เคาะด่วน! จี้โรงกลั่นส่งคืน "กำไรส่วนเกิน" เข้ากองทุนน้ำมัน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. ครั้งที่ 2 ว่า
จากการพิจารณาข้อมูลค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสม ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสาเหตุหลักมาจากค่า "War Premium" หรือค่าความเสี่ยงจากภัยสงคราม ซึ่งถูกบวกเพิ่มเข้าไปทั้งในส่วนของราคาน้ำมันดิบในส่วนที่เป็นต้นทุน และราคาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบในส่วนที่เป็นราคาตลาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการฯ ได้ทำการเปรียบเทียบค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี กับค่าการกลั่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่าโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งมีกำไรเพิ่มขึ้นกว่าปกติมาก แม้จะหักลบต้นทุนค่า War Premium ที่จ่ายจริงไปแล้วก็ตาม
นายเอกนิติ ระบุว่า เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอการออกกฎหมายใหม่ที่อาจล่าช้า ที่ประชุม คตร. จึงมีมติจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันที่ 6 เมษายนนี้ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายปัจจุบันและอ้างอิงจากแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้วในสมัยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 เพื่อมอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปเจรจาขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ให้นำส่งกำไรส่วนหนึ่ง ที่เป็นกำไรกรณีพิเศษจากค่าการกลั่นในช่วงวิกฤตนี้ กลับมาช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นการส่งผ่านกำไรนี้ไปที่ราคาขายปลีกเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนโดยทันที
สำหรับรายละเอียดของเม็ดเงินที่จะนำมาช่วยเหลือนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณตัวเลขที่ชัดเจน โดยต้องคำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละโรงกลั่น เนื่องจากแต่ละแห่งมีภาระค่าใช้จ่ายต่างกัน เช่น กรณีของโรงกลั่นบางจากที่มีค่าใช้จ่ายพิเศษในการเดินเรือขนส่งน้ำมันดิบผ่านพื้นที่เสี่ยงภัย อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นต้นทุน War Premium ที่เกิดขึ้นจริง
ข้อมูลในตลาดที่สื่อมวลชนเห็นในปัจจุบันยังไม่ได้รวมค่า War Premium ของน้ำมันดิบที่นำเข้ามาจริง เราจึงต้องให้กระทรวงพลังงานไป Verify หรือตรวจสอบตัวเลขจริงจากโรงกลั่นแต่ละแห่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ แต่จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ถึงแม้จะรวมค่าพรีเมียมเหล่านี้เข้าไปแล้ว ค่าการกลั่นในปัจจุบันก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 5 ปีอยู่ดี ส่วนต่างตรงนี้เองที่เรามองว่าเป็นกำไรส่วนเกินที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชน
นอกจากประเด็นค่าการกลั่นแล้ว นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า คตร. ได้พิจารณาเรื่อง ค่าการตลาด ที่เหมาะสมด้วย โดยอ้างอิงผลการศึกษาของกระทรวงพลังงานที่ระบุว่าควรอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร ที่เฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ โดยกำชับให้กระทรวงพลังงานกำกับดูแลไม่ให้ค่าการตลาดสูงเกินเกณฑ์นี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีก
ส่วนประเด็นการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax นั้น ชี้แจงว่า กระทรวงการคลังยังคงทำการศึกษาอยู่ แต่ในสถานการณ์วิกฤต การใช้วิธีเจรจาขอความร่วมมือนำส่งกำไรส่วนเกินจะมีความรวดเร็วและตรงจุดมากกว่าการรอกระบวนการทางกฎหมายภาษี ซึ่งอาจไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชนในขณะนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรอบเวลาและโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลง นายเอกนิติ ยืนยันว่า คณะกรรมการทำงานอย่างเต็มที่ โดยประชุมวันละกว่า 5 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในกำหนด 15 วัน และจะนำผลการศึกษานี้เสนอเข้าที่ประชุม ครม. วาระแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้ทันที เพื่อให้มาตรการลดราคาน้ำมันมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ให้ประชาชนได้รับข่าวดีก่อนเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์
ทั้งนี้ รูปแบบการนำส่งเงินจะดำเนินการผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเป็นช่องทางทางกฎหมายเดียวที่สามารถทำได้รวดเร็วที่สุดในปัจจุบัน เพื่อนำเงินดังกล่าวไปบริหารจัดการโครงสร้างราคาให้ลดลงถึงมือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตพลังงานหนักสุดในประวัติศาสตร์! น้ำมันโลกพุ่งเฉียด 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ไม่ใช่เรื่องจริง! “เอกนิติ” ปัดข่าวลือ “คนละครึ่งพลัส” แจก 200 บาท/เดือน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เคาะด่วน! จี้โรงกลั่นส่งคืน "กำไรส่วนเกิน" เข้ากองทุนน้ำมัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com