โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC ประเมิน กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีกในปี 2568 จับตาภาวะการเงินตึงตัว-นโยบายการค้าสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 03.38 น.

SCB EIC ประเมิน กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีกในปี 2568 จับตา 2 ปัจจัยที่จะกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย ในระยะข้างหน้า ทั้งภาวะการเงินตึงตัว-นโยบายการค้าสหรัฐ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ประเมิน กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีกในปี 2568 หลังเมื่อวันที่ 26 ก.พ.68 กนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 6:1 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.0% โดยมีกรรมการ 1 ท่านเห็นว่าควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.25%

การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้มาจากการพิจารณาของ กนง. ว่า เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคการผลิตที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ อีกทั้งความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นหลังสหรัฐดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขณะที่ภาวะการเงินในประเทศยังคงตึงตัว โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs

ทั้งนี้ กนง. มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง และช่วยรองรับความเสี่ยงด้านต่ำในระยะข้างหน้า

สำหรับมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ กนง. เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ออกมาขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยในการประชุมรอบเดือนธันวาคมปีก่อน กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัว 2.7%YOY แต่ตัวเลขจริงออกมาเพียง 2.5%YOY

กนง. เห็นว่าการที่เศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เช่นนี้ มาจากภาคการผลิตที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน แม้การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดี แต่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมกลับไม่ช่วยเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยได้เลย กนง.ประเมินว่าปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นและส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงกว่าที่เคยประเมินไว้ ในการประชุมครั้งนี้จึงได้ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่าจะขยายตัวสูงกว่าปีก่อนเพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก อย่างไรก็ดี กนง.จะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในการประชุมครั้งหน้าเดือนเมษายน

สำหรับมุมมองต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงใกล้เคียงการประชุมครั้งก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ใกล้ขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากราคาพลังงาน ด้านภาวการณ์เงินยังคงตึงตัว สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องตามปัญหาด้านการแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศ ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือนหดตัวลงตามความเปราะบางของครัวเรือน

SCB EIC มองว่าการสื่อสารของ กนง. ครั้งนี้ให้น้ำหนักกับพัฒนาการเศรษฐกิจไทยมากขึ้น สะท้อนจากการปรับมุมมองประมาณการเศรษฐกิจไทยลงจากแนวโน้มของภาคการผลิตที่จะเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นเป็นหลัก โดยได้คำนึงผลกระทบนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ เฉพาะที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอีก 10% แต่ยังไม่รวมผลของนโยบายในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติม

โดย กนง. มองว่านโยบายการค้าสหรัฐยังมีความไม่แน่นอน แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังคงสื่อสารว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (Easing Cycle) แต่เป็นการปรับให้อัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตต่ำลงจากปัญหาภาคการผลิต กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2% ยังคงสถานะเป็นกลาง (Neutral) ต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือไม่ได้เร่งหรือฉุดรั้งการเติบโต และมองว่านโยบายเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยจะเป็นนโยบายหลักที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงขึ้นได้

SCB EIC มอง กนง. ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกในปีนี้ จากความตึงตัวต่อเนื่องของภาวะการเงินและผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดย 2 ปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยหลักที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งบางส่วน กนง. ยังมองเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และยังไม่ได้ประเมินไว้ในกรณีฐาน ได้แก่

  • ภาวะการเงินจะยังตึงตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญหลังวิกฤติ COVID-19 ซึ่ง SCB EIC มองว่าสถานการณ์สินเชื่อขยายตัวต่ำสุดในรอบหลายปีมานี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง และกดดันให้อุปสงค์ในประเทศชะลอลง
  • นโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ ที่ออกมารวดเร็วและรุนแรง โดยประธานาธิบดี Donald Trump เข้ามารับตำแหน่งเพียงเดือนเศษ แต่ได้ประกาศใช้มาตรการหรือขู่ว่าจะออกมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมจำนวนมาก ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะยิ่งทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว ปรับแย่ลงไปอีก และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังการฟื้นตัวของรายได้ภาคครัวเรือนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งสองปัจจัยดังกล่าวนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันในระยะข้างหน้า ส่งผลกดดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ SCB EIC มองว่า มีโอกาสที่ กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยอีกในปีนี้ เพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายภายนอกและภายในประเทศอย่างมาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...