หยุดพีระพันธุ์ ก่อนทำลายเศรษฐกิจไทย ‘หอการค้า-สภาอุตฯ-สมาคมธนาคาร’ รวมพลัง ยื่นหนังสือถึงนายก ค้านนโยบาย Pool Gas
เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สมาคมธนาคารไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เพื่อคัดค้านนโยบายโครงสร้าง Pool Gas ของนายพีระพันธุ์ เนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วน และจะทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติของภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศเพิ่ม 60% หรือประมาณ 30,000 ล้านต่อปี ส่งผลต่อการจ้างงานกว่า 1.9 ล้านคน และทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
นอกจากนี้ จะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาสินค้าที่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่ม และมีความเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขยายโครงการลงทุนในประเทศ จะชะลอตัวส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศต่อโครงการลงทุนในประเทศจะลดลง และเปลี่ยนไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีส่วนสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสูง
ดังนั้น เพื่อไม่ให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ในการนี้ ในนาม กกร. จึงขอความอนุเคราะห์เพื่อโปรดพิจารณาแนวทางและข้อเสนอแนะ ดังนี้
ศึกษาความเป็นไปได้การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุลตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของโครงสร้างพลังงานอย่างเหมาะสมและยั่งยืนมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการโยกตัวเลขตามแนวคิดดังกล่าวข้างต้น
ราคาที่นำมาปรับใช้ ควรเริ่มต้นที่ราคา Single Pool Gas ให้เหมือนกันทุกภาคส่วน และกำหนดวิธีกำกับราคาเพิ่มเติมให้ภาคอุตสาหกรรม เช่น กำหนดสูตรโครงสร้างราคาที่มีการควบคุมปริมาณการใช้ด้วย MDCQ (ปริมาณการใช้ก๊าซเฉลี่ยต่อวัน) คือเฉพาะปริมาณที่ใช้เกินกว่า MDCQ ให้ใช้ราคา LNG นำเข้า เพื่อลดปริมาณการนำเข้า LNG หรือกำกับราคาแบบที่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ (Floor Price) ที่เหมาะสมในการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ
ภาคอุตสาหกรรมควรได้รับสิทธิในการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรภายในประเทศไทยที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนและทุกภาคส่วน
เสนอให้มีการรณรงค์ประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และให้ความช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมถึงให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนในกลุ่มเปราะบางด้วยวิธีการอื่นที่เหมาะสม แทนการผลักภาระให้ภาคใดภาคหนึ่ง