“ราคากาแฟ” จ่อขึ้นราคา 25% ทั่วโลก ต้นทุนราคาเมล็ดกาแฟในบราซิลพุ่ง 170% ผู้บริโภครัดเข็มขัด
ไม่ดื่ม ก็ตื่นได้! "ราคากาแฟ" จ่อขึ้นราคา 25% ทั่วโลก ต้นทุนราคาเมล็ดกาแฟในบราซิลพุ่ง 170% ผู้บริโภครัดเข็มขัด ผู้บริโภคทั่วโลกรับภาระปรับพฤติกรรม จากเทกาแฟทิ้ง สู่ชงพอดีถ้วย
วันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 06.25 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หากสังเกตว่ากาแฟแบรนด์โปรดหายไปจากชั้นวาง ไม่ต้องตกใจ เพราะสินค้าจะกลับมาในไม่ช้า แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ ราคาที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 25% จากปีก่อน แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกาแฟเผยกับ Reuters ว่า บริษัทผู้คั่วกาแฟรายใหญ่ เช่น Lavazza, Illy, Nestlé และ JDE Peet’s (ผู้ผลิตกาแฟ Douwe Egberts) กำลังเจรจากับห้างค้าปลีกเพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้า สืบเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่พุ่งขึ้นเกือบ 2 เท่า ในช่วงปีที่ผ่านมา
ราคาเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายต่อเนื่อง 4 ฤดูกาล ทำให้ผลผลิตลดลง ขณะที่ความต้องการผู้บริโภคยังสูง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนต่อเนื่องในบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ร้านค้าปลีกชื่อดังอย่าง Albert Heijn ถึงกับไม่มีสินค้าบางแบรนด์บนชั้นวางเป็นการชั่วคราว ระหว่างที่กำลังเจรจาราคากับ JDE Peet’s โดยสินค้ากลับมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พร้อมราคาที่สูงขึ้น
JDE Peet’s ระบุว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากต้นทุนกาแฟที่พุ่งขึ้นจนกระทบต่อกำไร ขณะเดียวกันสามารถเจรจาขึ้นราคาได้แล้ว 90% ของตลาดทั่วโลก
ราคากาแฟอาราบิก้าในตลาดโลกพุ่งกว่า 20% ในปีนี้ หลังจากที่ปี 2566 พุ่งไปแล้ว 70% โดยเฉพาะจากวิกฤตภัยแล้งในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็น 40% ของราคากาแฟบดสำเร็จรูปที่ขายส่ง ซึ่งหากมีการส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดให้ผู้บริโภค อาจหมายถึงราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นถึง 28% ตามการประเมินของ ING Bank
ในบราซิล ซึ่งเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภคกาแฟรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ราคากาแฟ ในประเทศเพิ่มขึ้น 170% เมื่อเทียบเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ทำให้บริษัทคั่วกาแฟรายใหญ่ 3 Coracoes ปรับราคาขายขึ้น 3 รอบใน 3 เดือนติดต่อกัน (ธ.ค.- มี.ค.) รวมเกือบ 40% สมาคมผู้ผลิตกาแฟบราซิล (ABIC) ระบุว่า ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดการชงกาแฟครั้งละมาก ๆ หันมาใช้แบบพอดีเพื่อเลี่ยงการทิ้งของเหลือ
ผู้บริโภคในสหรัฐและยุโรปเริ่มเบรกการซื้อกาแฟราคาแพง โดยยอดขายกาแฟบดในภูมิภาคเหล่านี้ลดลง 3.8% ในปีที่แล้ว ขณะที่ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 4.6% บริษัทกาแฟรายใหญ่อย่าง J.M. Smucker เจ้าของแบรนด์ Folgers, Dunkin, Café Bustelo เตรียมขึ้นราคาอีกรอบในปีงบประมาณใหม่ และคาดว่ายอดขายจะลดลงตามมา ขณะที่แบรนด์ร้านค้าปลีก (private label) เช่น Tesco's Finest หรือยี่ห้อในซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยในสหรัฐฯ สัดส่วนของแบรนด์กลุ่มนี้เพิ่มจาก 20.5% เป็น 23.1% ระหว่างปี 2021–2024
ปัจจุบันบริษัทผู้คั่วกาแฟและเทรดเดอร์หลายแห่งพยายามชะลอการซื้อเมล็ดกาแฟใหม่ เพราะยากจะส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ค้าปลีก มีรายงานว่าคลังสินค้ากาแฟใกล้ท่าเรือสหรัฐ มีสต็อกน้อยกว่าปกติถึงครึ่งหนึ่ง
อ้างอิง : reuters.com