โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

13.49% คือจำนวนนักเรียนยากจนได้เรียนต่อมหา’ลัย กสศ.เผย ตาก แม่ฮ่องสอน สมุทรสาคร มีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากที่สุด

The Momentum

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 14.43 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2568 เวลา 07.17 น. • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้อง Samyan Mitrtown Hall 1 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงาน Equity Forum 2025 ในหัวข้อประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และเปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 โดยมีฝ่ายนโยบาย นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผู้นำท้องถิ่น นักการศึกษา นักวิชาการ และนิสิตนักศึกษาเข้าร่วม ซึ่งงานนี้เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและอุปสรรคที่ขัดขวางโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็กไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนเด็กและเยาวชนในวัยเรียนลดลง แต่ในขณะเดียวกันปัญหาความเหลื่อมล้ำกลับยังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษาคือปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ของครัวเรือน และโครงสร้างสังคมที่ไม่เอื้อต่อการศึกษา

ในกลุ่มเด็กที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเรียนต่อ โดยเฉพาะเด็กจากครัวเรือนยากจนพิเศษ ซึ่งมีมากถึง 1.3 ล้านคน ในปี 2567 ครอบครัวของเด็กกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,133 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 37 บาทต่อวัน ซึ่งต่ำมากจนแทบไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้

สิ่งที่น่าตกใจคือ เด็กยากจนพิเศษจำนวนมาก 38.77% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับญาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการได้รับการดูแลและสนับสนุนด้านการศึกษา จังหวัดที่มีเด็กยากจนพิเศษมากที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน (45.09%), นราธิวาส (39.81%) และนครพนม (39.22%)

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือจำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งปี 2566 พบว่ามีเด็กและเยาวชน กว่า 1 ล้านคน ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา และในปี 2567 สามารถพากลับเข้าสู่ระบบได้เพียง 3 แสนคนเท่านั้น จังหวัดที่มีเด็กนอกระบบมากที่สุด ได้แก่ ตาก (32.71%), แม่ฮ่องสอน (23.12%) และสมุทรสาคร (19.84%)

เมื่อเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โอกาสในการมีงานทำที่มั่นคงย่อมน้อยลงไปด้วย รายงานยังพบว่ามีเด็กนักเรียนยากจน-ยากจนพิเศษจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ โดยในปี 2563 มีเด็กจบชั้น ม.3 จำนวน 165,585 คน แต่ในปี 2564 มีเพียง 80% เท่านั้นที่เรียนต่อ ขณะที่อีก 20% ไม่มีข้อมูลการเรียนต่อ และเมื่อถึงระดับอุดมศึกษาในปี 2567 พบว่า เพียง 13.49% ของเด็กกลุ่มนี้สามารถสอบผ่านระบบ TCAS และเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้

เด็กที่ต้องการศึกษาต่อมักเผชิญกับอุปสรรคทางการเงินอย่างหนัก ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อจากมัธยมปลายเข้าสู่มหาวิทยาลัยสูงถึง 1.32-2.9 หมื่นบาท ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ นอกจากนี้ทุนการศึกษาและเงินกู้เพื่อการศึกษายังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ทำให้หลายครอบครัวต้องเลือกให้ลูกหลานทำงานแทนการเรียนต่อ

อีกปัญหาหนึ่งคือ ระบบการศึกษายังไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับเด็กที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ หลายคนต้องออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่มีทางเลือก เช่น ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษา ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาสิทธิในการเข้าเรียน หรือแม้แต่ไม่มีเงินสำหรับค่าหอพักและค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการเข้าเรียน

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ กสศ.ได้เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่

1. การสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ให้เด็กเยาวชนตลอด 20 ปี จากปฐมวัยถึงมีงานทำ ผ่านการบูรณาการข้อมูลรายบุคคลระหว่าง 11 หน่วยงาน

หลักประกันดังกล่าวจะครอบคลุมเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศจำนวน 3 ล้านคน และเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 9 แสนคน (3-22 ปี) เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทุกกระทรวง เพื่อบูรณาการชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาวะ สังคม ครอบครัว แรงงาน การศึกษา ฯลฯ ที่มีอยู่ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนได้รับสวัสดิการ การดูแล พัฒนา และส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา นอกจากนี้ควรเพิ่มศักยภาพของสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeting) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศ

2. ยกระดับบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กเยาวชนทุกคนให้เป็น Learning Passport สำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย

ซึ่งรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตรงไปยังเลข 13 หลักของเด็กเยาวชนโดยตรง โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่กับครัวเรือนยากจนและเปราะบาง เพื่อให้เด็กเยาวชนสามารถเลือกศึกษาต่อและเรียนรู้ผ่านการศึกษาทั้ง 3 ระบบ ผ่านหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งของภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนได้อย่างยืดหยุ่น และหลากหลายตามความถนัดและศักยภาพของเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคล รวมทั้งสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างการศึกษาทั้ง 3 ระบบเพื่อใช้ในการศึกษาต่อ และการสมัครงานได้ในอนาคตได้

ในขณะที่รายงานเกี่ยวกับมิติด้านคุณภาพทางการศึกษา โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า “ระบบการศึกษาไทยยังมีปัญหาด้านคุณภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจากครอบครัวยากจน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเรียนรู้และความสำเร็จในอนาคต

การศึกษาครั้งนี้อ้างอิงจากการประเมิน PBTS (Performance-Based Test System) ปี 2023 ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักเรียน ม.3 และ ม.4 จำนวน 5,845 คน ใน 16 จังหวัด 150 โรงเรียน และพบว่า คะแนนของนักเรียนไทยต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของ PISA อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์

นักเรียนไทยจำนวนมากยังมีความสามารถทางการคิดคำนวณในระดับต่ำ จากการจัดระดับความสามารถทางคณิตศาสตร์ กว่า 57% ของนักเรียนอยู่ใน Competency Level 1 ซึ่งหมายถึงการทำโจทย์ที่ต้องอาศัยข้อมูลชัดเจนและเคยพบมาก่อน แต่ยังไม่สามารถตีความหรือแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้

ปัจจัยด้านเศรษฐฐานะมีผลโดยตรงต่อผลการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจนพิเศษ ซึ่งมีคะแนน PISA ต่ำกว่านักเรียนทั่วไป และเมื่อนำข้อมูลจากการสอบ O-NET ป.6 มาวิเคราะห์ร่วมกัน พบว่า เด็กที่ได้รับการศึกษาคุณภาพดีตั้งแต่ระดับปฐมวัยและประถมศึกษามีแนวโน้มพัฒนาได้ดีขึ้นในระดับมัธยม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเด็กได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงประถมศึกษา ผลกระทบของเศรษฐฐานะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับพื้นฐาน

โรงเรียนที่เน้น STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) มักมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงกว่ากลุ่มโรงเรียนทั่วไป อย่างไรก็ตามเมื่อนำคะแนน O-NET ป.6 มาวิเคราะห์ร่วมกัน ความแตกต่างระหว่างโรงเรียน STEM และโรงเรียนทั่วไปลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความได้เปรียบของนักเรียน STEM อาจมาจากการที่พวกเขามีพื้นฐานการศึกษาที่ดีมาตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในห้องเรียน และ Growth Mindset (ความเชื่อว่าสติปัญญาสามารถพัฒนาได้) มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน แต่เมื่อควบคุมตัวแปรด้านพื้นฐานการศึกษาระดับประถม ปัจจัยเหล่านี้จะมีผลลดลง ซึ่งหมายความว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็กคือ ‘คุณภาพการศึกษา’ ในช่วงปฐมวัยและประถมศึกษา

จากข้อมูลทั้งหมด รศ.ดร.วีระชาติได้เสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้

1. ยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา

2. ให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มที่มีคะแนนระดับ Competency Level 1ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ โดยจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น PISA

3. เพิ่มการเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการศึกษาใช้คะแนน O-NET และ PISA เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเรียนรู้ของเด็ก โดยศึกษาว่า การทดสอบแบบใดสามารถทำนายความสำเร็จของเด็กในระยะยาวได้ดีที่สุด

ด้าน จูสตีน ซาส หัวหน้าฝ่ายการศึกษาเพื่อความครอบคลุมและความเท่าเทียมทางเพศ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ณ กรุงปารีสเปิดเผยข้อมูล จากรายงานระดับโลก The Price of Inaction: The global private, fiscal and social costs of children not learning.หรือต้นทุนของการเพิกเฉย (The Price of Inaction): ต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และภาครัฐจากการที่เด็กไม่ได้รับการศึกษาโดยระบุว่า หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ภายในปี 2030 ต้นทุนทางสังคมจากเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดจะสูงถึง 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 202 ล้านล้านบาท) และต้นทุนทางสังคมจากเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐานจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 337 ล้านล้านบาท) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะตัวเลข 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 337 ล้านล้านบาท) ที่มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายปีของฝรั่งเศสและญี่ปุ่นรวมกัน

รายงานนี้ยังยกตัวอย่างจากประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายทางสังคมที่สูงจากการที่ประชากรขาดทักษะที่จำเป็น เช่น ในประเทศทาจิกิสถาน ที่มีค่าใช้จ่ายทางสังคมอยู่ที่ 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.11 แสนล้านบาท) หรือประมาณ 16% ของ GDP ที่คาดการณ์ไว้ และในประเทศเม็กซิโก ค่าใช้จ่ายทางสังคมอยู่ที่ 3.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) หรือ 20% ของ GDP ที่คาดการณ์ไว้

การลงทุนในการศึกษาจึงถูกเน้นย้ำว่าเป็น ‘กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุด’ เนื่องจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่สูงในอนาคต และยังสามารถเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนในระดับโลก การให้การศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วยลดสัดส่วนของเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐานได้ เพียงแค่การลดสัดส่วนเหล่านี้ลงเพียง 10% ก็สามารถเพิ่ม GDP ได้ถึง 1-2% ต่อปี ดังนั้นการให้การศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขาดทักษะพื้นฐาน และสร้างสังคมที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก

สามารถอ่านรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 ได้ทางhttps://www.eef.or.th/publication-050225/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...