สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568
สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 เม.ย. 68 8:30: น.
*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 64.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.21 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.2%
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิดที่ 67.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.11 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.54%
ราคาน้ำมันดิบปิดเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% เนื่องจากความคาดหวังต่อข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การปลดนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วพอ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยทรัมป์ย้ำจุดยืนให้ลดดอกเบี้ย โดยกล่าวว่า พาวเวลล์ควรจะลดอัตราดอกเบี้ยนานแล้ว เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ที่ 4.25%-4.50% ซึ่งคงอยู่ในระดับนี้มาตั้งแต่เดือนธ.ค. หลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงปลายปีที่แล้ว
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าผู้นำเฟด เล่นเกมการเมือง จากการไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมยืนยันว่าตนมีอำนาจไล่นายพาวเวลล์ออกจากตำแหน่งได้ ในเวลาอันรวดเร็ว และแสดงความปรารถนาที่จะเห็นนายพาวเวลล์ออกจากตำแหน่งผู้นำเฟดโดยเร็ว
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวย้ำถึง ความคืบหน้าอย่างมาก ในการเจรจาด้านภาษีกับญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นการเจรจาแบบเห็นหน้ากันครั้งแรก ๆ นับตั้งแต่ทรัมป์ระดมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก จนสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดและจุดชนวนความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยคาดการณ์ว่า จะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนได้ แม้จะไม่ได้ให้รายละเอียดหรือสัญญาณใด ๆ เกี่ยวกับการเริ่มต้นเจรจาระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ ที่ดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะชะงักงัน โดยทรัมป์กล่าวว่า เราจะทำข้อตกลงกันได้แน่นอน ผมคิดว่าเราจะสามารถทำข้อตกลงที่ดีมากกับจีนได้
แม้ว่าทรัมป์จะผ่อนปรนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าที่ประกาศใช้กับสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลายสิบประเทศชั่วคราว แต่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าใหม่กับสินค้าจีน ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็น 145%
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า อาจยุติวงจรการขึ้นภาษีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาด พร้อมระบุว่าข้อตกลงเกี่ยวกับอนาคตแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok อาจต้องรอไปก่อน ผมไม่ต้องการให้ภาษีสูงไปกว่านี้ เพราะถึงจุดหนึ่งผู้คนจะหยุดซื้อสินค้า ดังนั้น ผมอาจไม่ต้องการขึ้นภาษีเพิ่ม หรือขึ้นไปถึงระดับนั้น และอาจจะลดลงด้วยซ้ำ เพราะคุณก็รู้ว่าเราต้องการให้ผู้คนซื้อสินค้า แต่เมื่อขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะไม่ซื้อ
คำพูดของทรัมป์ ชี้ให้เห็นความต้องการที่ลดลงในการขึ้นภาษีกับหลายสิบประเทศ หลังจากที่ตลาดเกิดความปั่นป่วนรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการเมื่อวันที่ 2 เม.ย.
*** รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าบังคับเก็บภาษีเรือสินค้าจีนที่จอดท่าเรือสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการคุกคามปั่นป่วนเส้นทางขนส่งสินค้าทั่วโลกและยกระดับสงครามการค้าระหว่าง 2 ชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งภายใต้แผนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เรือทุกลำที่สร้างและเป็นเจ้าของโดยจีน ที่มาจอดในท่าเรือสหรัฐฯ จะถูกเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณสินค้าที่ขนส่ง
*** ผลการสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์ส ระบุว่า นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่รุนแรง จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้และปีหน้า โดยความน่าจะเป็นของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายใน 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่เกือบ 50% ขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ในอีก 1 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นเป็น 45% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนธ.ค. 2023 จากเดิมที่อยู่ในระดับ 25% เมื่อเดือนที่แล้ว
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ต่างแสดงความมั่นใจว่าสหรัฐฯและยุโรป จะสามารถเจรจาข้อตกลงการค้าได้สำเร็จก่อนหมดระยะเวลาหยุดเก็บภาษีบางรายการเป็นเวลา 90 วัน โดยสหภาพยุโรปซึ่งประกอบด้วย 27 ประเทศ กำลังเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ รวมถึงภาษีในวงกว้างสำหรับสินค้าเกือบทุกชนิด ภายใต้นโยบายของทรัมป์ที่กำหนดขึ้นเพื่อตอบโต้ประเทศที่เขาระบุว่ากีดกันการนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยทรัมป์มั่นใจ 100% ว่าสุดท้ายแล้วจะได้ข้อตกลงการค้ากับยุโรป นับเป็นการแสดงความมั่นใจสูงสุดตั้งแต่เขาเริ่มเจรจา หลังจากก่อนหน้านี้ การประกาศขึ้นภาษีของเขาทำให้ตลาดโลกสั่นสะเทือน
*** ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 2.25% นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 7 ติดต่อกันตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ
*** ธนาคารกลางตุรกี ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อัตราดอกเบี้ย repo หนึ่งสัปดาห์) จาก 42.5% เป็น 46% ส่งสัญญาณสิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจจากมาตรการรีดภาษีของสหรัฐฯ และความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่หลังการจับกุมนายเอกริม อิมาโมกลู นายกเทศมนตรีอิสตันบูลและผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อรายปีของตุรกีในเดือนมี.ค.อยู่ที่ 38.1%
*** ฮุนได มอเตอร์ เตรียมหยุดผลิตรถยนต์ EV ชั่วคราว ระหว่างวันที่ 24-30 เม.ย.นี้ในเกาหลีใต้ หลังยอดขายตกและโดนมาตรการรีดภาษีจากสหรัฐฯ ภายหลังประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับรถยนต์และรถกระบะนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด
*** บริษัท TSMC ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่ากำลังหารือกับ Intel เกี่ยวกับการร่วมทุนผลิตชิป โดย C.C. Wei ซีอีโอกล่าวว่า TSMC ไม่ได้มีส่วนร่วมในการหารือกับบริษัทอื่น ๆ เกี่ยวกับการร่วมทุน การออกใบอนุญาตเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีใด ๆ ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า Intel และ TSMC กำลังมองหาการร่วมทุนเมื่อวันที่ 3 เม.ย. โดยทั้ง 2 บริษัทได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นในการควบรวมกิจการเพื่อดำเนินการในโรงงานผลิตชิปของ Intel โดยมี TSMC ถือหุ้นอยู่ 21%
*** ผู้บริหาร Netflix ยืนยันแนวโน้มรายได้ทั้งปีของบริษัทและแสดงความมั่นใจว่า บริการสตรีมมิงจะสามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจจากแผนการขึ้นภาษีที่ไม่แน่นอนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ ซึ่งหลังประกาศผลประกอบการที่ดีกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซีอีโอร่วมของ Netflix เปิดเผยว่าบริษัทยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สำคัญแต่อย่างใด
*** อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของญี่ปุ่นในเดือนมี.ค.ขยายตัว 3.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยตัวเลขดังกล่าว ลดลงเล็กน้อยจากอัตรา 3.7% ในเดือนก.พ. สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน core-core CPI ไม่รวมทั้งอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นดัชนีที่ BOJ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จาก 2.6% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ที่ไม่รวมราคาอาหารสดอยู่ที่ 3.2%
*** ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนกล่าวว่า จีนและกัมพูชาเป็นแบบอย่างของความเท่าเทียม ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อกันระหว่างประเทศที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยผู้นำจีนกล่าวสุนทรพจน์ ขณะเข้าเฝ้าสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา ในระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
*** Moodys สถาบันจัดอันดับเครดิต ปรับเพิ่มคาดการณ์การผิดนัดชำระหนี้ในปีนี้ เนื่องจากสงครามการค้าทั่วโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้การขอสินเชื่อทำได้ยากขึ้น
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้คาดว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเก็งกำไรจะแตะระดับ 3.1% ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.5% หากคาดการณ์ดังกล่าวเป็นจริง อัตราการผิดนัดชำระหนี้ก็ยังคงลดลงจากปีก่อน แต่ Moodys ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์เชิงลบที่รุนแรง อัตราการผิดนัดชำระหนี้จึงจะเพิ่มขึ้น โดยอาจสูงถึง 6%
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ