โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"เอกนัฏ" เริ่มลุยเอาผิดแล้ว มอบ "โอ๋ สุดซอย" ร้องดีเอสไอสอบดำเนินคดี 6 บริษัทคลังน้ำมัน เจอ 166 ใบขนส่งทางเรือผิดปกติ

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

วันนี้ (27 เม.ย.69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเดือน ก.พ.69-มี.ค.69 โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันว่า มีรายใดที่มีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ ล่าสุด ตนเจอในส่วนของบริษัทคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่ง ช่วงเดือน มี.ค.69-เม.ย.69 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ใครเก็บน้ำมันไว้เกินแล้วจำหน่ายช้า โดยล่าสุดพบแล้วไม่ต่ำกว่า 7 คลังน้ำมัน แต่ที่หนักสุดคือ บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.อ่างทอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบ และพบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย ซึ่งในส่วนนี้จะต้องแจ้งความดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ เพราะหลายคนสันนิษฐานว่า เรือที่แล่นไปยังคลังน้ำมันในภาคใต้ ไม่ว่าสุราษฎร์ธานี สงขลา ชุมพร ซึ่งเขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20-30% ของน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น หากจะมีการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งขายยังต่างประเทศ ก็คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นบริเวณนี้ ฉะนั้น คณะทำงานจึงต้องนำเอกสารรายการใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรวจสอบ พบกี่ใบขนก็ต้องคูณโทษเข้าไป ซึ่งล่าสุดเราพบความผิดปกติแล้วกว่า 100 ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ตนจึงมอบให้คณะทำงานชุดสุดซอย นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือ โอ๋ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) เข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้สอบสวนดำเนินคดีบริษัทคลังน้ำมันเหล่านี้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า พฤติการณ์ที่เราตรวจสอบพบนั้น มันมีใบขนส่งน้ำมันทางเรือที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายประมาณ 100 กว่าใบ โดยล้วนเป็นเอกสารของคลังน้ำมันของโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันทางภาคใต้ นอกจากนี้ ก็พบข้อมูลเช่นเดียวกันว่า ใบขนส่งน้ำมันทางเรือเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันด้วย ถ้าใบขนส่งน้ำมันเหล่านี้ผิดจริง ก็จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพราะปกติแล้วใบขนส่งน้ำมันจะกำหนดรายละเอียดชัดเจน หากไม่ทำตามก็มีความผิด ในกรณีหากเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่สวมสถานะผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับกรณีต่อหนึ่งใบขนส่ง แต่อันนี้เราพบความผิดปกติกว่า 100 ใบ ซึ่งต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็มีหลายแห่ง ไม่ต่ำกว่า 5-6 บริษัท ตามขั้นตอนแล้ว ใบขนน้ำมันเชื้อเพลิง หากออกไปยังพื้นที่ภาคใต้ ก็จะเป็นโซนจ.ระยอง ชลบุรี ดังนั้น ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องออกจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มักจะมีลักษณะเป็นโรงกลั่นที่มาสวมสถานะเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือเครือเดียวกัน เพื่อจะได้ส่งน้ำมันไปยังสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ฉะนั้น ใครออกใบขนน้ำมัน คนนั้นจะเป็นคนผิด ตอนนี้จึงเป็นการดูไปที่ต้นทางที่ออกใบขนน้ำมันก่อน แต่จะขยายผลไปที่ปลายทางด้วยอย่างแน่นอน ด้าน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าชุดสุดซอย เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้นำทีมฝ่ายกฎหมายกรมธุรกิจพลังงานเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีตรวจพบความผิดเกี่ยวกับเอกสารการขนส่งน้ำมันทางเรือ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีเรือบรรทุกน้ำมันที่ DSI รับเป็นคดีพิเศษก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบภายในของกรมธุรกิจพลังงานได้นำใบขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรวจสอบ โดยเฉพาะใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 จำนวน 6 ราย มีเอกสารไม่เป็นไปตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน รวมทั้งหมด 166 ใบ จึงเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย / โดยเอกสารที่ตรวจพบความผิดเป็นการขนส่งน้ำมันทางเรือจากโรงกลั่นในจังหวัดระยองและชลบุรี ไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ใบกำกับการขนส่งทางเรือตามกฎหมายต้องมีข้อมูลสำคัญรวม 8 รายการ เช่น ชื่อผู้ค้า ผู้ซื้อ ชื่อเรือ วันเวลาออกเอกสาร รายละเอียดน้ำมัน วันเวลาเดินทาง และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่จากการตรวจสอบพบว่าหลายใบมีข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือระบุไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ระบุวันที่ออกเอกสาร ไม่ระบุหมายเลขซีล หมายเลขเรือ ชื่อเรือ หรือไม่ระบุต้นทางรับน้ำมัน ส่วนกรณีจะเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของ DSI ในการสืบสวนสอบสวนและขยายผลต่อไป ขณะที่กระทรวงพลังงานดำเนินคดีในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมัน พ.ศ.2543 สำหรับเรื่องปริมาณน้ำมันที่สูญหายหรือผิดปกติ นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ขอให้ DSI เป็นผู้ชี้แจง เนื่องจากคดีดังกล่าวมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องหลายกฎหมาย และมีเส้นทางขนส่งตั้งแต่โรงกลั่นไปยังคลังน้ำมันสุราษฎร์ธานี รวมถึงการกระจายน้ำมันไปยังปลายทางอื่น

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารบางใบ ยังพบระยะเวลาการเดินเรือผิดปกติ โดยใช้เวลาขนส่งนานกว่าปกติประมาณ 2-3 วัน ซึ่ง DSI จะนำไปใช้ในการขยายผลต่อ ด้านผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตามกฎหมาย ผู้จำหน่ายหรือผู้เก็บรักษาน้ำมันที่มีการจำหน่ายออกจากคลัง ต้องเป็นผู้จัดทำใบกำกับและส่งไปพร้อมยานพาหนะ โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 60 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียกตรวจสอบได้หากพบข้อสงสัย นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงพลังงานกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในทุกมิติ ทั้งปริมาณน้ำมันสำรองตามคลังต่าง ๆ เอกสารการขนส่ง และเบาะแสจากประชาชน หากพบความผิดจะดำเนินคดีทั้งหมด ขณะที่กรณีกักตุนสินค้า หรือประวิงเวลาจำหน่าย อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ โดย DSI จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานข้อมูลและดำเนินคดีร่วมกันต่อไป .

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...