“ทนายอนันต์ชัย” หอบหลักฐานสำคัญ แผนผังเส้นเงิน 135 ล้าน วัดดังเมืองปทุม กล่าวหา “พระคึกฤทธิ์” กับพวกยักยอกทรัพย์ “บิ๊กเต่า” ให้เวลาชี้แจงภายใน 7 วัน
“ทนายอนันต์ชัย” หอบผังเส้นเงิน 135 ล้าน วัดดังเมืองปทุม กล่าวหา “พระคึกฤทธิ์” กับพวกยักยอกเงินสาธุ ด้าน “บิ๊กเต่า” พร้อมสั่งชี้แจงปมแจกโบนัสลูกศิษย์ ภายใน 7 วัน เตรียมประชุมสัปดาห์หน้า หลังพบการร้องทุกข์หลายกรรม ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ มหาหมี รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม เดินทางเข้าพบ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บิ๊กเต่า ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. เพื่อนำหลักฐานแผนผังเส้นทางการเงินของวัดดังเมืองปทุม ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566-2568 มาให้ตรวจสอบ ทนายอนันต์ชัย ระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีรายการเงินบริจาคจากประชาชน หรือที่เรียกว่าเงินสาธุ โอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ในนามวัดดังเมืองปทุม มากกว่า 900,000 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 135 ล้านบาท ซึ่งพบความผิดปกติคือ บัญชีดังกล่าวมีเพียงพระคึกฤทธิ์และพระอีกรูปหนึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย โดยไม่มีไวยาวัจกรคอยตรวจสอบตามระเบียบ
จากการตรวจสอบ ทนายอนันต์ชัย อ้างว่าพบการโอนเงินจากบัญชีวัดกระจายไปเป็นทอดๆ จนเข้าสู่บัญชีกระแสรายวันของพระคึกฤทธิ์ 5 บัญชี และบัญชีบุคคลอื่นรวม 30 คน โดยปรากฏชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง รับโอนเงินสูงถึง 18 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีพระคึกฤทธิ์ ไปยังบัญชีผู้หญิงคนหนึ่ง โอนต่อไปอีกยังบริษัทแห่งหนึ่ง เชื่อว่าเป็นการนำเงินบริจาคของประชาชนไปลงทุนในทองคำหรือไม่ ซึ่งขัดต่อกฎมหาเถรสมาคมที่ห้ามพระสงฆ์เทรดหุ้นหรือทองคำ การมายื่นเรื่องครั้งนี้จึงเป็นการกล่าวโทษรวม 32 คน เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 147 เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งถือเป็นคดีที่ 2 ต่อจากคดีเรื่องการแจกโบนัสเจ้าหน้าที่วัด
ทนายอนันต์ชัย ยังได้กล่าวถึงคดีแรกเรื่องการแจกโบนัสว่า ตามหลักกฎหมายมาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวน จะต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการตามขั้นตอน แต่ที่ผ่านมาพระคึกฤทธิ์เดินทางมาพบตำรวจแล้วกลับไม่มีการจับกุมหรือให้ประกันตัว ซึ่งมองว่าเวลานี้สามารถออกหมายจับได้ทันที และหากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง พร้อมท้าว่าหากมีการฟ้องกลับ ตนก็ยินดีเพราะจะเรียกดูหลักฐานทั้งหมดแน่นอน ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม หรือ มหาหมี ระบุว่า การใช้เงินวัดและอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่เกี่ยวข้องกับการใข้เงินวัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2535 กำหนดให้วัดเป็นนิติบุคคล โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลสาธารณสมบัติของวัด เมื่อมีเงินทองหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่ดูแลคือ เจ้าอาวาส นำเงินมาบำรุงรักษาและจัดกิจการของวัดเท่านั้น และในการจัดการกับสาธารณสมบัติของวัดให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคมหรือกฎกระทรวง ตั้งแต่ปี 2511 - 2564 การเก็บรักษาเงินของวัด อนุญาตให้วัดเก็บเงินสำรองที่เป็นเงินสดได้แค่ 3,000 บาท และให้ฝากไว้ที่กรมการศาสนา ธนาคาร ทั้งนี้ต้องฝากในนามของวัด และการดูแลรักษาจัดการเงินจากการบริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค ส่วนกฎฉบับใหม่ใหม่ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 และมติมหาเถรสมาคม ปี 2568 ระบุว่าการเก็บรักษาเงินของวัด เก็บเงินสดได้สูงสุด 100,000 บาท ส่วนที่เหลือต้องฝากในบัญชีธนาคารในนามของวัด และต้องเขียนว่า เงินของวัด… ห้ามเขียนคำว่าโดย ซึ่งการดูแลรักษาและจัดการเงินบริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค หมายความว่าเงินที่ได้รับจากการบริจาคเข้าบัญชีวัด ไม่ใช่เงินเจ้าอาวาส โดยผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่านเงิน คือ เจ้าอาวาส ร่วมกับ ไวยาวัจกร และบุคคลที่เจ้าอาวาสเชื่อใจ หรือ 3 ใน 5 โดยต้องใช้เงินตามวัตถุประสงค์เท่านั้น ห้ามยักย้ายถ่ายเทหรือนำไปซื้อกองทุน จะมีความผิด
พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บิ๊กเต่า ระบุว่า กรณีทนายอนันต์ชัย นำหลักฐานมายื่นเพิ่มเติม ตนจะมีการนัดพูดคุยกันอีกครั้ง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการกับเอกสารหลักฐานอย่างไร รวมถึงกรณีพระคึกฤทธิ์ เดินทางเข้ามาพบพนักงานสอบสวน จะทำอย่างไรต่อได้บ้าง ถึงจะมีหลายกรรมก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เราต้องให้ความเป็นธรรมพระคึกฤทธิ์รวมทั้งบุคคลที่มาร้องเรียนก็ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นอย่างไร ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย และต้องดำเนินการไม่ให้ช้าหรือเร็วเกินไป หากมีความผิดก็ต้องดำเนินการ แต่ไม่มีความผิดก็ต้องยกประโยชน์ไป
ตำรวจได้บอกให้พระคึกฤทธิ์ ทำข้อชี้แจงตามที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ได้มาดำเนินการแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ กรณีคดีเงินโบนัส ที่ได้ของวัดไปจ่ายให้กับลูกศิษย์หลักแสนบาทต่อคน ถือว่าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยให้เวลา 7 วัน ในการทำคำชี้แจง โดยช่วงต้นสัปดาห์หน้า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะประชุมร่วมกัน เนื่องจากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษหลายเรื่อง ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานและจะให้ความเป็นธรรม