การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (1)
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
พอถึงเดือนเมษายนของทุกปี ฤดูกาลของการเข้ารับการตรวจเลือกทหาร หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า เกณฑ์ทหารของชายไทยก็มาเยือนเป็นปกติ บ้างก็เป็นความยินดีสำหรับหลายคนที่จะมีโอกาสรับใช้ชาติ บางคนถึงกับสมัครใจเป็นทหารเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ภาพที่หลายคนเห็นจะเป็นความหวาดกลัว วิกตกกังวลหรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเสียก็ไม่อยากเป็นทหาร บางคนพอจับสลากได้ใบแดงถึงกับเป็นลมล้มพับลงไปกองกับพื้นก็มีให้เห็น บางคนตัวสั่นก้าวขาออกมาจับสลากไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต้องให้เพื่อนหรือเจ้าหน้าที่ช่วยกันลากจูงถูลู่ถูกังออกมา
เป็นภาพที่เต็มไปด้วยทุกขเวทนาเสียเหลือเกิน เพื่อนฝูงหรือคนทั่วไปอาจจะตลกขบขัน แต่สำหรับคนที่เผชิญสถานการณ์เช่นนั้นด้วยตนเองคงขำไม่ออกสักแอะ
ปัญหาของการเกณฑ์ทหารนั้นมีความซับซ้อนมากไปกว่าเรื่องของคนที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของครอบครัว พ่อแม่ เพื่อนฝูง คนรักตลอดจนเรื่องแรงงานของสังคม เพราะคนที่เข้ารับเกณฑ์ทหารบางคนนั้นเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว บางคนก็กำลังเล่าเรียนศึกษาเป็นความหวังของที่บ้าน แต่อย่างไรเสียทุกคนก็จะต้องผ่านด่านการเกณฑ์ทหารนี้ไปให้ได้ ความชุลมุนวุ่นวายจึงกลายเป็นเรื่องปกติ ดังจะเห็นได้จากรายงานข่าวเกี่ยวกับบรรยากาศและสีสันการเกณฑ์ทหารของแต่ละหน่วย บ้างก็ยกกันมาทั้งครอบครัวเพื่อลุ้นว่าลูกหลานของตัวเองจะ “รอด” หรือไม่ พ่อค้าแม่ขายก็พลอยคึกคักไปด้วยจากการขายสินค้าต่างๆ ให้แก่บรรดากองเชียร์
ก่อนหน้านี้ในสังคมไทยของเราก็มีการถกเถียงเรื่องการเกณฑ์ทหารอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีบางคนพยายามรณรงค์ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร บางคนถึงกับอารยะขัดขืนไม่ยอมรับการเข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหารจนนำไปสู่การฟ้องร้องกันในศาล ตลอดจนเรื่องนี้กลายเป็นนโยบายของบางพรรคการเมืองที่เสนอว่าควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารเสีย แต่แน่นอนว่าฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการตรวจเลือกทหารต่อไปย่อมไม่เห็นด้วย และก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่จนถึงตอนนี้
ในทางปรัชญาเองก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหาร แต่ผู้เขียนบังเอิญได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งน่าสนใจอย่างมากที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า การเกณฑ์ทหารนั้นไปด้วยกันไม่ได้แล้วกับโลกสมัยใหม่ ควรยกเลิกเสีย บทความดังกล่าวชื่อว่า“Is conscription morally justified today?” หรือ “การเกณฑ์ทหารยังมีความชอบธรรมทางศีลธรรมอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2025 ของ ลูอีส คอร์เดรู ร็อดรีกีช (Luis Cordeiro-Rodrigues)
แม้ว่าในบทความดังกล่าว ร็อดรีกีชจะกล่าวถึงการเกณฑ์ทหารในบริบทของยุโรปก็ตาม แต่ผู้เขียนคิดว่าสามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีการเกณฑ์ทหารของไทยได้อย่างน่าสนใจ บทความเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงบริบททางการเมืองร่วมสมัย โดยชี้ให้เห็นว่าการกลับมาของข้อถกเถียงเรื่องการเกณฑ์ทหารในยุโรปมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความไม่มั่นคงหลังจากการผนวกไครเมียโดยรัสเซียและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ร็อดรีกีชระบุว่า “ผู้นำยุโรปเสนอเหตุผลหลักสามประการในการสนับสนุนให้มีการเกณฑ์ทหาร ได้แก่ 1) ความพร้อมทางการทหารและการป้องปรามศัตรู (military readiness and deterrence) 2) สัญญาประชาคม (social contract) และ 3) คุณค่าพลเมืองและโรงเรียนฝึกฝนความรักชาติ (Civic values and a school for the nation)
ร็อดรีกีชเห็นว่าในบรรดาข้ออ้างสนับสนุนการเกณฑ์ทหารนั้น เหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเหตุผลพื้นฐานที่สามารถอยู่เหนือข้อกังวลทางศีลธรรมอื่นๆ ได้ กล่าวคือหากรัฐไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ สิทธิ เสรีภาพหรือความยุติธรรมก็ย่อมไม่มีความหมาย ดังนั้น หากการเกณฑ์ทหารสามารถเพิ่มความพร้อมทางการทหารและทำหน้าที่เป็นเครื่องมือยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูได้จริง การเกณฑ์ทหารก็มีแนวโน้มสูงที่จะมีความชอบธรรม เพราะว่าการเกณฑ์ทหารนั้นเป็นกลไกที่ทำให้รัฐสามารถระดมกำลังพลได้อย่างรวดเร็ว และทำให้พลเมืองมีทักษะพื้นฐานทางทหารเพียงพอที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการได้
เขาอธิบายว่าแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า การฝึกประชาชนจำนวนมากจะทำให้พวกเขามีความพร้อมทั้งในเชิงทักษะและความเข้าใจระบบการทหาร ในขณะเดียวกัน เหตุผลเรื่องการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูก็เสริมเข้ามาโดยอ้างว่ากองทัพที่มีขนาดใหญ่และมีพลเมืองเข้าร่วมจำนวนมากจะสร้าง “ภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง” (perception of strength) และทำให้ศัตรูหวาดเกรงว่าหากเริ่มโจมตีก่อนก็จะต้องเผชิญกับสงครามยืดเยื้อหรือแม้กระทั่งเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (total war) ซึ่งเป็นสงครามที่มีต้นทุนสูงเกินไปจนไม่คุ้มค่าที่คิดจะเริ่มทำสงครามด้วย
ร็อดรีกีชโต้แย้งว่าเหตุผลทั้งสองส่วนนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ “ล้าสมัย” และไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของโลกปัจจุบัน การโต้แย้งส่วนแรก ร็อดรีกีชได้นำแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของอดัม สมิธ (Adam Smith) ที่เห็นว่ามนุษย์มี “ความแตกต่างหลากหลายทางความสามารถ” (heterogeneity) และระบบที่ดีควรจัดสรรบุคคลให้เหมาะสมกับงานที่ตนมีความสามารถสูงสุดมาช่วยในการอธิบาย ร็อดรีกีชตั้งข้อสังเกตว่า การบังคับให้ทุกคนทำงานทางทหารก็เหมือนกับการบังคับให้ทุกคนทำงานเป็นวิศวกรหรือแพทย์ กล่าวคือการเกณฑ์ทหารไม่ได้เป็นแต่เพียงการจำกัดเสรีภาพเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการ “จัดสรรทรัพยากรมนุษย์อย่างไม่มีประสิทธิภาพ” (inefficient allocation of human resources) กล่าวคือ มันเพิกเฉยต่อความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละคน และบังคับให้ทุกคนทำหน้าที่เดียวกันโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม
ในทางตรงกันข้าม พลเมืองแต่ละคนควรทำสิ่งที่ตนทำได้ดีที่สุด เพื่อให้ระบบโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงสุด การเกณฑ์ทหารจึงอาจทำให้บุคคลที่มีความสามารถหรือทักษะในด้านอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการแพทย์ ไม่ได้แสดงบทบาทที่แต่ละคนนั้นมีความเชี่ยวชาญหรือถนัดมากกว่า ในขณะเดียวกันยังต้องไปทำหน้าที่ที่ตนไม่มีความชำนาญ ผลลัพธ์ก็คือ “ความสูญเสียสองชั้น” กล่าวคือ ทั้งกองทัพได้คนที่ไม่มีคุณภาพ และสังคมก็สูญเสียแรงงานที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ
ร็อดรีกีชจึงสรุปว่าการเกณฑ์ทหารไม่ได้เพิ่มความพร้อมให้แก่กองทัพแต่อย่างใด และในบางกรณีอาจ “ลด” ความพร้อม เพราะทำให้เกิดบุคลากรที่ไม่เหมาะสมกับงาน ซึ่งอาจกลายเป็นภาระมากกว่าทรัพยากร
นอกจากนี้ข้อโต้แย้งที่มากไปกว่านั้น ร็อดรีกีชเห็นว่าในสงครามสมัยใหม่ กองทัพในปัจจุบันไม่ได้ต้องการ “จำนวนคน” แต่ต้องการ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เช่น สงครามไซเบอร์ (cyber warfare) เอไอ ระบบอาวุธอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ดังนั้น การเพิ่มจำนวนทหารที่ไม่มีทักษะจึงไม่ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพของกองทัพ แต่กลับเบียดบังทรัพยากรที่ควรนำไปลงทุนในบุคลากรเฉพาะทางและเทคโนโลยี ข้ออ้างเรื่องการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูจึงควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะในยุคปัจจุบัน แสนยานุภาพของกองทัพไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ขนาดกองทัพ” อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี เช่น เอไอ โดรน และระบบอาวุธขั้นสูง ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนกำลังพล ดังนั้น สิ่งที่ทำหน้าที่ยับยั้งศัตรูจึงไม่ใช่ “จำนวนคน” แต่เป็น “ศักยภาพเชิงเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์”
ร็อดรีกีชไม่ได้เพียงบอกว่าการเกณฑ์ทหารไม่มีประโยชน์โภชผลอย่างที่เราคิดแบบเดิมแล้ว มันยังอาจ “ให้ผลตรงกันข้าม” เลยด้วยซ้ำ นั่นก็คือ การเกณฑ์ทหารไม่ได้เป็นไปเพื่อยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูเท่านั้น แต่การทำให้สังคมกลายเป็นสังคมทหาร (militarization) อาจสร้างกรอบความคิดที่ทำให้รัฐมองปัญหาต่างๆ ผ่านเลนส์ของความรุนแรง กล่าวคือการมีเครื่องมือต่างๆ เช่น กองทัพมีขนาดใหญ่จากการเกณฑ์ทหาร ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทรัพยากรเท่านั้น แต่มันยัง “กำหนดวิธีคิด” ของรัฐด้วย กล่าวคือ รัฐที่มีศักยภาพทางทหารสูงอาจมีแนวโน้มใช้กำลังมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
ร็อดรีกีชจึงได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเหตุผลด้านความพร้อมของกองทัพและการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูที่เคยเป็น “ฐานความชอบธรรม” ที่สำคัญของการเกณฑ์ทหารในอดีต ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือในบริบทปัจจุบัน เพราะเหตุผลดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่สอดคล้องกับทั้งเศรษฐศาสตร์ของแรงงานและธรรมชาติของสงครามร่วมสมัย กล่าวอีกอย่างได้ว่า ร็อดรีกีชไม่ได้เพียงปฏิเสธว่าการเกณฑ์ทหาร “ไม่จำเป็น” แต่ยังเสนอว่า การเกณฑ์ทหารนั้นอาจ “ไม่เหมาะสมในทางโครงสร้าง” (structurally inappropriate) สำหรับโลกที่ต้องการความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และในบางกรณี อาจเป็นกลไกที่ลดทั้งประสิทธิภาพทางทหารและเสถียรภาพระหว่างประเทศไปพร้อมกัน
โดยสรุป ร็อดรีกีชมองว่า การอ้างเหตุผลที่ว่า การเกณฑ์ทหารช่วยให้กองทัพมีความพร้อมทางการทหารและยังสามารถป้องปรามศัตรูได้นั้น เหตุผลทั้งสองนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ “ล้าสมัย” และไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของโลกปัจจุบัน
เหตุผลส่วนแรก การเกณฑ์ทหารไม่ได้ช่วยให้กองทัพมีความพร้อมทางทหารแต่อย่างใด หากเกณฑ์มาแต่ปริมาณ ไม่มีคุณภาพสอดคล้องกับสงครามสมัยใหม่ สำหรับเหตุผลส่วนที่สอง ในยุคปัจจุบันการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดกองทัพอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ของกองทัพต่างหาก
ในมุมมองของร็อดรีกีช การเกณฑ์ทหารจึงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วสำหรับโลกร่วมสมัย ส่วนข้อโต้แย้งอีกสองข้อคงต้องพบกันในฉบับหน้าว่าด้วย การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (ตอนจบ)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (1)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly