โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดีเดย์ 1 เม.ย. 69 ธปท. คุมเข้มถอนเงินสด 5 ล้านบ. เสี่ยงสูงต้องแจ้งวัตถุประสงค์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 21.07 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 09.27 น.

ดีเดย์ 1 เม.ย. 69! ธปท. ประกาศคุมเข้มธุรกรรมเงินสด ถอนเงิน 5 ล้านบาทต่อวันถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงทันที ลูกค้าต้องแจ้งวัตถุประสงค์และที่มาของเงินให้ชัดเจน หากแจงไม่ได้ธนาคารมีสิทธิ์ปฏิเสธรายการ

19 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน

โดยประกาศมุ่งเน้นการควบคุม "ธุรกรรมเงินสด" การถอนเงินสดและการใช้เช็คเงินสด เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงินของอาชญากร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลูกค้าที่ทำธุรกรรมหน้าเคาน์เตอร์และตู้อิเล็กทรอนิกส์ โดยสิ่งที่จะต้องเจอเมื่อไปธนาคารหลัง 1 เมษายน 2569 คือ

  • การยืนยันตัวตนที่เข้มงวดขึ้น ลูกค้าต้องแสดงตนทุกครั้งที่จะทำธุรกรรม โดยต้องพก บัตรประชาชนตัวจริง หรือพาสปอร์ต ต้องระบุ เบอร์โทรศัพท์/อีเมล ที่ติดต่อได้จริงทุกครั้งที่ทำธุรกรรมที่สาขา หากเป็นตู้ ATM ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบที่ปลอดภัย เช่น สแกนใบหน้า หรือรหัส OTP
  • ต้องแจ้ง "วัตถุประสงค์การใช้เงิน" หากลูกค้าถอนเงินสดในจำนวนที่สูงกว่าพฤติกรรมปกติ หรือดูไม่สอดคล้องกับรายอาชีพ ธนาคารจะสอบถามวัตถุประสงค์ หากลูกค้าไม่สามารถให้เหตุผลที่เหมาะสมได้ ธนาคารสามารถ ปฏิเสธการทำธุรกรรม ในครั้งนั้นทันที
  • เกณฑ์การตรวจสอบเข้มข้นเมื่อถอนเกิน 5 ล้านบาท หากมีการถอนเงินสดรวมกัน ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปภายใน 1 วัน ธนาคารจะจัดให้ลูกค้าอยู่ในกลุ่ม "ความเสี่ยงสูง" ทันที ทำให้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เช่น ต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน หรือเอกสารแสดงความจำเป็นอย่างชัดเจน หากข้อมูลไม่เพียงพอ ธนาคารอาจแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้การโอนทางดิจิทัลแทน หรือระงับรายการเพื่อรายงาน ปปง.
  • การติดตามพฤติกรรมย้อนหลัง ธนาคารมีระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย บัญชีของลูกค้าอาจถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้เพื่อให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ภายหลัง

ธปท. ออกเกณฑ์คุมความเสี่ยงธุรกรรมเงินสด ลดโอกาสถูกใช้เป็นช่องทางกิจกรรมผิดกฎหมาย

19 มี.ค. 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อยกระดับการดูแลความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางกระทำผิดกฎหมายพร้อมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน เนื่องจากธุรกรรมเงินสดทำได้สะดวกและไม่มีข้อมูลเส้นทางธุรกรรม ทำให้ติดตามได้ยาก และอาจถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน

หลักเกณฑ์ฉบับนี้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมเบิกถอนเงินสดและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดให้รัดกุมและครอบคลุมตลอดกระบวนการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า ลักษณะธุรกรรม พื้นที่ และช่องทางการให้บริการ โดยสาระสำคัญ คือ หากลูกค้าทำธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อวัน สถาบันการเงินต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างเข้มข้น เช่น สอบถามวัตถุประสงค์หรือขอเอกสารการใช้เงินประกอบการพิจารณา

และหากตรวจพบธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติไปจากการทำธุรกรรมทั่วไปหรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมปกติของลูกค้ารายนั้น ต้องรายงานให้ ธปท. ทราบ

โดยเงื่อนไขนี้จะใช้เฉพาะการถอนเงินสดที่สาขา และการเบิกถอนหรือขึ้นเงินจากเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี ทั้งนี้ ลูกค้าที่ทำธุรกรรมด้วยช่องทางอื่น เช่น การโอนเงิน หรือใช้เช็คที่ขีดคร่อมเข้าบัญชี ยังดำเนินการได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ธปท. ยังกำหนดให้สถาบันการเงินทบทวนกระบวนการดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมการทำธุรกรรมเงินสดของลูกค้า อีกทั้งสถาบันการเงินต้องดูแลให้การบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวไม่สร้างภาระแก่ลูกค้าจนเกินควร และต้องมีแนวทางดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 16/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน

โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

เปิดรายละเอียดประกาศ ธปท.

คลิกอ่านราชกิจจาฯ : ที่นี่

โดยในประกาศธปท. ระบุเหตุผลว่า การทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดสามารถทำได้ง่ายและคล่องตัวโดยไม่มีบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมและตัวตนผู้ใช้เงินสด จึงมีข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงิน

การใช้เงินสดจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่มักถูกใช้ในการปิดบังการเคลื่อนย้ายเงินหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม ซึ่งสถาบันการเงินเป็นผู้ให้บริการทางการเงินหลักที่เกี่ยวข้องกับเงินสด ทั้งการรับฝากและการเบิกถอนเงินสด การรับฝากเช็คเงินสดเข้าบัญชี การเบิกถอนเงินโดยขอให้สถาบันการเงินออกเป็นเช็คเงินสด การยื่นเช็คเงินสดให้สถาบันการเงินใช้เงิน (เช่น การรับฝากเช็คที่ระบุให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ) และการรับแลกธนบัตร

ดังนั้น สถาบันการเงินจึงอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการกระทำความผิดปะปนไปกับการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไปได้ ดังที่ปรากฏตามสื่อว่ามีการใช้สถาบันการเงินเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายเงินจากการก่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของสถาบันการเงินเพื่อป้องกันมิให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางในการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน จึงออกหลักเกณฑ์ฉบับนี้ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ

โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีการบริหารความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง โดยเน้นธุรกรรมเบิกถอนเงินสดก่อน รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวกับเช็คเงินสดที่ส่งผลให้เกิดการเบิกถอนเงิน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดให้ลูกค้าแสดงตนหรือยืนยันตัวตนก่อนการทำธุรกรรม การขอข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หรือเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่สอดคล้องตามระดับความเสี่ยง และกระบวนการติดตาม เฝ้าระวัง ตรวจจับและตรวจสอบพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้า

รวมทั้งการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อตรวจพบหรือได้รับแจ้งการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่ผิดปกติไปจากการทำธุรกรรมทั่วไปหรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมปกติของลูกค้า หรือมีปริมาณธุรกรรมสูงเกินกว่าการทำธุรกรรมทั่วไป ตลอดจนการจัดให้มีแนวทางในการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ สำหรับการบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในลักษณะอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในประกาศฉบับนี้ เช่น การรับฝากเงินสด การรับฝากเช็คเงินสดเข้าบัญชี และการรับแลกธนบัตร

ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประเมินความเสี่ยงและอาจพิจารณาขยายขอบเขตธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดให้ครอบคลุมต่อไป เพื่อให้สถาบันการเงินมีการบริหารจัดการความเสี่ยงในการให้บริการทางการเงินอย่างเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้

โดยขอบเขตการบังคับใช้ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง

ซึ่งคำจำกัดความ “ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด” หมายความว่า ธุรกรรมเบิกถอนเงินสด หรือธุรกรรมที่เกี่ยวกับเช็คเงินสดที่ส่งผลให้เกิดการเบิกถอนเงิน เช่น การเบิกถอนเงินโดยขอให้สถาบันการเงินออกเป็นเช็คเงินสด การยื่นเช็คเงินสดให้สถาบันการเงินใช้เงิน

“ลูกค้า” หมายความว่า บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือบุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมาย ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดกับสถาบันการเงิน “บุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมาย” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลฝ่ายหนึ่งซึ่งตกลงกันทางกฎหมายให้เป็นผู้ครอบครอง ใช้ จำหน่าย หรือบริหารจัดการทรัพย์สินไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ เพื่อประโยชน์ของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง

สำหรับ หลักการ คือ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินในฐานะตัวกลางในการให้บริการทางการเงิน และเพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการกระทำความผิดในลักษณะเคลื่อนย้าย หรือแปรสภาพเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดปะปนกับการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไป

โดยเฉพาะกรณีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดซึ่งมีความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ สถาบันการเงินจึงต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดอย่างรัดกุมเพิ่มเติมจากบริการทางการเงินอื่น โดยต้องดูแลให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุมตลอดกระบวนการ

โดยให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า ลักษณะธุรกรรม พื้นที่ และช่องทางการให้บริการ และมีการทบทวนกระบวนการดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สถาบันการเงินต้องดูแลให้การบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวไม่สร้างภาระแก่ลูกค้าจนเกินควร และต้องมีแนวทางในการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรมด้วย

ทั้งนี้หลักเกณฑ์ ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ เพิ่มเติมจากที่กำหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการใช้บริการทางการเงินของลูกค้าสำหรับสถาบันการเงิน

การกำหนดกระบวนการและแนวปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และแนวทางในการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ผู้บริหารระดับสูงต้องดูแลให้สถาบันการเงินกำหนดและดำเนินการตามกระบวนการและแนวปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และแนวทางในการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น กำหนดลักษณะหรือรูปแบบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจสะท้อนได้จากมูลค่า ความถี่ หรือปัจจัยอื่น ๆ ขอข้อมูลหรือเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด รวมถึงมีแนวทางวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าสำหรับใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยง โดยการกำหนดกระบวนการและแนวปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติดังกล่าวต้องเหมาะสมสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า ลักษณะธุรกรรม พื้นที่ และช่องทางการให้บริการ

ทั้งนี้การบริหารความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด คือ

(1) สถาบันการเงินต้องจัดให้ลูกค้าหรือบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจทอดสุดท้ายจากลูกค้า (หากมี) แสดงตนหรือยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดทุกครั้ง ซึ่งรวมถึงการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดเป็นครั้งคราว โดยอย่างน้อยต้องดำเนินการ ดังนี้

(1.1) สำหรับการให้บริการผ่านสาขาทั่วไป กรณีบุคคลธรรมดาหรือผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ทำธุรกรรมต้องจัดให้มีการแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง และหมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดต่อได้ รวมทั้งลายมือชื่อของลูกค้าหรือผู้รับมอบอำนาจ โดยในกรณีที่ไม่เคยแสดงตนไว้ก่อน ให้ขอข้อมูลอาชีพและสถานที่ทำงานประกอบด้วย ส่วนกรณีนิติบุคคลต้องแสดงหนังสือรับรองบริษัท พร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดต่อได้

(1.2) สำหรับการให้บริการผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ต้องให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่มีความปลอดภัยไม่ว่าจะมีการแสดงบัตรหรือไม่มีการแสดงบัตร เช่น การแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล (Personal Identification Number: PIN) การใช้รหัสใช้ครั้งเดียว (One-Time Password: OTP) การยืนยันผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงิน หรือการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของลูกค้า

(2) สถาบันการเงินต้องพิจารณาจัดให้มีการสอบถามหรือขอข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดและมีแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของธุรกรรมและ/หรือระดับความเสี่ยงของลูกค้า เช่น ขอข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมจากลูกค้ากรณีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดเป็นมูลค่าสูงเกินกว่าการทำธุรกรรมตามพฤติกรรมปกติของลูกค้า

“ โดยหากลูกค้าไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมหรือไม่สามารถแสดงเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ได้อย่างครบถ้วนเพียงพอ แต่ลูกค้ามีเหตุผลที่เหมาะสมและได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าว ก็อาจให้บริการได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ แต่หากลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมและให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าวได้ สถาบันการเงินต้องไม่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น “

นอกจากนี้ สถาบันการเงินต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า หรือบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจทอดสุดท้ายจากลูกค้า (หากมี) พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลพฤติกรรมที่ผิดปกติไว้ในระบบงานที่เกี่ยวข้องของสถาบันการเงินตามกระบวนการและแนวปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติที่สถาบันการเงินกำหนด

(3) กรณีสถาบันการเงินพบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้าภายใน 1 วันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ให้สถาบันการเงินจัดให้การทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงในระดับสูงและปรับระดับความเสี่ยงของลูกค้าให้เป็นความเสี่ยงสูงที่สถาบันการเงินต้องตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Customer Due Diligence: EDD)

สำหรับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น โดยนอกจากจะขอข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดแล้ว ให้หาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อถือหรือดำเนินการให้ลูกค้านำส่งเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม หรือให้ขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับกิจการ อาชีพ ชื่อและสถานที่ตั้งที่ทำงานของลูกค้า และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้า กรณีเป็นลูกค้านิติบุคคล

ทั้งนี้ หากไม่สามารถตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นสำหรับการทำธุรกรรมดังกล่าวได้ หรือลูกค้าไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ลูกค้ามีเหตุผลที่เหมาะสมและได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าว ก็อาจให้บริการได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ เช่น ขอให้ลูกค้าทำธุรกรรมด้วยวิธีการอื่นที่สามารถติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ หรือจำกัดจำนวนเงินสดที่สามารถทำธุรกรรมได้

กรณีที่สถาบันการเงินไม่สามารถตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นได้ และลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมและให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าวได้ สถาบันการเงินต้องไม่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น โดยเมื่อรายงานการทำธุรกรรมดังกล่าวให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทราบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ให้สถาบันการเงินติดตามคำสั่งของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่หากพ้นระยะเวลาที่สถาบันการเงินกำหนดไว้สำหรับการติดตามคำสั่งแล้ว สถาบันการเงินอาจพิจารณาทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดต่อไปได้

(4) สถาบันการเงินต้องมีกระบวนการติดตาม ตรวจจับและตรวจสอบพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้า โดยต้องกำหนดแนวทางที่สามารถติดตาม ตรวจจับ และตรวจสอบพฤติกรรมลูกค้า และกำหนดระดับความเสี่ยงของลูกค้าอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องทบทวนและปรับปรุงแนวทางดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ หากสถาบันการเงินพบความเคลื่อนไหวหรือการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้าที่มีลักษณะผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมปกติของลูกค้าหรือไม่มีเหตุผลประกอบการทำธุรกรรมที่ชัดเจน ให้สถาบันการเงินติดตามหรือเฝ้าระวังลูกค้า รายดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของธุรกรรมและ/หรือความเสี่ยงของลูกค้า ตามกระบวนการและแนวปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติที่สถาบันการเงินกำหนด

ทั้งนี้ กรณีที่สถาบันการเงินตรวจพบความผิดปกติจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดซึ่งเกี่ยวข้องกับภัยทุจริตดิจิทัล ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารจัดการภัยทุจริตดิจิทัล (Digital Fraud Management)

อย่างไรก็ดี หากสถาบันการเงินได้ตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นแล้ว และต่อมาพบว่ามีปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกค้ามีความเสี่ยงลดลง สถาบันการเงินต้องพิจารณาทบทวนการจัดระดับความเสี่ยงลูกค้าให้เหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน

(5) สถาบันการเงินต้องจัดเก็บข้อมูลและเอกสารการแสดงตนของลูกค้าและการแสดงวัตถุประสงค์การทำธุรกรรม รวมถึงการบันทึกพฤติกรรมและรายละเอียดการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในกระบวนการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระบบหรือสถานที่ที่มีความมั่นคงปลอดภัย โดยเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ หรือใช้ประกอบการสอบสวนหรือดำเนินคดี หรือเพื่อประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบและการควบคุมภายในของสถาบันการเงิน

(6) สถาบันการเงินต้องมีแนวทางหรือกระบวนการที่เหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรม เพื่อดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด หากปรากฏในภายหลังว่าไม่ใช่ธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ

อนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยสนับสนุนให้สถาบันการเงินนำแนวทางที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ไปปรับใช้กับธุรกรรมการรับฝากเงินสด การรับฝากเช็คเงินสดเข้าบัญชี และการรับแลกธนบัตรด้วย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาออกประกาศหลักเกณฑ์ที่ใช้กับธุรกรรมดังกล่าวต่อไป

การจัดทำและจัดส่งรายงานข้อมูลมายังธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินต้องจัดทำและจัดส่งรายงานข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเงินหรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติตามรูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถติดตามดูแลการบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้าได้ รวมทั้งจัดทำและจัดส่งรายงานหรือข้อมูลอื่นเพิ่มเติมเป็นรายกรณีตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ

การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม สั่งให้แก้ไข ชะลอ หรือระงับการให้บริการ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณากำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม สั่งให้แก้ไข ชะลอ หรือระงับการดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วน หากพบว่าสถาบันการเงินไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้ หรือกรณีอื่น ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าการดำเนินการของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความผาสุกของประชาชน หรือความมั่นคงของสถาบันการเงินและระบบสถาบันการเงิน

5.วันเริ่มต้นบังคับใช้ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

ลงชื่อ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อาจลดจาก 5 ล้านเหลือ 3 ล้าน และครอบคลุมฝากเงินด้วย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ว่า เกณฑ์กำหนดการเบิกถอนเงินสดมูลค่าสูง ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแจ้งวัตถุประสงค์ เป็น หนึ่งในมาตรการดูแลทุนเทา – เงินเทา ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยได้ยกระดับการตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อป้องปรามการใช้ระบบสถาบันการเงินเป็นช่องทางสำหรับกลุ่มทุนสีเทาและมิจฉาชีพ

ซึ่งธปท.มีการดำเนินงานเชิงรุกในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการควบคุมการใช้เงินสดและการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติ
โดย เกณฑ์กำหนดการเบิกถอนเงินสดมูลค่าสูง ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องมีการแจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เพื่อสกัดกั้นการนำเงินไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว (เดิมคาดว่าจะเริ่มใช้จริงในเดือนมี.ค. 2569 แต่มีผล 1 เม.ย.69)

นอกจากนี้ วิทัย ระบุด้วยว่า เกณฑ์ดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เงินนอกระบบที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายถูกนำมาหมุนเวียนเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้โดยง่าย โดยในอนาคตอาจจะลดจาก 5 ล้านบาทเป็น 3 ล้านบาท โดยต้องประเมินหลังจากมีผลบังคับใช้ก่อนซึ่ง ระยะถัดไป ธปท. จะเพิ่มความเข้มงวดในการรับฝากเงินสดด้วย

นายวิทัย กล่าวถึงการกำหนดเกณฑ์ที่ 5 ล้านบาท ว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสม และให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนได้มีการปรับตัว หากเริ่มที่วงเงิน 3 ล้านบาทในทันทีอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินไป อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจมีการพิจารณาปรับลดเพดานวงเงินลงมาเหลือ 3 ล้านบาท ตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงเวลา

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ธปท.ได้เข้มการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ผ่านการกำหนดวงเงินซื้อขายที่เป็นเงินบาทไม่เกินกว่า 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการซื้อขายทองคำเป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดปกติ ที่มีผลไปแล้วเมื่อ 1 มี.ค. 2569
รวมทั้งหากมีการซื้อขายทองคำเกินกว่า 20 ล้านบาทต่อวัน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกรายงานมาที่ธปท. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมธุรกรรมโดยละเอียด รวมทั้งการถือครองทองคำในออนไลน์ทั้งหมดที่มีอยู่ต้องรายงานธปท.ด้วย และกรณีที่มีการถอนทองคำจริงจากร้านทอง หากมีน้ำหนักเกินกว่า 2 กิโลกรัม จะต้องมีการรายงานข้อมูลและที่มากับธปท. เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการนำเงินนอกระบบมาแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ทองคำ (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...