราวและผลักดันราคาให้สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าอาจไม่ได้ขาดแคลน

สรุปภาพรวม สถานการณ์ในขณะนี้ยังถือว่า “ควบคุมได้” แต่กำลังอยู่ใน “จุดเปราะบาง” หากความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว ผลกระทบก็จะจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่หากยืดเยื้อ สิ่งที่คนไทยต้องเผชิญอาจจะรุนแรงและหนีไม่พ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...