โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชูยุทธศาสตร์ SMART EXCISE ใช้ภาษีสรรพสามิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 04.45 น.

“หลักการสำคัญของภาษีสรรพสามิตมีลักษณะที่แตกต่างจากภาษีอื่น คือสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ โดยสามารถใช้กลไกภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และลดการบริโภคสินค้าที่เกินความต้องการ เป็นภาษีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้”

หากจะกล่าวถึงองค์กรที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย "กรมสรรพสามิต" คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ในฐานะหน่วยงานจัดเก็บรายได้อันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งกรมสรรพสามิตไม่ได้เป็นเพียงองค์กรที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี แต่ยังเป็นผู้วางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการบริหารจัดเก็บภาษีด้วย

ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า งานของกรมสรรพสามิตมีความท้าทาย เพราะนอกจากกรมสรรพสามิตจะเป็นกรมจัดเก็บรายได้แล้วยังมีบทบาทในการใช้ภาษีเพื่อกำหนดพฤติกรรมของประชาชนในประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลในการสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ดังนั้น จึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนกรมสรรพสามิตในระยะข้างหน้าที่จะไม่ใช่แค่การเก็บภาษี แต่เป็นการดูแลสังคมผ่านมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม

“หลักการสำคัญของภาษีสรรพสามิตมีลักษณะที่แตกต่างจากภาษีอื่น คือสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ โดยสามารถใช้กลไกภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และลดการบริโภคสินค้าที่เกินความต้องการ เป็นภาษีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้”

ชูยุทธศาสตร์

SMART EXCISE

ดร.กุลยากล่าวว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตขับเคลื่อนการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของกรม ด้วยยุทธศาสตร์ SMART EXCISE โดยทุกหน่วยงานภายในกรมจะกำหนดโครงการ แผนงาน กิจกรรม และตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ นโยบายและยุทธศาสตร์ของกรม รวมถึงเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์กระทรวง และประเทศ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ได้มอบนโยบายไปว่าให้เน้นการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ โดยยังต้องเป็นไปตามเป้าหมายของกรม คือขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สร้างมาตรฐานสากล เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน”

โดยยุทธศาสตร์ SMART EXCISE ประกอบด้วย

S : Sustainability คือ การเสริมสร้างความยั่งยืนผ่านภาษีสรรพสามิต ได้แก่ 1.การสนับสนุนฐานภาษีที่ยั่งยืน 2. สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย การใช้ภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม 3. สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย

M : Modernization คือ จัดเก็บภาษีให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้องของผู้เสียภาษี ได้แก่ 1.การทำ Digital Transformation ปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยการนำ เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 2.การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย 3.การพัฒนาคนให้มีความรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยีและกฎหมาย 4.ความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาชนและภาคส่วนต่างๆ

A : Accountability คือ ความรับผิดชอบ เสริมสร้างความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดี ได้แก่ 1.การส่งเสริมความยุติธรรมและความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี ความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วนอย่างมืออาชีพ เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน 2.ส่งเสริมกลไกการป้องกันและกำกับดูแลเพื่อป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด 3.การป้องกันและปราบปรามการหลบเลี่ยงภาษีผิดกฎหมายเชิงรุก เช่น บูรณาการหน่วยงานด้านสินค้าออนไลน์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

R : Revenue Collection คือ ขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้เพื่อความมั่นคงทางการคลัง ได้แก่ 1.มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เพื่อตอบสนองความต้องการทางการคลังของประเทศ 2.ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายฐานการเก็บภาษีใหม่ๆ 3.สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกับการรักษาฐานรายได้ให้มั่นคง

T : Technology and Innovation-Driven คือ การยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ได้แก่

1.การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning มาใช้ เพื่อคาดการณ์แนวโน้ม ทำนายการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและสนับสนุนการตรวจจับทุจริต

2.ศึกษาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้บล็อกเชนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมภาษี การใช้ QR Code ในบุหรี่หรือการทดแทนแสตมป์แบบกระดาษ เพื่อสร้างความโปร่งใส/ลดทุจริต

3.การใช้ Big Data และ Data analytics เพื่อคาดการณ์รายได้ และปรับปรุงนโยบายภาษี พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการผู้เสียภาษี เช่น ยกระดับพอร์ทัลดิจิทัลต่างๆ เพื่อให้การยื่นภาษี การชำระเงิน หรือการแจ้งเบาะแสข้อมูลต่างๆ ง่ายขึ้น

“การทำงานอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส ลดข้อจำกัดทางกฎหมายต่างๆ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำระบบของกรมสรรพสามิตให้ไม่มีช่องโหว่ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกรมสรรพสามิตได้มาก ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจมากขึ้น”

เดินหน้าปฏิรูปภาษีสรรพสามิต

ให้เท่าทันสถานการณ์เศรษฐกิจ

ดร.กุลยากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตมีการปฏิรูปหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิต โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตจากสินค้าที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน และขยายฐานภาษีไปยังสินค้าประเภทใหม่เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่อุตสาหกรรมที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม

โดยขณะนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้าในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ได้แก่

  • การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต จึงได้มีการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV 3.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยมีการให้เงินอุดหนุน (Cash Subsidy) และใช้กลไกภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ

โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องผลิตยานยนต์ในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าในช่วงแรก รวมทั้งกำหนดให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตประเทศอีกด้วย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจากอุตสาหกรรมขนาดเล็กไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาแรงงานไปสู่ความชำนาญในเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

“มาตรการนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิต PHEV BEV และ FCEV ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ HEV ไว้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตยานยนต์ ในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม”

  • การปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้าแบตเตอรี่ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีแบตเตอรี่ในอัตรา 8% สำหรับแบตเตอรี่ทุกประเภท ทั้งนี้ หลักการในการปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่นั้น จะมีการจำแนกแบตเตอรี่แบบปฐมภูมิ (ใช้แล้วทิ้ง) และแบบทุติยภูมิ (ชาร์จใหม่ได้)

นอกจากนี้ สำหรับแบตเตอรี่ประเภททุติยภูมิ จะมีการกำหนดอัตราแบบขั้นบันได โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ซึ่งวัดจากจำนวนรอบการชาร์จ (Life Cycle) และค่าพลังงานจำเพาะต่อน้ำหนัก (Energy Density : Wh/kg) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ มีอายุการใช้งานได้นาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • การกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Carbon Tax) กรมสรรพสามิตได้เสนอหลักการกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2568 ซึ่งปัจจุบันร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่…) พ.ศ. …. อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้เสนอให้กำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาท ต่อตันคาร์บอน โดยเป็นการแสดงค่ากลไกราคาคาร์บอนไว้เป็นส่วนหนึ่งในอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาค่าพลังงานที่ผู้บริโภคต้องจ่าย โดยหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน ที่มีกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ต่อจากประเทศสิงคโปร์

โดยหลักการกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าแต่ละชนิด จะมีการนำราคาคาร์บอน ไปคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Emission Factor ของน้ำมันแต่ละประเภท ซึ่งกรมสรรพสามิตได้รับความอนุเคราะห์การคำนวณค่า Emission Factor ดังกล่าวจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ประสานและหารือร่วมกันมาโดยตลอด

“ในช่วงแรกการเก็บภาษีคาร์บอนจะไม่กระทบกับผู้บริโภคเนื่องจากเป็นการเก็บภาษีที่ฝังรวมไปกับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขณะที่ในระยะข้างหน้าก็อาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาคาร์บอนต่อตันก็ได้ เนื่องจากหากผู้บริโภคใช้ปริมาณคาร์บอนเยอะก็ต้องจ่ายภาษีมากอยู่แล้ว แต่เราต้องดูว่าเมื่อไรที่จะนำภาษีคาร์บอนแยกออกมาจากภาษีน้ำมันแล้วจะกำหนดราคาเท่าเดิมหรือไม่ เพราะภาพรวมในโลกตอนนี้บางประเทศก็ปรับขึ้นราคาทุกสองปี ขณะที่บางประเทศก็ไม่ปรับขึ้นราคา ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ”

  • การสนับสนุนให้นำเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต Bio Ethylene เนื่องจากปัจจุบันเอทานอลที่ใช้ในภาคพลังงานมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมากจากการนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านการใช้ยานยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

ดังนั้น กรมสรรพสามิตจึงได้เสนอมาตรการส่งเสริมการนำปริมาณอุปทานส่วนเกินของเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกจากภาคพลังงาน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้เอทานอลได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล

โดยอุตสาหกรรมแรกที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในขณะนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต Bio Ethylene ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินดังกล่าว ได้มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ครม.

  • การผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมสุราชุมชนเพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นตามนโยบายรัฐบาล กรมสรรพสามิตจึงได้เสนอให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนสุราชุมชนให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างรายได้และสร้างงานให้แก่คนในท้องถิ่น

โดยจะเสนอให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะห่างของโรงอุตสาหกรรมกับแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ โดยมีการพิจารณาอนุญาตให้โรงอุตสาหกรรมสุรากลั่นขนาดเล็กและขนาดกลางตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะน้อยกว่า 100 เมตรได้ และการผ่อนคลายหลักเกณฑ์โดยอนุญาตให้มีการตั้งโรงอุตสาหกรรมสุราชุมชนขนาดกลาง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการเป็นโรงอุตสาหกรรมสุราชุมชนขนาดเล็กมาก่อน

ศึกษาเก็บภาษีชนิดใหม่

ยันเริ่มใช้ในเวลาที่เหมาะสม

ดร.กุลยากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้มีการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับหลักการ ESG อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณความหวานเพื่อลดการบริโภคน้ำตาล ซึ่งพบว่าสามารถทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถปรับสูตรการผลิตเพื่อลดปริมาณน้ำตาลลง

โดยพบว่า หลังจากใช้มาตรการเก็บภาษีความหวาน ทำให้ผู้ผลิตลดการผลิตเครื่องดื่มที่มีความหวานในปริมาณมากลงได้ขณะที่ผลิตเครื่องดื่มที่มีความหวานในปริมาณน้อยออกมามากขึ้น โดยปริมาณเครื่องดื่มตามเกณฑ์ความหวานช่วง 14กรัม/100 มิลลิลิตร มีปริมาณลดลงจาก 819 ล้านลิตร ในปี 2560 เหลือ 46 ล้านลิตรในปี 2566 และเครื่องดื่มที่มีความหวานน้อยกว่า 6 กรัม/100 มิลลิลิตร มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 90 ล้านลิตรในปี 2560 เป็น 4,736 ล้านลิตรในปี 2566

“ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้รณรงค์ให้ประชาชนลดความหวานเพื่อสุขภาพมาตลอด แต่การเชิญชวนด้านสุขภาพจะได้ผลมากกว่าหากมีมาตรการทางการเงินหรือภาษีเข้ามาร่วมด้วย โดยได้ผลทั้งในฝั่งผู้ผลิตที่ลดปริมาณน้ำตาลลงเพราะไม่อยากเสียภาษีที่สูง ขณะที่ผู้บริโภคก็จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความหวานน้อยเพราะราคาอาจจะต่ำกว่า ทำให้เริ่มชินกับการบริโภคอาหารที่ไม่หวาน”

ดร.กุลยากล่าวต่อว่า นอกจากการจัดเก็บภาษีความหวานแล้ว ในปี พ.ศ.2568 กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าชนิดใหม่หลายรายการ ได้แก่

  • นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ อยู่ระหว่างการศึกษาการจัดเก็บภาษีความเค็มตามปริมาณโซเดียม เพื่อลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น เนื่องจากคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 3,600 มิลลิกรัม/คน/วัน ซึ่งเป็นการบริโภคในปริมาณที่สูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ที่ไม่ควรบริโภคเกิน 2,000 มิลลิกรัม/คน/วัน โดยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูงนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการในด้านสังคม (Social) ที่จะใช้ภาษีสรรพสามิตในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

“เราคิดไว้ว่า รูปแบบการเก็บภาษีความเค็มจะเป็นแบบเดียวกับการเก็บภาษีความหวาน คือ ปริมาณโซเดียมมากเก็บภาษีมาก ปริมาณโซเดียมน้อยเก็บภาษีน้อย แต่การใช้มาตรการภาษีก็ต้องระวังให้กระทบผู้บริโภคน้อยที่สุด โดยเราจะเริ่มเก็บจากกลุ่มขนมขบเคี้ยวก่อนเนื่องจากมองว่าเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องบริโภคก็ได้ ส่วนสินค้าอื่นๆ ในพิกัดภาษีความเค็มยังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

  • นโยบายภาษีเพื่อสังคม อยู่ระหว่างการศึกษาการกำหนดนโยบายภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมแก่ผู้พิการและรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์บางประเภทที่มีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับ ผู้พิการและผู้สูงอายุ
  • นโยบายภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม จะยังคงยึดแนวทางที่ประเทศไทยจะบรรลุสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ภายในปี ค.ศ.2065 โดยจะศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง นอกเหนือจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และสารทำความเย็นต่างๆ โดยใช้หลักการจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) เป็นเกณฑ์ในการคำนวน

“ในปี 2568 กรมสรรพสามิตมีแนวคิดศึกษาการเก็บภาษีชนิดใหม่หลายรายการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีสินค้าชนิดใหม่ จะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และความพร้อมของอุตสาหกรรมในการปรับตัว เพื่อไม่ให้กระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ”

ดร.กุลยากล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้ กรมสรรพสามิตมีเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 609,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และนำกลุ่มนอกระบบภาษีเข้ามาในระบบให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องรักษาสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้และการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย

“ถ้าเรายอมลดภาษีของเราบางส่วนแล้วทำให้เศรษฐกิจโตได้มากขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น การจัดเก็บภาษีของประเทศก็จะดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้นในส่วนของรายได้ของกรมสรรพสามิตก็อาจปรับลดลงได้บ้าง หากสามารถรักษาการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในภาพรวมให้เติบโตขึ้นได้”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...