โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘โดรนจัดส่งอาหาร’ อนาคตแห่งฟู้ดเดลิเวอรีไทย 7.2 หมื่นล้าน

The Bangkok Insight

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 00.59 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 00.59 น. • The Bangkok Insight

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี 7.2 หมื่นล้าน เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใช้บริการออนไลน์มากขึ้น และเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ

เทรนด์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยเอง สะท้อนจากข้อมูลของ Statista ที่ชี้ว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารออนไลน์ (Online Food Delivery) ของไทยอาจมีมูลค่าสูงถึง 2,100 ล้านดอลลาร์ ในปี 2567 หรือราว 7.2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องปีละ 9.7% ในช่วงปี 2568

ฟู้ดเดลิเวอรี่

ทั้งนี้ผลสำรวจของ ETDA ระบุว่า 1 ใน 2 ของผู้ที่ใช้บริการ Online Food Delivery ในไทย ได้แก่ กลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มักมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ

ประกอบกับหากเป็นการจัดส่งอาหารในช่วงเวลายอดนิยมอย่าง 12.00-14.00 น. หรือ 10.00-12.00 น. อาจทำให้จำนวนพนักงานส่งอาหารมีไม่เพียงพอกับความต้องการ และส่งผลต่อเนื่องให้ระยะเวลาจัดส่งนานกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง สะท้อนจากระยะเวลาจัดส่งต่อออเดอร์ของไทยโดยเฉลี่ยที่สูงถึง 40 นาที นานกว่าในสหรัฐหรือจีนที่ 25-35 นาทีอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งอาหาร Krungthai COMPASS มองว่า โดรน มีโอกาสที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Online Food Deliveryของไทยมากขึ้นในอนาคต โดยในบทความนี้ จะมาดูกันว่าในปัจจุบัน การใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารทั่วโลกเป็นอย่างไร และในกรณีของไทย โอกาสในการใช้โดรนเพื่อส่งอาหารจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา: รวบรวมโดย Krungthai COMPASS

บทบาทของโดรนในธุรกิจ Food Delivery

โดรนเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Food Delivery มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันมีการใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารในหลากหลายประเทศทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น Meituan ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันของประเทศจีน ได้จัดส่งอาหารโดยโดรนไปแล้วกว่า 1.84 แสนรายการ โดยใช้เวลาเพียง 1.5 ปีหลังจากที่เรมิ่ เปิดให้บริการในปี 2565

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2567 ร้านอาหารเชนฟาสต์ฟู้ดชื่อดังในสหรัฐ อย่าง Wendy’s ได้ร่วมมือกับ DoorDashและ Wing ผู้ให้บริการส่งของรายใหญ่ ในการใช้โดรนเพื่อจัดส่งอาหารของทางร้าน โดยการใช้โดรนในการขนส่งอาหารมีข้อดีหลายประการ ได้แก่

  • จัดส่งเร็วขึ้น 150% เหลือเพียง 12 นาที/ออเดอร์ เนื่องจากโดรนสามารถข้ามการจราจรและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ทำให้ส่งอาหารถึงมือของลูกค้าได้เร็วขึ้น โดย Meiture ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันในจีนที่ให้บริการในเมืองเซินเจิ้น เป็นหลัก กล่าวว่า การใช้โดรนสามารถลดระยะเวลาในการจัดส่งอาหารจากออเดอร์ละ 30 นาที เหลือเพียง 12 นาที ขึ้นเร็ว 150%2 เมื่อเทียบกับการขนส่งแบบดั้งเดิม
  • ลดต้นทุนการขนส่ง 20% เนื่องจากสามารถประหยัดค่าจ้างพนักงานส่งของ และค่ารถส่งของได้ โดยร้านพิซซ่าเจ้าดังในสหรัฐฯ อย่าง Domino Pizza ชี้ว่า การใช้โดรนสามารถประหยัดต้นทุนการขนส่งราว 20%
  • การเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล โดรนสามารถส่งอาหาร ไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เช่น เขตชุมชนห่างไกล หรือพื้นที่ที่ไม่มีบริการจัดส่งแบบปกติ ยกตัวอย่างเช่น Zipline ใช้โดรนเพื่อส่งเวชภัณฑ์และอาหารให้กับชุมชนที่อยู่ห่างไกลในรวันดา โดยเฉพาะในพื้นที่ยากลำบาก
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปกติโดรนจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้โดยเฉลี่ยโดรนมีการปล่อย GHGs น้อยกว่าจักรยานยนต์ ICE กว่า 2 เท่าตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการใช้โดรนในการขนส่งอาหารจะมีข้อดีค่อนข้างมาก แต่ก็ยังคงมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาอีกหลายประการเช่นกัน ได้แก่

  • กฎระเบียบและข้อบังคับ ของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ อีกทั้งหลายประเทศยังไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้โดรน
  • ขีดจำกัดด้านการบรรทุกน้าหนัก โดยเฉลี่ยแล้วโดรนจะบรรทุกได้ราว 2-9 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถขนส่งได้เท่ารถยนต์หรือจักรยานยนต์
  • ข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ โดรนอาจไม่สามารถบินได้ในสภาพอากาศที่ไม่ดี เช่น ฝนตก หรือมีลมแรงซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการขนส่ง
  • ต้นทุนในการลงทุนที่สูงในช่วงแรก สำหรับเทคโนโลยีโดรนและการตั้งค่าระบบการจัดส่ง ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และระบบที่เลือกใช้ รวมถึงยังต้องมีต้นทุนในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง

โอกาสที่โดรน จะถูกนำมาใช้ในธุรกิจ Online Food Delivery ไทย

แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำโดรนมาใช้ในการจัดส่งอาหารในเชิงพาณิชย์ค่อนข้างน้อย แต่ก็มีหลายฝ่ายเรื่มทดลองนำเทคโนโลยีโดรนเข้ามาใช้ในการขนส่งอาหารบ้างแล้ว เช่น ในปี 2566 บริษัท โบ๊ทพัฒนา จำกัด ได้เปิดให้บริการโดรนสำหรับ
ส่งสินค้าและอาหารในเชิงพาณิชย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีโดรนในการส่งอาหารเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการระบบโดรน รวมถึงต้องลงทุนในอุปกรณ์ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วไป ดังนั้น ผู้ให้บริการด้าน Food Delivery
ที่มีการใช้โดรนส่งอาหารในปริมาณออเดอร์ที่สูง และครอบคลุมหลากหลายพื้นที่ อาจมีความคุ้มค่ามากกว่าในการลงทุนในเทคโนโลยีโดรน

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในอนาคตโดรนจะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ Food Delivery ของประเทศไทยมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุน 4 ข้อ ดังนี้

1. ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการขนส่งแบบดั้งเดิม ทั้งในมิติค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดย PwC ประเมินว่าในปี 2567 ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการใช้โดนเพื่อการขนส่งสินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6–25 ดอลลาร์ต่อครั้ง แต่ในปี 2577 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายในการใช้โดรนเพื่อการขนส่งสินค้าจะลดลงเหลือ 2 ดอลลาร์ต่อครั้ง หรือลดลงมากกวา่ 70% เมื่อเทียบกับปัจจุบัน

อีกทั้งโดรนยังใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งถูกกว่าการใช้น้ามันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก รวมถึงโดรนมีอุปกรณ์ที่น้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ส่งผล
ให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย แม้ว่าการใช้โดรนในการส่งอาหารในปัจจุบันอาจมีความคุ้มค่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการส่งอาหารแบบดั้งเดิมโดยใช้รถจักรยานยนต์ แต่จากราคาของเทคโนโลยีโดรนที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งสวนทางกับค่าแรงงานที่มีแนวโน้ม
เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในปี 2572 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า การใช้โดรนในธุรกิจ Food Delivery จะมีความน่าสนใจมากขึ้น และเริ่มมีความคุ้มค่าในการเชิงธุรกิจ

สอดคล้องกับงานวิจัยที่เคยศึกษาการใช้โดรนในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2572 การใช้โดรนจะมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2.2-2.8 ปี ซึ่งต่ำกว่าอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของโดรนที่ประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการคืนทุนยังขึ้นอยู่กับอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือ อัตราการใช้โดรน (%Utilization) โดยหากผู้ลงทุนมีการใช้ %Utilization ของโดรนต่ำ ก็จะยิ่งทำให้ระยะเวลาในการคืนทุนเพิ่มมากขึ้น

2. ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการด้าน Food Delivery สูง โดยข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้ว่า รายได้ของธุรกิจร้านอาหารในกรุงเทพฯ ในปี 2566 มีสัดส่วนถึง 82.5% ของรายได้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก LINE MAN Wongnai ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai มีผู้ใช้กว่า 10 ล้านรายต่อเดือน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนว่า ในแต่ละวันมีการสั่งอาหารแบบ Delivery เป็นจำนวนไม่น้อย ดังนั้น การใช้โดรนในการส่งอาหารจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่ติดขัดและช่วยให้ส่งอาหารได้เร็วขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของอาหารไว้ได้

นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณรถจักรยานยนต์ที่ต้องใช้ในการส่งอาหารลงได้ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหาการจราจรในเมือง อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ดี เช่น สัญญาณ GPS ที่แม่นยำ และการเข้าถึงเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งข้อมูลและการนำทางของโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ช่วยลดปัญหามลพิษภายในเมือง การใช้โดรนในการขนส่งอาหาร ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ เนื่องจากโดรนใช้พลังงานจากไฟฟ้า ในการขับเคลื่อนเป็นหลัก รวมถึงยังช่วยลดปริมาณยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในการส่งอาหาร ทำให้ปัญหามลพิษภายในเมืองใหญ่ เช่น ฝุ่น PM2.5 บรรเทาลงได้

ในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีค่า Air Quality Index (AQI) ถึง 165 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก7 ซึ่งการใช้โดรนในการขนส่งอาหารจะช่วยลดการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ลงกว่า 30%-50% เทียบกับการใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ามันเบนซิน

4. ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลน Rider โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ช่วงพักกลางวัน หลังเลิกงาน หรือในช่วงเทศกาล ที่มีความต้องการสั่งซื้ออาหาร Online เป็นจ านวนมาก รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจ Food Delivery ส่งผลให้ปัญหาการแย่งชิงพนักงาน Rider ทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ด้วยจำนวนพนักงาน Rider ที่มีจำกัด ทำให้พนักงานแต่ละคนต้องแบกรับปริมาณงานเป็นจำนวนมาก โดยจากผลสำรวจพบว่ามีพนักงาน Rider มากกว่า 37% ต้องทำงานมากกว่า 8 ชม. ต่อวัน และ กว่า 40% เป็นผู้ที่เข้ามาทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น การใช้โดรนอาจช่วยแบ่งเบาภาระงานของพนักงานลงได้ และช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการระบบการจัดส่งอาหารได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

อย่างไรก็ดี แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีการใช้โดรนในการจัดส่งอาหารเชิงพาณิชย์ในวงจำกัด แต่จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และราคาของเทคโนโลยีโดรนที่มีแนวโน้มลดลง จะทำให้ภาคธุรกิจหันมาใช้โดรนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับการปลดล็อกด้านกฎหมายที่จะทำให้ขั้นตอนการขออนุญาตการใช้โดรนง่ายขึ้น

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่าในปี 2572 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า จะมีการใช้โดรนเพื่อขนส่งอาหารในธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี จะมีมูลค่าราว 1,600 ล้านบาท และในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2577 อาจมีมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 66% ต่อปี

ที่มา: ประเมินโดย Krungthai COMPASS

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้โดรน ในธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีของไทย ผู้ประกอบการควรดำเนินการ ดังนี้

1. วางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการใช้ระบบโดรน เช่น การออกแบบระบบคำสั่งซื้อและระบบติดตามที่สามารถเชื่อมต่อกับโดรนได้ ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้โดรนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการประเมินรูปแบบทางธุรกิจที่อาจได้รับประโยชน์จากใช้โดรนในอนาคต เช่น การจัดส่งด่วนในระยะสั้น หรือการส่งในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

2. ศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีโดรน เช่น อาจศึกษาและทดสอบการใช้โดรนในพื้นที่นำร่องที่มีศักยภาพ เพื่อทดสอบการใช้งานจริงในบริบทต่าง ๆ ทั้งในด้านของเทคนิคและการดำเนินงาน เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในอนาคตทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการใช้งาน และการประเมินความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ

ขณะที่ประเทศไทยเองอาจควรมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การจัดตั้งสนามทดสอบโดรนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทดสอบการบินโดรนในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึง
พัฒนาระบบจัดการการจราจรทางอากาศของอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้โดรน นอกจากนี้ อาจมีการจัดตั้งพื้นที่นำร่องพิเศษที่อนุญาตให้ใช้โดรนเชิงพาณิชย์ เช่น พื้ ที่ชนบทหรือในเมืองขนาดเล็ก ก่อนที่จะขยายไปสู่พื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูงในเมืองใหญ่

2. พัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับการใช้โดรนในอนาคต เช่น กำหนดเส้นทางการบินสำหรับโดรนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากร เพื่อให้โดรนไม่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งทางอากาศอื่น ๆ รวมถึง
ควรมีการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มาตรฐานโดรนที่ใช้ในการขนส่งอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้โดรนจะมีความปลอดภัยและใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทวิเคราะห์โดย: ธนา ตุลยกิจวัตร นักวิเคราะห์ Krungthai Compass

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...