ชูยุทธศาสตร์ SMART EXCISE ใช้ภาษีสรรพสามิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“หลักการสำคัญของภาษีสรรพสามิตมีลักษณะที่แตกต่างจากภาษีอื่น คือสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ โดยสามารถใช้กลไกภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และลดการบริโภคสินค้าที่เกินความต้องการ เป็นภาษีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้”
หากจะกล่าวถึงองค์กรที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย "กรมสรรพสามิต" คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ในฐานะหน่วยงานจัดเก็บรายได้อันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งกรมสรรพสามิตไม่ได้เป็นเพียงองค์กรที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี แต่ยังเป็นผู้วางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการบริหารจัดเก็บภาษีด้วย
ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า งานของกรมสรรพสามิตมีความท้าทาย เพราะนอกจากกรมสรรพสามิตจะเป็นกรมจัดเก็บรายได้แล้วยังมีบทบาทในการใช้ภาษีเพื่อกำหนดพฤติกรรมของประชาชนในประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลในการสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ดังนั้น จึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนกรมสรรพสามิตในระยะข้างหน้าที่จะไม่ใช่แค่การเก็บภาษี แต่เป็นการดูแลสังคมผ่านมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม
“หลักการสำคัญของภาษีสรรพสามิตมีลักษณะที่แตกต่างจากภาษีอื่น คือสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ โดยสามารถใช้กลไกภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และลดการบริโภคสินค้าที่เกินความต้องการ เป็นภาษีที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้”
ชูยุทธศาสตร์
SMART EXCISE
ดร.กุลยากล่าวว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตขับเคลื่อนการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของกรม ด้วยยุทธศาสตร์ SMART EXCISE โดยทุกหน่วยงานภายในกรมจะกำหนดโครงการ แผนงาน กิจกรรม และตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ นโยบายและยุทธศาสตร์ของกรม รวมถึงเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์กระทรวง และประเทศ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ได้มอบนโยบายไปว่าให้เน้นการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ โดยยังต้องเป็นไปตามเป้าหมายของกรม คือขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สร้างมาตรฐานสากล เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน”
โดยยุทธศาสตร์ SMART EXCISE ประกอบด้วย
S : Sustainability คือ การเสริมสร้างความยั่งยืนผ่านภาษีสรรพสามิต ได้แก่ 1.การสนับสนุนฐานภาษีที่ยั่งยืน 2. สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย การใช้ภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม 3. สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
M : Modernization คือ จัดเก็บภาษีให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้องของผู้เสียภาษี ได้แก่ 1.การทำ Digital Transformation ปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยการนำ เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 2.การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย 3.การพัฒนาคนให้มีความรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยีและกฎหมาย 4.ความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาชนและภาคส่วนต่างๆ
A : Accountability คือ ความรับผิดชอบ เสริมสร้างความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดี ได้แก่ 1.การส่งเสริมความยุติธรรมและความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี ความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วนอย่างมืออาชีพ เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน 2.ส่งเสริมกลไกการป้องกันและกำกับดูแลเพื่อป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด 3.การป้องกันและปราบปรามการหลบเลี่ยงภาษีผิดกฎหมายเชิงรุก เช่น บูรณาการหน่วยงานด้านสินค้าออนไลน์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
R : Revenue Collection คือ ขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้เพื่อความมั่นคงทางการคลัง ได้แก่ 1.มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เพื่อตอบสนองความต้องการทางการคลังของประเทศ 2.ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายฐานการเก็บภาษีใหม่ๆ 3.สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกับการรักษาฐานรายได้ให้มั่นคง
T : Technology and Innovation-Driven คือ การยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ได้แก่
1.การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning มาใช้ เพื่อคาดการณ์แนวโน้ม ทำนายการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและสนับสนุนการตรวจจับทุจริต
2.ศึกษาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้บล็อกเชนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมภาษี การใช้ QR Code ในบุหรี่หรือการทดแทนแสตมป์แบบกระดาษ เพื่อสร้างความโปร่งใส/ลดทุจริต
3.การใช้ Big Data และ Data analytics เพื่อคาดการณ์รายได้ และปรับปรุงนโยบายภาษี พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการผู้เสียภาษี เช่น ยกระดับพอร์ทัลดิจิทัลต่างๆ เพื่อให้การยื่นภาษี การชำระเงิน หรือการแจ้งเบาะแสข้อมูลต่างๆ ง่ายขึ้น
“การทำงานอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส ลดข้อจำกัดทางกฎหมายต่างๆ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำระบบของกรมสรรพสามิตให้ไม่มีช่องโหว่ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกรมสรรพสามิตได้มาก ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจมากขึ้น”
เดินหน้าปฏิรูปภาษีสรรพสามิต
ให้เท่าทันสถานการณ์เศรษฐกิจ
ดร.กุลยากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตมีการปฏิรูปหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิต โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตจากสินค้าที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน และขยายฐานภาษีไปยังสินค้าประเภทใหม่เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่อุตสาหกรรมที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม
โดยขณะนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีสินค้าในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ได้แก่
- การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต จึงได้มีการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV 3.5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยมีการให้เงินอุดหนุน (Cash Subsidy) และใช้กลไกภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ
โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องผลิตยานยนต์ในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าในช่วงแรก รวมทั้งกำหนดให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตประเทศอีกด้วย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจากอุตสาหกรรมขนาดเล็กไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาแรงงานไปสู่ความชำนาญในเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่
“มาตรการนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิต PHEV BEV และ FCEV ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ HEV ไว้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตยานยนต์ ในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม”
- การปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้าแบตเตอรี่ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีแบตเตอรี่ในอัตรา 8% สำหรับแบตเตอรี่ทุกประเภท ทั้งนี้ หลักการในการปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่นั้น จะมีการจำแนกแบตเตอรี่แบบปฐมภูมิ (ใช้แล้วทิ้ง) และแบบทุติยภูมิ (ชาร์จใหม่ได้)
นอกจากนี้ สำหรับแบตเตอรี่ประเภททุติยภูมิ จะมีการกำหนดอัตราแบบขั้นบันได โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ซึ่งวัดจากจำนวนรอบการชาร์จ (Life Cycle) และค่าพลังงานจำเพาะต่อน้ำหนัก (Energy Density : Wh/kg) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ มีอายุการใช้งานได้นาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- การกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Carbon Tax) กรมสรรพสามิตได้เสนอหลักการกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2568 ซึ่งปัจจุบันร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่…) พ.ศ. …. อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้เสนอให้กำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาท ต่อตันคาร์บอน โดยเป็นการแสดงค่ากลไกราคาคาร์บอนไว้เป็นส่วนหนึ่งในอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาค่าพลังงานที่ผู้บริโภคต้องจ่าย โดยหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน ที่มีกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ต่อจากประเทศสิงคโปร์
โดยหลักการกำหนดกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าแต่ละชนิด จะมีการนำราคาคาร์บอน ไปคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Emission Factor ของน้ำมันแต่ละประเภท ซึ่งกรมสรรพสามิตได้รับความอนุเคราะห์การคำนวณค่า Emission Factor ดังกล่าวจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ประสานและหารือร่วมกันมาโดยตลอด
“ในช่วงแรกการเก็บภาษีคาร์บอนจะไม่กระทบกับผู้บริโภคเนื่องจากเป็นการเก็บภาษีที่ฝังรวมไปกับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขณะที่ในระยะข้างหน้าก็อาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาคาร์บอนต่อตันก็ได้ เนื่องจากหากผู้บริโภคใช้ปริมาณคาร์บอนเยอะก็ต้องจ่ายภาษีมากอยู่แล้ว แต่เราต้องดูว่าเมื่อไรที่จะนำภาษีคาร์บอนแยกออกมาจากภาษีน้ำมันแล้วจะกำหนดราคาเท่าเดิมหรือไม่ เพราะภาพรวมในโลกตอนนี้บางประเทศก็ปรับขึ้นราคาทุกสองปี ขณะที่บางประเทศก็ไม่ปรับขึ้นราคา ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ”
- การสนับสนุนให้นำเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต Bio Ethylene เนื่องจากปัจจุบันเอทานอลที่ใช้ในภาคพลังงานมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมากจากการนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านการใช้ยานยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
ดังนั้น กรมสรรพสามิตจึงได้เสนอมาตรการส่งเสริมการนำปริมาณอุปทานส่วนเกินของเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกจากภาคพลังงาน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้เอทานอลได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล
โดยอุตสาหกรรมแรกที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในขณะนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต Bio Ethylene ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินดังกล่าว ได้มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ครม.
- การผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมสุราชุมชนเพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นตามนโยบายรัฐบาล กรมสรรพสามิตจึงได้เสนอให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนสุราชุมชนให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างรายได้และสร้างงานให้แก่คนในท้องถิ่น
โดยจะเสนอให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะห่างของโรงอุตสาหกรรมกับแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ โดยมีการพิจารณาอนุญาตให้โรงอุตสาหกรรมสุรากลั่นขนาดเล็กและขนาดกลางตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะน้อยกว่า 100 เมตรได้ และการผ่อนคลายหลักเกณฑ์โดยอนุญาตให้มีการตั้งโรงอุตสาหกรรมสุราชุมชนขนาดกลาง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการเป็นโรงอุตสาหกรรมสุราชุมชนขนาดเล็กมาก่อน
ศึกษาเก็บภาษีชนิดใหม่
ยันเริ่มใช้ในเวลาที่เหมาะสม
ดร.กุลยากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้มีการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับหลักการ ESG อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณความหวานเพื่อลดการบริโภคน้ำตาล ซึ่งพบว่าสามารถทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถปรับสูตรการผลิตเพื่อลดปริมาณน้ำตาลลง
โดยพบว่า หลังจากใช้มาตรการเก็บภาษีความหวาน ทำให้ผู้ผลิตลดการผลิตเครื่องดื่มที่มีความหวานในปริมาณมากลงได้ขณะที่ผลิตเครื่องดื่มที่มีความหวานในปริมาณน้อยออกมามากขึ้น โดยปริมาณเครื่องดื่มตามเกณฑ์ความหวานช่วง 14กรัม/100 มิลลิลิตร มีปริมาณลดลงจาก 819 ล้านลิตร ในปี 2560 เหลือ 46 ล้านลิตรในปี 2566 และเครื่องดื่มที่มีความหวานน้อยกว่า 6 กรัม/100 มิลลิลิตร มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 90 ล้านลิตรในปี 2560 เป็น 4,736 ล้านลิตรในปี 2566
“ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้รณรงค์ให้ประชาชนลดความหวานเพื่อสุขภาพมาตลอด แต่การเชิญชวนด้านสุขภาพจะได้ผลมากกว่าหากมีมาตรการทางการเงินหรือภาษีเข้ามาร่วมด้วย โดยได้ผลทั้งในฝั่งผู้ผลิตที่ลดปริมาณน้ำตาลลงเพราะไม่อยากเสียภาษีที่สูง ขณะที่ผู้บริโภคก็จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความหวานน้อยเพราะราคาอาจจะต่ำกว่า ทำให้เริ่มชินกับการบริโภคอาหารที่ไม่หวาน”
ดร.กุลยากล่าวต่อว่า นอกจากการจัดเก็บภาษีความหวานแล้ว ในปี พ.ศ.2568 กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าชนิดใหม่หลายรายการ ได้แก่
- นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ อยู่ระหว่างการศึกษาการจัดเก็บภาษีความเค็มตามปริมาณโซเดียม เพื่อลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น เนื่องจากคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 3,600 มิลลิกรัม/คน/วัน ซึ่งเป็นการบริโภคในปริมาณที่สูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ที่ไม่ควรบริโภคเกิน 2,000 มิลลิกรัม/คน/วัน โดยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูงนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการในด้านสังคม (Social) ที่จะใช้ภาษีสรรพสามิตในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
“เราคิดไว้ว่า รูปแบบการเก็บภาษีความเค็มจะเป็นแบบเดียวกับการเก็บภาษีความหวาน คือ ปริมาณโซเดียมมากเก็บภาษีมาก ปริมาณโซเดียมน้อยเก็บภาษีน้อย แต่การใช้มาตรการภาษีก็ต้องระวังให้กระทบผู้บริโภคน้อยที่สุด โดยเราจะเริ่มเก็บจากกลุ่มขนมขบเคี้ยวก่อนเนื่องจากมองว่าเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องบริโภคก็ได้ ส่วนสินค้าอื่นๆ ในพิกัดภาษีความเค็มยังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
- นโยบายภาษีเพื่อสังคม อยู่ระหว่างการศึกษาการกำหนดนโยบายภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมแก่ผู้พิการและรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์บางประเภทที่มีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับ ผู้พิการและผู้สูงอายุ
- นโยบายภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม จะยังคงยึดแนวทางที่ประเทศไทยจะบรรลุสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ภายในปี ค.ศ.2065 โดยจะศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง นอกเหนือจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และสารทำความเย็นต่างๆ โดยใช้หลักการจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) เป็นเกณฑ์ในการคำนวน
“ในปี 2568 กรมสรรพสามิตมีแนวคิดศึกษาการเก็บภาษีชนิดใหม่หลายรายการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีสินค้าชนิดใหม่ จะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และความพร้อมของอุตสาหกรรมในการปรับตัว เพื่อไม่ให้กระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ”
ดร.กุลยากล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้ กรมสรรพสามิตมีเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 609,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และนำกลุ่มนอกระบบภาษีเข้ามาในระบบให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องรักษาสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้และการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย
“ถ้าเรายอมลดภาษีของเราบางส่วนแล้วทำให้เศรษฐกิจโตได้มากขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น การจัดเก็บภาษีของประเทศก็จะดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้นในส่วนของรายได้ของกรมสรรพสามิตก็อาจปรับลดลงได้บ้าง หากสามารถรักษาการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในภาพรวมให้เติบโตขึ้นได้”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/