โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟิทช์ คงอันดับเครดิต PTT ที่ `BBB+` และ `AAA(tha)` แนวโน้ม`มีเสถียรภาพ` สะท้อนความมั่นคง-ฐานะแกร่ง

efinanceThai

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 01.17 น.

ฟิทช์ คงอันดับเครดิต PTT ที่ BBB+ และ AAA(tha) แนวโน้มมีเสถียรภาพ สะท้อนความมั่นคง-ฐานะแกร่ง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 เม.ย. 68 8:17: น.

ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากล PTT ที่ระดับ "BBB+" และอันดับเครดิตภายในประเทศที่ "AAA(tha)" แนวโน้มเครดิต "มีเสถียรภาพ" สะท้อนสถานะเครดิตที่มั่นคง จากธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร สถานะการเงินแข็งแกร่ง รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานใหม่ๆ ขณะเดียวกันมองมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านพลังงานในระดับสูงมาก รวมถึงบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (International Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) และอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศ (International Long-Term Local-Currency Issuer Default Rating) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ที่ ‘BBB+’ และอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะสั้น (International Short-Term Issuer Default Rating) ที่ ‘F1’ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’ รวมถึงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของโครงการออกหุ้นกู้ (Medium-Term Debenture Program) มูลค่าหุ้นกู้รวมไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท และโครงการออกหุ้นกู้มูลค่าหุ้นกู้รวมไม่เกินหนึ่งแสนล้านบาท ที่ ‘AAA(tha)’

อันดับเครดิตของปตท. สะท้อนถึงสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ที่ระดับ ‘bbb+’ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของประเทศไทย (‘BBB+’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ (Government-Related Entities Rating Criteria) ของฟิทช์ อันดับเครดิตระยะยาวและระยะสั้นของปตท. จะยังคงเท่ากับอันดับเครดิตของประเทศไทย หากสถานะเครดิตโดยลำพังของปตท. ถูกปรับลงในอนาคต และฟิทช์พิจารณาว่าโอกาสในการได้รับการสนับสนุนภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตข้างต้นที่อยู่ในระดับสูงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

สถานะเครดิตโดยลำพังของปตท. สะท้อนถึงสถานะทางเครดิตที่มั่นคง จากธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบริษัทแบบครบวงจร รวมถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ โดยฟิทช์มองว่าธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเคมีภัณฑ์จะยังคงเป็นธุรกิจหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของปตท. ไปจนถึงปี 2573 และปตท. มีแผนที่จะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจพลังงานใหม่ๆ ที่มีคาร์บอนต่ำ รวมถึงธุรกิจอื่น นอกเหนือจากธุรกิจพลังงาน มากขึ้นในอนาคต

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนในระดับสูงมาก: ฟิทช์มองว่าบทบาทของปตท. ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯ (Preservation of government policy) ทางด้านพลังงานอยู่ในระดับสูงมาก โดยปตท. มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การผิดนัดชำระหนี้ของปตท. จะส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำหรับประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้า และทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศลดลง

นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯ ในกรณีที่ปตท. ผิดนัดชำระหนี้ (Contagion risk) อยู่ในระดับสูงมากเช่นกัน เนื่องจากฟิทช์มองว่า ปตท. เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีการกู้เงินและออกหุ้นกู้ ดังนั้นการผิดนัดชำระหนี้ของปตท. จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการกู้ยืมเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และต้นทุนทางการเงินของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ด้วย

ความรับผิดชอบในการให้การสนับสนุนในระดับสูง: ฟิทช์ประเมินเรื่องการดูแลและการควบคุม (Decision-making and oversight) ของภาครัฐฯ ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง เนื่องจากภาครัฐฯ โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ร้อยละ 63 ในปตท. แม้ว่าภาครัฐฯ มีนโยบายให้ปตท. ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีการควบคุมนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์หลักๆ ในภาพกว้าง

นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐฯ (Precedents of support) ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง ฟิทช์เชื่อว่าการที่ภาครัฐฯ ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐวิสาหกิจในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อประเทศเช่นเดียวกันกับธุรกิจพลังงาน น่าจะทำให้เชื่อได้ว่าภาครัฐฯ น่าจะให้การสนับสนุนแก่ปตท. เช่นกันในกรณีที่บริษัทฯ มีความต้องการ แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทฯ เนื่องจากปตท. มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

ผลประกอบการอ่อนตัวลง แต่ยังคงแข็งแกร่ง: ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของปตท. จะอ่อนตัวลงในปี 2568 เนื่องจาก EBITDA จากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ลดลง จากการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะปรับลดลง และการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่ล่าช้า อย่างไรก็ตาม EBITDA ของปตท. จะยังคงแข็งแกร่งที่ประมาณ 3.55 แสนล้านบาทในปี 2568 (ปี 2567 อยู่ที่ 3.63 แสนล้านบาท) และอยู่สูงกว่าในปี 2559-2563 ฟิทช์คาดว่า EBITDA จากธุรกิจปิโตรเคมี น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในปี 2568 เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีน่าจะยังคงอ่อนแอ จากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของความต้องการของผู้บริโภคจากประเทศจีน การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ช้าลง และสภาวะกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์

การลงทุนที่สูง: ฟิทช์คาดว่ากลุ่มปตท. จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่ยังคงสูง จากการลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.; อันดับเครดิต BBB+ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นบริษัทลูกในธุรกิจนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.7-7.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ในช่วงปี 2568-2569 จาก 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในปี 2569-2570 เป็นผลมาจากความล่าช้าในพัฒนาโครงการขยายโรงกลั่น โครงการ Clean Fuel Project (CFP) ของบริษัท บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A+ (tha) แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) ซึ่งทำให้โครงการดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง: ฟิทช์คาดว่าสถานะทางเงินของปตท. จะยังคงแข็งแกร่งอยู่ และสอดคล้องกับอันดับเครดิตปัจจุบันของบริษัทฯ แม้ว่าฟิทช์คาดการว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะปรับลดลงกลับมาอยู่ในระดับปกติ สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของ ปตท. จะทำให้ผลกระทบจากการซื้อหุ้นคืนต่อสถานะทางการเงินมีไม่มากนัก โดยฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินจะเพิ่มขึ้น 0.04 เท่า จากการซื้อหุ้นคืนดังกล่าว อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net leverage) ของปตท. น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.9-2.0 เท่าในปี 2568-2569 จาก 1.6 เท่า ในปี 2567 แต่ยังคงสอดคล้องกับอันดับเครดิตปัจจุบัน

ห่วงโซ่มูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร: ปตท. จะยังคงขยายธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยจะมุ่งเน้นแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก เพื่อทำให้การจัดหาก๊าซธรรมชาติสำหรับประเทศไทยมีความมั่นคง โดยปตท.สผ. วางแผนที่จะเพิ่มการผลิตปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงห้าปีข้างหน้า และเพิ่มให้ถึงประมาณ 8.06 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันภายในปี 2572 (โดยในปี 2567 อยู่ที่ 6.96 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน) บริษัทฯ จะยังคงเน้นการผลิตก๊าซธรรมชาติ (มีสัดส่วนร้อยละ 73 ของการผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดในปี 2567) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญในระหว่างการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากแหล่งฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ

ธุรกิจท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติและการขายก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าและโรงแยกก๊าซฯ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มีความสม่ำเสมอ อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่มีความมั่นคง และสัญญาการซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาวซึ่งมีการกำหนดปริมาณการซื้อขั้นต่ำจากคู่สัญญาในลักษณะ take-or-pay รวมถึงโครงสร้างราคาที่สามารถส่งผ่านต้นทุนการขายให้แก่ลูกค้าได้ แต่กำไรจากธุรกิจการขายก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากกว่า เนื่องจากการปรับราคาของต้นทุนก๊าซธรรมชาติตามสัญญาการซื้อขายระยะยาว จะช้ากว่าการปรับราคาของราคาผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าจะถูกจัดจำหน่ายแก่ผู้ใช้ จะต้องผ่านสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว และระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบัน ปตท. เป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว โดย ปตท. จะคิดค่าบริการตามที่หน่วยงานกำกับธุรกิจพลังงานเป็นผู้กำหนด

กลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน: ปตท. ยังคงให้ความสำคัญต่อธุรกิจ ที่บริษัทมีความแข็งแกร่ง ได้แก่ ธุรกิจไฮโดรคาร์บอน และธุรกิจไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในขณะที่จะทบทวนการดำเนินงานในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจไฮโดรคาร์บอน โดยธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจไฮโดรคาร์บอนของ ปตท. มุ่งเน้นไปที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและการแพทย์ (Life Science) และเทคโนโลยี รวมถึงโลจิสติกส์ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น การดักจับและจัดเก็บคาร์บอน และไฮโดรเจน เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวและเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ฟิทช์มองว่าแผนของ ปตท. ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีความสมดุลอย่างเหมาะสมระหว่างความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านและความเสี่ยงในการดำเนินการ ปตท. จะมุ่งเน้นไปที่สายธุรกิจที่มีความต้องการมั่นคงตลอดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ขยายเข้าสู่ธุรกิจที่ไม่ใช่ไฮโดรคาร์บอนซึ่งจะต้องการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนามากขึ้น

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

อันดับเครดิตของปตท. จะยังคงเท่ากับอันดับเครดิตของประเทศไทย หากสถานะเครดิตโดยลำพังของปตท. ถูกปรับลงในอนาคต ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ ของฟิทช์ และฟิทช์พิจารณาว่าโอกาสในการได้รับการสนับสนุนภาย ใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตข้างต้นที่อยู่ในระดับสูง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อสังคมและการเมืองในด้านการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯในกรณีที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้ อยู่ในระดับสูงมาก เช่นเดียวกันกับของ PT Pertamina (Persero) (อันดับเครดิต BBB แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ของประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯ ในกรณีที่ปตท. ผิดนัดชำระหนี้ อยู่ในระดับสูงมาก เช่นเดียวกันกับของ Pertamina เนื่องจากฟิทช์มองว่า ปตท. เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีการกู้เงินและออกหุ้นกู้ เช่นกัน

ฟิทช์ประเมินความรับผิดชอบในการให้การสนับสนุนของภาครัฐฯ แก่ปตท. ในระดับสูง ซึ่งต่ำกว่าของ Pertamina ที่อยู่ที่ระดับสูงมาก เนื่องจากฟิทช์มองว่าภาครัฐฯ มีการดูแลและควบคุม Pertamina ที่มากกว่าของปตท. โดย Pertamina ได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐฯ ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา ในการช่วยสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสังคม ในด้านการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐฯ ต่อปตท. แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทฯ เนื่องจากปตท. มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แต่การที่ภาครัฐ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐวิสาหกิจอื่นที่มีความสำคัญใกล้เคียงกัน น่าจะทำให้เชื่อได้ว่าภาครัฐฯ น่าจะมีการสนับสนุนให้แก่ปตท. เช่นกันในกรณีที่บริษัทมีความต้องการ

สมมุติฐานที่สำคัญ

สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ราคา 65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2568, 2569 และ 2570, และ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2571

- ปริมาณการขายของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 ต่อปีโดยเฉลี่ย ในปี 2568-2571 (ปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8)

- EBITDA จากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมี อ่อนตัวลงเล็กน้อยในปี 2568

- ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นในปี 2568-2570 (2567 มีการลงทุนทั้งสิ้น 1.89 แสนล้านบาท)

- มีการซื้อหุ้นคืนในปี 2568 จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท

- การจ่ายเงินปันผลประมาณร้อยละ 50-55 ของกำไร

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก

- การปรับเพิ่มอันดับเครดิตประเทศไทย หากความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ กับประเทศไม่เปลี่ยนแปลง

ปัจจัยลบ

- การปรับลดอันดับเครดิตประเทศไทย

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการปรับลดอันดับเครดิตโดยลำพังของ ปตท.:

- การลงทุนที่สูงโดยใช้เงินกู้ยืม หรือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่คาด ซึ่งทำให้อัตราส่วน EBITDA Net Leverage สูงกว่า 2.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง

- การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎระเบียบ การแก้ไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติและการปรับค่าผ่านท่อก๊าซที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อ ปตท.

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคตของประเทศไทย ที่ได้ประกาศในรายงานลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567

ปัจจัยลบ:

- ด้านหนี้สาธารณะ: การที่รัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณ และทำให้ไม่สามารถรักษาระดับหนี้สินของรัฐบาล (General Debt to GDP) ให้คงที่ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

- ด้านโครงสร้าง: ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระดับที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือกระทบต่อการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว

ปัจจัยบวก:

- ด้านเศรษฐกิจมหภาค: การปรับตัวดีขึ้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลาง โดยไม่ทำให้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

- ด้านหนี้สาธารณะ: การลดหนี้สินของรัฐบาล (General Debt to GDP) เช่นอาจเกิดจากงบประมาณขาดดุลที่ลดลง และ/หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางที่ดีขึ้น

สภาพคล่อง

สภาพคล่องของปตท. ได้รับการสนับสนุนจากเงินสดจำนวน 4.5 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 เมื่อเทียบกับหนี้ที่ครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.9 แสนล้านบาท นอกจากนี้สภาพคล่องของบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนจาก กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย รวมทั้งบริษัทฯ ยังมีภาระการชำระคืนหนี้ที่บริหารจัดการได้ โดยมีอายุเฉลี่ยของหนี้ที่ครบกำหนดชำระประมาณ 10 ปี

เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...