โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สศช.รับเศรษฐกิจไทย 69 เสี่ยง Stagflation ปรับฉากทัศน์ GDP เหลือ 0.2-1.4%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุชว่า สภาพัฒน์ได้จัดทำฉากทัศน์ (Scenarios) เศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ ใหม่ โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและขยายวงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

ล่าสุดสถานการณ์ได้ลากยาวมากกว่า 1 เดือนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดพลังงานโลก โดยอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขในการเจรจา เช่น การขอให้ถอนฐานทัพออกจากภูมิภาคนี้ ซึ่งถือเป็นท่าทีเริ่มต้นของการเจรจากับสหรัฐและอิสราเอลแต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่ ส่งผลถึงราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกปัจจุบัน มีความผันผวนสูงตามกระแสข่าว

โดยหลังจากที่ราคาปรับสูงขึ้นมากแต่เมื่อมีสัญญาณการชะลอตัวของการโจมตี หรือข่าวการพิจารณาเปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันในทุกตลาดจะดิ่งลงทันที อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลดีเพียงช่วงสั้นๆ แต่หากความขัดแย้งยังไม่จบลงอย่างถาวร เพราะจะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

นายดนุชา กล่าวว่า สศช.ได้จัดทำฉากทัศน์ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากเดิมก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 2% ระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% โดยประเมิน 4 ฉากทัศน์ที่สำคัญ ดังนี้

ฉากทัศน์ที่ 1

สถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค และสิ้นสุดลงใน 2 เดือน โดยเกิดสงครามในหลายสมภูมิในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีกลับของอิหร่าน การขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติมจากในปัจจุบัน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางทำได้น้อยลง น้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่อุปทานน้ำมันทยอยกลับเข้าสู่ตลาดปกติได้เร็ว ราคาน้ำมันจึงปรับตัวสูงขึ้นแค่ชั่วคราว โดยระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดเงินทุนผันผวน นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%

ฉากทัศน์ที่ 2

สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน ในฉากทัศน์นี้สงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาค รวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105 – 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะทำให้อุปทานพลังงานในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับราคาพลังงานที่ปรับขึ้นจนส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งขึ้น ห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบบางส่วน (supply chain disruption) หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%

ฉากทัศน์ที่ 3

สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปจนถึงเดือน พ.ย.ปีนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐ รวมทั้งอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตร ขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆไปในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางไม่สามารถฟื้นตัวได้หลังจากสิ้นสุดสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยทั้งปี 135 – 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ฉากทัศน์นี้เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรง (Global Depression) ท่ามกลางแนวโน้มการขาดแคลนพลังงาน และอาหาร supply chain disruption จะขยายตัวในวงกว้าง เกิดการกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองขั้นอำนาจ ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมาก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%

ฉากทัศน์ที่ 4

เกิดสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป จีน และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง

ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันทางการทหารในพื้นที่ที่ความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นเพิ่มขึ้น ซึ่งหากเกิดภาวะสงครามตามฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เศรษฐกิจจะยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ สศช. ประเมินว่าจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงตาม ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและไปฉุดรั้งความต้องการซื้อ (Demand) ของประชาชนให้หดตัวลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้มีโอกาสเกิด ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ขึ้นได้

นอกจากนี้หากปัญหายังยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติก ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป

ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันรัฐบาลควรมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายดนุชา ยอมรับว่า ในสภาวะปัจจุบันการใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก โดยมาตรการที่ออกมาควรเป็นมาตรการเพื่อช่วยภาระค่าครองชีพมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อหล่อเลี้ยงให้ความต้องการซื้อในระบบยังพอขับเคลื่อนไปได้ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับแรงกระแทก

“สิ่งสำคัญภาครัฐต้องเริ่มมีการสื่อสารให้ประชาชนเริ่มมีการปรับตัว และเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ และกระทบหลายส่วนอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องหามาตรการรองรับ ขณะที่ประชาชนต้องมีการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเช่นกัน” นายดนุชา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...