โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุกไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ใช้คุมขังนักโทษห้องละกี่คน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 09.37 น.
ตึกขังนักโทษ 3 ชั้นของเรือนจำกองมหันตโทษ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากศรัญญู เทพสงเคราะห์)

ย้อนดูคุกไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปงานราชทัณฑ์ ไม่เพียงให้ทัดเทียมอารยประเทศ แต่เพื่ออุดช่องโหว่ที่เจ้าพนักงานใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์จากนักโทษโดยมิชอบ

ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ให้รายละเอียดไว้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขาในหัวข้อ“จากการคุมขังสู่การแก้ไขฟื้นฟู: การเปลี่ยนแปลงของการราชทัณฑ์ไทยสมัยใหม่ พ.ศ. 2433-2506” ว่า

เมื่อมีการปฏิรูปงานราชทัณฑ์ มีการก่อตั้ง “กองมหันตโทษ” ควบคุมนักโทษหนักที่มีกำหนดโทษตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป และก่อตั้ง “กองลหุโทษ” ควบคุมนักโทษเบาที่มีกำหนดโทษจำคุกต่ำกว่า 3 ปี นักโทษที่ถูกจองจำจากการเป็นหนี้ และผู้ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี

คุกกองมหันตโทษ สร้างแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2433 (พ.ศ. 2434 ตามปฏิทินใหม่) ส่วนตะรางกองลหุโทษ สร้างแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ. 2434

คุกไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นแบบไหน

มาดูที่ตั้งของคุกและตะรางยุคนั้นกันก่อน

คุกกองมหันตโทษ มีทางเข้าหลักอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับถนนพระพิพิธ กั้นคุกใหม่กับแนวกำแพงพระนคร ทิศตะวันตกติดคลองวัดสุทัศน์ ทิศเหนือติดกับวังกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาและที่ดินเจ้าจอมมารดาเที่ยง (เจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 4) และทิศใต้ติดคลองวัดราชบพิธ

คุกแห่งนี้มี โยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) ชาวอิตาเลียน ช่างฝรั่งรุ่นแรกของสยาม เป็นผู้ออกแบบและรับเหมาก่อสร้างผ่านบริษัทของตนคือ Grassi Brothers and Co.

ช่วงท้ายๆ ของการก่อสร้าง คือ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2433 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระอภัยพลภักดิ์ (นาค ณ ป้อมเพชร์) ข้าราชการกรมมหาดไทยมากำกับดูแลการก่อสร้าง โดยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเดิม พร้อมวางแผนผังคุกใหม่ทั้งหมด มีการขยายพื้นที่คุก สร้างกำแพงสูงล้อมรอบ และมีหอคอยสังเกตการณ์อยู่เป็นระยะ

ภายในคุกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็น “โรงครัว” สำหรับประกอบอาหารเลี้ยงนักโทษ ส่วนที่สองเป็น “ตึกขังนักโทษ” ประกอบด้วยตึก 2 ชั้น จำนวน 2 หลัง และตึก 3 ชั้น จำนวน 2 หลัง และส่วนที่สามเป็น “โรงงาน” สำหรับให้นักโทษทำงาน

การวางผังพื้นที่บริเวณตึกขังนักโทษจะเน้นความสมมาตร ที่กำหนดให้มีทางเดินหลักพุ่งตรงจากประตูคุกผ่านตึก 2 ชั้นและ 3 ชั้นตามลำดับ นอกจากนี้ กำแพงคุกบริเวณทิศใต้ยังเป็นที่ตั้งของโรงพักพลตระเวนหน้าเรือนจำมหันตโทษ สำหรับเฝ้าระวังนักโทษหลบหนี

ระเบียบการคุมขังนักโทษกองมหันตโทษ ซึ่งเป็นนักโทษหนัก กำหนดให้ห้องขังทั่วไปคุมขังนักโทษห้องละ 10 คน

แต่ละห้องมีม้าไม้เป็นเตียงนอนพร้อมด้วยหมอนในตัว ได้รับผ้าห่มคนละ 1 ผืน หนังสือคำสอนทางพุทธศาสนาคนละ 1 เล่ม ถังมีฝาสำหรับขับถ่ายเวลากลางคืน

เรื่องอาหารการกิน กำหนดให้นักโทษชั้นกลางหรือชั้นสูงปรุงอาหารในโรงครัวแล้วแจกจ่ายให้กับนักโทษ ยกเว้นผู้มีบรรดาศักดิ์ต้องโทษสามารถขออนุญาตให้คนส่งอาหารจากภายนอกเข้ามารับประทานในคุกได้ หากนักโทษเจ็บไข้ได้ป่วย จะถูกย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลคุก ซึ่งมีนักโทษชั้นสูงเป็นผู้ช่วยพยาบาลคนป่วย ส่วนการอบรมนักโทษ กำหนดให้นักโทษฟังเทศนาในวันพระและวันนักขัตฤกษ์

นักโทษยังได้รับสิทธิให้ญาติหรือเพื่อนเข้าเยี่ยมได้ สามารถรับและส่งหนังสือระหว่างคุกกับภายนอกได้ มีกำหนดการให้คะแนนและหักคะแนนนักโทษ เพื่อเลื่อนหรือลดชั้นนักโทษ และมีกำหนดการลงโทษนักโทษที่ผิดกฎระเบียบในคุก

ส่วนคุกไทยสมัยรัชกาลที่ 5 อีกอย่าง คือ ตะรางกองลหุโทษ กินพื้นที่ขนาดใหญ่ในตำบลโรงครก ปัจจุบันเป็นกลุ่มอาคารศาลฎีกาและกระทรวงยุติธรรมริมสนามหลวง

ทางเข้าหลักอยู่ทิศใต้ติดถนนหน้าหับเผย ทิศเหนือติดอนุสาวรีย์แม่พระธรณีบีบมวยผม ทิศตะวันออกติดถนนราชินีริมคลองหลอด และทิศตะวันตกติดกับศาลพระราชอาญา ทำให้ง่ายต่อการนำผู้ต้องขังมาพิจารณาคดีความที่ศาล

โรงเรือนปลูกสร้างทำด้วยไม้มุงหลังคาสังกะสี เพื่อความรวดเร็วในการก่อสร้าง ส่วนสิ่งปลูกสร้างถาวรที่ใช้เป็นตะรางคุมขัง กำหนดให้มี 17 หลัง แบ่งเป็นตะรางนักโทษทั่วไป 13 หลัง และตะรางผู้ต้องขังพิจารณาคดี 4 หลัง มีรั้วกั้นแยกทั้ง 2 กลุ่มออกจากกัน

ตะรางแต่ละหลังมีห้องขัง 6 ห้อง บรรจุคนได้ห้องละ 14 คน ทำให้กองลหุโทษสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ 1,428 คน

ด้านในตะรางกองลหุโทษยังมีสิ่งปลูกสร้างสำหรับเป็นสำนักงานของเจ้าพนักงาน คลังเก็บสิ่งของ โรงเรือนสำหรับเยี่ยมผู้ต้องขัง โรงหมอ โรงเรียน โรงครัว ส้วม และโรงงานอีกด้วย

ศรัญญู ให้ข้อมูลอีกว่า การออกแบบคุกกองมหันตโทษและกองลหุโทษ นับว่าได้อิทธิพลจากคุกอาณานิคมสิงคโปร์ในช่วงเวลาร่วมสมัยอย่างชัดเจน สะท้อนจากการวางผังด้วยระบบแกนหลัก มีอาคารหลายหลังรวมอยู่ด้วยกัน มิใช่การวางผังแบบรัศมี ซึ่งนิยมในยุโรปและอเมริกา

ภายในยังจัดพื้นที่ส่วนใหญ่ให้เป็นส่วนโรงงานและโกดัง ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับคุกอาณานิคมที่มุ่งเปลี่ยนคุกให้เป็นโรงงาน และเปลี่ยนนักโทษให้เป็นแรงงานบังคับที่มีทักษะด้านต่างๆ สำหรับทำงานสร้างผลประโยชน์ให้รัฐทั้งภายในและภายนอกคุก

ชาวตะวันตกที่เข้าเยี่ยมชมคุกสยาม จึงมักเปรียบเทียบคุกสยามว่ามีสิ่งปลูกสร้างและห้องขังนักโทษแทบไม่ต่างจากสถาบันราชทัณฑ์ในอินเดีย พม่า และ “สเตรตศ์เซตเทินเมนต์” (อาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

คุกไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นรากฐานของการพัฒนาเรือนจำในยุคต่อมาๆ ให้นักโทษมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะดีแค่ไหน สิ่งที่นักโทษทุกคนต้องการมาทุกยุคทุกสมัย คงมีเรื่องเดียวคือ “อิสรภาพ” ที่บางคนนับวันรอ ขณะที่บางคนอาจไม่ได้สัมผัสอีกเลยชั่วชีวิต

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศรัญญู เทพสงเคราะห์. จากการคุมขังสู่การแก้ไขฟื้นฟู: การเปลี่ยนแปลงของการราชทัณฑ์ไทยสมัยใหม่ พ.ศ. 2433-2506. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2564.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุกไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ใช้คุมขังนักโทษห้องละกี่คน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...