แฟรนไชส์รุ่งหรือร่วง? เช็กด้วย NPS ง่ายๆ แค่ 1 คำถาม
ยิ่งการแข่งขันทางธุรกิจมีสูง การพัฒนาธุรกิจตัวเองให้ตรงกับความต้องการลูกค้าคือสิ่งที่จำเป็น พูดง่ายๆ คือทำยังไงให้ลูกค้า “พอใจ” และเลือกซื้อสินค้า / บริการจากธุรกิจที่เราทำอยู่ ในด้านการตลาดมีเครื่องมือชี้วัดอยู่หลายประเภทที่นักการตลาดเอามาใช้ แต่ที่ชัดเจนและเห็นผลมากที่สุดคือ Net Promoter Score (NPS)
ซึ่ง NPS ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 2003 โดย Fred Reichheld จากบริษัท Bain & Company และบริษัท Satmetrix เป็นเครื่องมือที่ใช้ศึกษาประสบการณ์ของลูกค้า วัดความภักดีของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจ คะแนนของ NPS จะถูกวัดด้วยคำถามเดียว และรายงานผลด้วยตัวเลขระหว่าง -100 จนถึง +100
คำถามที่ว่าก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่ถามว่า “คุณจะแนะนำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ให้เพื่อนหรือคนใกล้ตัวหรือไม่”
- ลูกค้าจะตอบคำถามข้างต้น ผ่านการให้คะแนนตั้งแต่ 0-10 คะแนน
- 0 คะแนน หมายความว่า ไม่แนะนำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ อย่างแน่นอน
- 10 คะแนน หมายความว่า แนะนำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ อย่างแน่นอน
หลังจากเก็บข้อมูลแล้ว ก็นำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ผ่านการแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
- ลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ (Promoters)
- ลูกค้าทั่วไป (Passives)
- ลูกค้าที่ไม่พึงพอใจ (Detractors)
ทีนี้ก็จะนำตัวเลขในแต่ละกลุ่มมาคิดว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ทำแบบสอบถามทั้งหมด
สูตรคือ
เปอร์เซ็นต์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม = (จำนวนลูกค้าในกลุ่ม / จำนวนลูกค้าที่ทำแบบสอบถามทั้งหมด) x 100
เมื่อหาเปอร์เซ็นต์ลูกค้าแต่ละกลุ่มเสร็จแล้ว ก็นำมาหาค่า NPS ต่อด้วยสูตรดังนี้
- NPS = (% ของกลุ่ม Promoters) ลบด้วย (% ของกลุ่ม Detractors)
- ค่า NPS ที่ได้ จะบอกความภักดีที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจของเรา ยิ่งค่า NPS ยิ่งสูง ก็หมายความว่า ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์มากขึ้นตามไปด้วย
ถึงแม้ดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากและวุ่นวายในการหาค่าตัวเลขต่างๆ แต่แบรนด์ใหญ่ๆ เขาก็นิยมใช้วิธีนี้ยกตัวอย่าง Apple, America Express, Amazon นำ NPS มาใช้ในการวัดผลการทำงานของบริษัทเปรียบเทียบความสามารถและความพึงพอใจในอุตสาหกรรม เช่น Apple มีค่า NPS เฉลี่ยสูงเท่ากับ 72% เป็นต้น
อย่างไรก็ดีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยพบว่า NPS มีความสัมพันธ์กับอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจ โดยธุรกิจที่มีค่า NPS สูงมักมีอัตราการเติบโตสูงกว่าบริษัทคู่แข่ง ในแวดวงแฟรนไชส์ก็เช่นกัน แม้อัตราการชี้วัดความพึงพอใจ อาจดูได้จากยอดขายหรือรายได้ของแต่ละแฟรนไชส์
แต่อาจไม่ได้ชี้วัดในเรื่องความภักดีต่อแบรนด์หรือความพอใจที่ชัดเจน หากต้องการเห็นภาพที่ถูกต้องแม่นยำ บรรดาแฟรนไชส์ซอเองอาจใช้ NPS เข้ามาสนับสนุนด้านการทำตลาดเพื่อให้มองเห็นทิศทางของธุรกิจว่าอยู่ในระดับไหนในใจของกลุ่มลูกค้า หากตัวเลข NPS ต่ำเกินไป จะได้หาวิธีแก้ไขและพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจระยะยาวได้มากขึ้นด้วย
------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย >660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com