โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ตัวรับจบ’ ได้งานแต่ไม่ได้เงิน อยากเป็นพนักงาน Superstar ต้องฉลาดหาโอกาสให้ตัวเอง

TODAY

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 20.18 น. • workpointTODAY

ใช่คุณรึเปล่า ที่ต้องคอยเป็น ‘ตัวรับจบ’ เมื่อเพื่อนร่วมงานทำได้ไม่ตรงตามมาตรฐาน ใช่คุณด้วยรึเปล่า ที่หัวหน้านึกถึงเป็นคนแรกๆ เมื่ออยากทำงานด่วนให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และใช่คุณอีกรึเปล่า ที่ทำมาหมดทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการโปรโมตเลื่อนขั้นสักที

สำหรับนักวิชาการผู้ศึกษาศาสตร์ว่าด้วยจิตวิทยาคนทำงาน เรียกสิ่งนี้ว่า ‘The workhorse trap’ หรือกับดักของพนักงานที่ทำงานอย่างหนัก รักองค์กรมากแต่กลับไม่ก้าวหน้า ไม่ได้รับการมองเห็น และไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นพนักงาน Superstar สักที

‘อลิสัน ฟราเกล’ (Alison Fragale) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพให้ความเห็นไว้ว่า พนักงาน Workhorse มักมีความคิดติดอยู่ในลูปที่ว่า “ยังมีอะไรที่ฉันพอจะทำได้อีกมั้ย” ทำทุกอย่างไปเรื่อยๆ ที่ได้รับคำสั่งมาแบบไม่มีข้อแม้ และคิดว่า การทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเป็นสิ่งที่ต้องทำหากอยากขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งไปอีกขั้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความพยายามที่ว่ามาเป็นสิ่งที่ ‘ใครๆ ก็ทำได้’ ฟราเกลบอกว่า สถานะตัวรับจบเป็นเรื่องของการอุทิศชีวิต ไม่ได้ยึดโยงกับเพอฟอร์แมนซ์ที่โดดเด่นเปล่งประกายแต่อย่างใด ถ้าอยากโดดเด่น อยากได้รับการมองเห็น สิ่งที่ต้องทำคือหาบิ๊กโปรเจกต์มาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ และต้องเปลี่ยนวิธีที่เพื่อนร่วมงานกับหัวหน้ามองมาที่เราให้ได้

[ อย่ารอให้คนอื่นรู้เอง พูดออกไปเลยว่า ฉันทำอะไรบ้าง ]

ธรรมชาติของมนุษย์โดยเฉพาะวัฒนธรรมองค์กรแบบไทยๆ การจะพูดออกไปว่า เราทำอะไรมาบ้างอาจดูเป็นเรื่องโอ้อวดเกินจริงไปหน่อย แต่อยากให้ลองเปลี่ยนความคิดกลับมุมมองกันดูใหม่ เพราะศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมองค์บอกว่า ทุกคนมีโอกาสที่จะโชว์ผลงานให้คนอื่นๆ เห็นว่า ทำอะไรไปบ้าง แต่เรากลับละทิ้งโอกาสนั้นไปดื้อๆ

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นเดินสวนแล้วถามไถ่ว่า ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง การตอบเพียงว่า “สบายดี” หรือ “ช่วงนี้ยุ่งๆ” ไม่ก่อให้เกิดบทสนทนาอะไร ลองใช้วิธีแชร์ประสบการณ์ที่กำลังทำ แลกเปลี่ยนว่า งานที่ถืออยู่เป็นอย่างไร โดยเฉพาะชิ้นงานที่ประสบความสำเร็จ ให้ระวังเส้นแบ่งระหว่างแชร์มุมมองกับการบ่นดีๆ เลือกบอกเล่าเฉพาะส่วนที่เป็นบวกก็พอ

บทความจาก The Wall Street Journal ยกตัวอย่างกรณีของพนักงานสตาร์ทอัพที่ทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจหลายปี อยู่เบื้องหลังการสร้างแผนกขายและทำเงินให้บริษัทหลายล้านเหรียญ แต่เธอกลับไม่ได้รับการเลื่อนขั้น หลังจากนั้นจึงตัดสินใจลาออกแล้วไปเริ่มงานใหม่ในตำแหน่ง Operations Manager ที่ Google

ตอนนั้นเองที่เธอเริ่มใช้วิธีการบอกให้ทุกคนรู้ว่า ขอบข่ายความรับผิดชอบของตัวเองมีอะไรบ้าง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้ผู้บริหารระดับบนมองเห็นเช็กลิสต์ความสำเร็จ และเธอเองก็สามารถกันงานที่อยู่นอกความรับผิดชอบออกไปได้ด้วย

[ อยากโดดเด่น ต้องหยุดเป็น ‘Invisible Labor’ ]

งานวิจัยของ ‘เทสซา เวสต์’ (Tessa West) นักจิตวิทยาสังคมผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล ระบุว่า มีคนทำงานกว่า 80% ที่ต้องรับบทบาท ‘ตัวรับจบ’ ในองค์กร และพบว่า งานที่เพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน

เธอบอกว่า คนทำงานส่วนใหญ่มักคิดว่า การทำงานเหล่านี้จะทำให้พวกเขาได้รับเครดิตไปเต็มๆ แต่แท้จริงแล้วเครดิตเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในความคิดความทรงจำของหัวหน้ามากกว่า (ในกรณีที่หัวนายจำได้ด้วยนะ) นอกจากนี้ แม้ว่าคุณจะทำเพิ่ม ทำเยอะ แต่เรื่องราวระหว่างบรรทัดก็ไม่ได้เป็นผลดีกับองค์กรหรือตัวหัวหน้าสักเท่าไหร่

จะเป็นอย่างไรถ้ามีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า คุณยอมทำสไลด์แทนเพื่อนร่วมงาน หรือรับโทรศัพท์หัวหน้าเพื่อคุยเรื่องงานตอนสี่ทุ่ม จึงไม่น่าแปลกใจ ที่สุดท้าย ‘งานงอก’ เหล่านี้จะกลายเป็นงานที่มองไม่เห็น

ทริคคือเวลาได้งานเพิ่ม ให้หาจังหวะถามหัวหน้าของคุณไปด้วยว่า งานนี้มัดรวมกับการประเมินเพอฟอร์แมนซ์ประจำปีด้วยหรือไม่ บางกรณีหัวหน้าจะกลับไปตกตะกอนได้ว่า พนักงาน Superstar จะเลือกรักษาเวลาของพวกเขา เพื่อทุ่มพลังงานไปกับการทำงานของตัวเองให้มีประสิทธิภาพที่สุด หรือถ้าใช้วิธีนี้ไม่ได้ผลจริงๆ ลองกลับมาทบทวนดูว่า งานที่กำลังทำอยู่ช่วยยกระดับ Resume ของเราได้หรือไม่

ถ้าคำตอบคือใช่ก็เป็นเรื่องดีไป แต่ถ้าไม่ใช่ก็คงต้องคิดดูดีๆ อีกทีว่า ควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...