นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาล ยึดมั่นหลักนิติธรรม ชูนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน 23 ข้อ
นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาล ยึดหลักพิทักษ์รักษา “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” พร้อมยึดมั่นหลักนิติธรรม ชูนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน 23 ข้อ มุ่งต่อยอดการแก้ปัญหาควบคู่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมเร่งดำเนินการหวังพาคนไทยพ้นภัย 4 ด้าน สร้างโอกาสอยู่ดีกินดี
ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์, ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสุดท้ายคือยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมเป็น และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “ควิกบิ๊กวิน“ ที่สำคัญหลายเรื่อง รวมถึงการจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการผลกระทบ อันสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงสวนทางกับความต้องการ จนเกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และราคาพลังงาน สถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ดังนั้น รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบาย โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ควบคู่กับการพลิกวิกฤตของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศไทย และเจรจากับประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป เป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และจะปรับลดรายจ่ายหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากการประเมินฉากทัศน์การพัฒนาประเทศในระยะต่อไป วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดัน และบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งภัยด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านความมั่นคง
ดังนั้น รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และอำนาจของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดี และสร้างความสงบสุขให้คนไทย
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ , ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง , ด้านสังคม , ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และความสุขให้กับประชาชน ผ่าน 23 ข้อ
ประกอบด้วย 1.สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน 3.เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า 4.เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน 5.สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง 6.เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก
7.เสริมสร้างเสถียรภาพ 8.ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชน และธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”
9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศในภูมิภาค เช่น มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
10.สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ 11.พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต
12.พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร 13.เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา 14.พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15.เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
16.บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17.พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 18.ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล
20.ราชการทันใจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นธรรม 21.ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 22.การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น 23.แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงท้ายว่า ความท้าทาย และความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็ม และทุ่มเทกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม และเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะยาว โดยจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาล ยึดมั่นหลักนิติธรรม ชูนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน 23 ข้อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net