โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

พอถึงเดือนเมษายนของทุกปี ฤดูกาลของการเข้ารับการตรวจเลือกทหาร หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า เกณฑ์ทหารของชายไทยก็มาเยือนเป็นปกติ บ้างก็เป็นความยินดีสำหรับหลายคนที่จะมีโอกาสรับใช้ชาติ บางคนถึงกับสมัครใจเป็นทหารเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ภาพที่หลายคนเห็นจะเป็นความหวาดกลัว วิกตกกังวลหรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเสียก็ไม่อยากเป็นทหาร บางคนพอจับสลากได้ใบแดงถึงกับเป็นลมล้มพับลงไปกองกับพื้นก็มีให้เห็น บางคนตัวสั่นก้าวขาออกมาจับสลากไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต้องให้เพื่อนหรือเจ้าหน้าที่ช่วยกันลากจูงถูลู่ถูกังออกมา

เป็นภาพที่เต็มไปด้วยทุกขเวทนาเสียเหลือเกิน เพื่อนฝูงหรือคนทั่วไปอาจจะตลกขบขัน แต่สำหรับคนที่เผชิญสถานการณ์เช่นนั้นด้วยตนเองคงขำไม่ออกสักแอะ

ปัญหาของการเกณฑ์ทหารนั้นมีความซับซ้อนมากไปกว่าเรื่องของคนที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของครอบครัว พ่อแม่ เพื่อนฝูง คนรักตลอดจนเรื่องแรงงานของสังคม เพราะคนที่เข้ารับเกณฑ์ทหารบางคนนั้นเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว บางคนก็กำลังเล่าเรียนศึกษาเป็นความหวังของที่บ้าน แต่อย่างไรเสียทุกคนก็จะต้องผ่านด่านการเกณฑ์ทหารนี้ไปให้ได้ ความชุลมุนวุ่นวายจึงกลายเป็นเรื่องปกติ ดังจะเห็นได้จากรายงานข่าวเกี่ยวกับบรรยากาศและสีสันการเกณฑ์ทหารของแต่ละหน่วย บ้างก็ยกกันมาทั้งครอบครัวเพื่อลุ้นว่าลูกหลานของตัวเองจะ “รอด” หรือไม่ พ่อค้าแม่ขายก็พลอยคึกคักไปด้วยจากการขายสินค้าต่างๆ ให้แก่บรรดากองเชียร์

ก่อนหน้านี้ในสังคมไทยของเราก็มีการถกเถียงเรื่องการเกณฑ์ทหารอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีบางคนพยายามรณรงค์ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร บางคนถึงกับอารยะขัดขืนไม่ยอมรับการเข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหารจนนำไปสู่การฟ้องร้องกันในศาล ตลอดจนเรื่องนี้กลายเป็นนโยบายของบางพรรคการเมืองที่เสนอว่าควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารเสีย แต่แน่นอนว่าฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการตรวจเลือกทหารต่อไปย่อมไม่เห็นด้วย และก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่จนถึงตอนนี้

ในทางปรัชญาเองก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหาร แต่ผู้เขียนบังเอิญได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งน่าสนใจอย่างมากที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า การเกณฑ์ทหารนั้นไปด้วยกันไม่ได้แล้วกับโลกสมัยใหม่ ควรยกเลิกเสีย บทความดังกล่าวชื่อว่า“Is conscription morally justified today?” หรือ “การเกณฑ์ทหารยังมีความชอบธรรมทางศีลธรรมอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2025 ของ ลูอีส คอร์เดรู ร็อดรีกีช (Luis Cordeiro-Rodrigues)

แม้ว่าในบทความดังกล่าว ร็อดรีกีชจะกล่าวถึงการเกณฑ์ทหารในบริบทของยุโรปก็ตาม แต่ผู้เขียนคิดว่าสามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีการเกณฑ์ทหารของไทยได้อย่างน่าสนใจ บทความเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงบริบททางการเมืองร่วมสมัย โดยชี้ให้เห็นว่าการกลับมาของข้อถกเถียงเรื่องการเกณฑ์ทหารในยุโรปมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความไม่มั่นคงหลังจากการผนวกไครเมียโดยรัสเซียและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ร็อดรีกีชระบุว่า “ผู้นำยุโรปเสนอเหตุผลหลักสามประการในการสนับสนุนให้มีการเกณฑ์ทหาร ได้แก่ 1) ความพร้อมทางการทหารและการป้องปรามศัตรู (military readiness and deterrence) 2) สัญญาประชาคม (social contract) และ 3) คุณค่าพลเมืองและโรงเรียนฝึกฝนความรักชาติ (Civic values and a school for the nation)

ร็อดรีกีชเห็นว่าในบรรดาข้ออ้างสนับสนุนการเกณฑ์ทหารนั้น เหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเหตุผลพื้นฐานที่สามารถอยู่เหนือข้อกังวลทางศีลธรรมอื่นๆ ได้ กล่าวคือหากรัฐไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ สิทธิ เสรีภาพหรือความยุติธรรมก็ย่อมไม่มีความหมาย ดังนั้น หากการเกณฑ์ทหารสามารถเพิ่มความพร้อมทางการทหารและทำหน้าที่เป็นเครื่องมือยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูได้จริง การเกณฑ์ทหารก็มีแนวโน้มสูงที่จะมีความชอบธรรม เพราะว่าการเกณฑ์ทหารนั้นเป็นกลไกที่ทำให้รัฐสามารถระดมกำลังพลได้อย่างรวดเร็ว และทำให้พลเมืองมีทักษะพื้นฐานทางทหารเพียงพอที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการได้

เขาอธิบายว่าแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า การฝึกประชาชนจำนวนมากจะทำให้พวกเขามีความพร้อมทั้งในเชิงทักษะและความเข้าใจระบบการทหาร ในขณะเดียวกัน เหตุผลเรื่องการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูก็เสริมเข้ามาโดยอ้างว่ากองทัพที่มีขนาดใหญ่และมีพลเมืองเข้าร่วมจำนวนมากจะสร้าง “ภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง” (perception of strength) และทำให้ศัตรูหวาดเกรงว่าหากเริ่มโจมตีก่อนก็จะต้องเผชิญกับสงครามยืดเยื้อหรือแม้กระทั่งเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (total war) ซึ่งเป็นสงครามที่มีต้นทุนสูงเกินไปจนไม่คุ้มค่าที่คิดจะเริ่มทำสงครามด้วย

ร็อดรีกีชโต้แย้งว่าเหตุผลทั้งสองส่วนนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ “ล้าสมัย” และไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของโลกปัจจุบัน การโต้แย้งส่วนแรก ร็อดรีกีชได้นำแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของอดัม สมิธ (Adam Smith) ที่เห็นว่ามนุษย์มี “ความแตกต่างหลากหลายทางความสามารถ” (heterogeneity) และระบบที่ดีควรจัดสรรบุคคลให้เหมาะสมกับงานที่ตนมีความสามารถสูงสุดมาช่วยในการอธิบาย ร็อดรีกีชตั้งข้อสังเกตว่า การบังคับให้ทุกคนทำงานทางทหารก็เหมือนกับการบังคับให้ทุกคนทำงานเป็นวิศวกรหรือแพทย์ กล่าวคือการเกณฑ์ทหารไม่ได้เป็นแต่เพียงการจำกัดเสรีภาพเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการ “จัดสรรทรัพยากรมนุษย์อย่างไม่มีประสิทธิภาพ” (inefficient allocation of human resources) กล่าวคือ มันเพิกเฉยต่อความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละคน และบังคับให้ทุกคนทำหน้าที่เดียวกันโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม

ในทางตรงกันข้าม พลเมืองแต่ละคนควรทำสิ่งที่ตนทำได้ดีที่สุด เพื่อให้ระบบโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงสุด การเกณฑ์ทหารจึงอาจทำให้บุคคลที่มีความสามารถหรือทักษะในด้านอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการแพทย์ ไม่ได้แสดงบทบาทที่แต่ละคนนั้นมีความเชี่ยวชาญหรือถนัดมากกว่า ในขณะเดียวกันยังต้องไปทำหน้าที่ที่ตนไม่มีความชำนาญ ผลลัพธ์ก็คือ “ความสูญเสียสองชั้น” กล่าวคือ ทั้งกองทัพได้คนที่ไม่มีคุณภาพ และสังคมก็สูญเสียแรงงานที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ

ร็อดรีกีชจึงสรุปว่าการเกณฑ์ทหารไม่ได้เพิ่มความพร้อมให้แก่กองทัพแต่อย่างใด และในบางกรณีอาจ “ลด” ความพร้อม เพราะทำให้เกิดบุคลากรที่ไม่เหมาะสมกับงาน ซึ่งอาจกลายเป็นภาระมากกว่าทรัพยากร

นอกจากนี้ข้อโต้แย้งที่มากไปกว่านั้น ร็อดรีกีชเห็นว่าในสงครามสมัยใหม่ กองทัพในปัจจุบันไม่ได้ต้องการ “จำนวนคน” แต่ต้องการ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เช่น สงครามไซเบอร์ (cyber warfare) เอไอ ระบบอาวุธอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ดังนั้น การเพิ่มจำนวนทหารที่ไม่มีทักษะจึงไม่ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพของกองทัพ แต่กลับเบียดบังทรัพยากรที่ควรนำไปลงทุนในบุคลากรเฉพาะทางและเทคโนโลยี ข้ออ้างเรื่องการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูจึงควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะในยุคปัจจุบัน แสนยานุภาพของกองทัพไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ขนาดกองทัพ” อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี เช่น เอไอ โดรน และระบบอาวุธขั้นสูง ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกองทัพได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนกำลังพล ดังนั้น สิ่งที่ทำหน้าที่ยับยั้งศัตรูจึงไม่ใช่ “จำนวนคน” แต่เป็น “ศักยภาพเชิงเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์”

ร็อดรีกีชไม่ได้เพียงบอกว่าการเกณฑ์ทหารไม่มีประโยชน์โภชผลอย่างที่เราคิดแบบเดิมแล้ว มันยังอาจ “ให้ผลตรงกันข้าม” เลยด้วยซ้ำ นั่นก็คือ การเกณฑ์ทหารไม่ได้เป็นไปเพื่อยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูเท่านั้น แต่การทำให้สังคมกลายเป็นสังคมทหาร (militarization) อาจสร้างกรอบความคิดที่ทำให้รัฐมองปัญหาต่างๆ ผ่านเลนส์ของความรุนแรง กล่าวคือการมีเครื่องมือต่างๆ เช่น กองทัพมีขนาดใหญ่จากการเกณฑ์ทหาร ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทรัพยากรเท่านั้น แต่มันยัง “กำหนดวิธีคิด” ของรัฐด้วย กล่าวคือ รัฐที่มีศักยภาพทางทหารสูงอาจมีแนวโน้มใช้กำลังมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

ร็อดรีกีชจึงได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเหตุผลด้านความพร้อมของกองทัพและการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูที่เคยเป็น “ฐานความชอบธรรม” ที่สำคัญของการเกณฑ์ทหารในอดีต ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือในบริบทปัจจุบัน เพราะเหตุผลดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่สอดคล้องกับทั้งเศรษฐศาสตร์ของแรงงานและธรรมชาติของสงครามร่วมสมัย กล่าวอีกอย่างได้ว่า ร็อดรีกีชไม่ได้เพียงปฏิเสธว่าการเกณฑ์ทหาร “ไม่จำเป็น” แต่ยังเสนอว่า การเกณฑ์ทหารนั้นอาจ “ไม่เหมาะสมในทางโครงสร้าง” (structurally inappropriate) สำหรับโลกที่ต้องการความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และในบางกรณี อาจเป็นกลไกที่ลดทั้งประสิทธิภาพทางทหารและเสถียรภาพระหว่างประเทศไปพร้อมกัน

โดยสรุป ร็อดรีกีชมองว่า การอ้างเหตุผลที่ว่า การเกณฑ์ทหารช่วยให้กองทัพมีความพร้อมทางการทหารและยังสามารถป้องปรามศัตรูได้นั้น เหตุผลทั้งสองนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ “ล้าสมัย” และไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของโลกปัจจุบัน

เหตุผลส่วนแรก การเกณฑ์ทหารไม่ได้ช่วยให้กองทัพมีความพร้อมทางทหารแต่อย่างใด หากเกณฑ์มาแต่ปริมาณ ไม่มีคุณภาพสอดคล้องกับสงครามสมัยใหม่ สำหรับเหตุผลส่วนที่สอง ในยุคปัจจุบันการยับยั้งหรือป้องปรามศัตรูไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดกองทัพอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ของกองทัพต่างหาก

ในมุมมองของร็อดรีกีช การเกณฑ์ทหารจึงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วสำหรับโลกร่วมสมัย ส่วนข้อโต้แย้งอีกสองข้อคงต้องพบกันในฉบับหน้าว่าด้วย การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (ตอนจบ)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...