สภาพัฒน์ กาง 4 ฉากทัศน์จีดีพีไทย แย่สุดโตแค่ 0.2% หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน
สภาพัฒน์กาง 4 ฉากทัศน์ เศรษฐกิจไทยปี 2569 จากผลสงครามตะวันออกกลาง หั่นเป้า GDP ไทยปี 69 โต 0.2-1.4% จากเดิมคาด 2% เงินเฟ้อขยายตัว 2.7-5.8% เสี่ยง Stagflation
10 เม.ย. 2569 - นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุชว่า สภาพัฒน์ได้จัดทำฉากทัศน์ (Scenarios) เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ใหม่จากเดิมก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 2% ระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% โดยประเมิน 4 ฉากทัศน์ที่สำคัญ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1
สถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค และสิ้นสุดลงใน 2 เดือน โดยเกิดสงครามในหลายสมภูมิในภูมิภาคตะวันออกกลางการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติมจากในปัจจุบัน โดยจะทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางทำได้น้อยลง ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นแต่อุปทานน้ำมันทยอยกลับเข้าสู่ตลาดปกติได้เร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันจึงปรับตัวสูงขึ้นแค่ชั่วคราว โดยคาดว่าระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%
ฉากทัศน์ที่ 2
สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลางและสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน โดยสงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆในภูมิภาค ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาครวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105 – 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจะส่งผลให้อุปทานพลังงานในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาพลังงานที่ปรับขึ้นจนส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งขึ้น หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%
ฉากทัศน์ที่ 3
สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปจนถึงเดือน พ.ย.ปี 2569 โดยเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐ รวมทั้งอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตร ขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆไปในภูมิภาค โดยจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางไม่สามารถฟื้นตัวได้หลังจากสิ้นสุดสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยทั้งปี 135 – 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้ฉากทัศน์นี้โลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรง (Global Depression) ท่ามกลางแนวโน้มการขาดแคลนพลังงาน และอาหาร เกิดการกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองขั้นอำนาจ โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%
ฉากทัศน์ที่ 4
เกิดสงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วมนำโดยประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป จีน และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ โลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เศรษฐกิจจะยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้
“สศช. ประเมินว่าจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงตาม ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและไปฉุดรั้งความต้องการซื้อของประชาชนให้หดตัวลง ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิด Stagflation ขึ้นได้”