‘กัณวีร์’ จี้ ‘อนุทิน’ เยือนมาเลเซียอย่าคุยแค่เรื่องใหญ่จนลืมชีวิตจริงคนชายแดน
เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายกัณวีร์ สืบแสง อดีต สส.พรรคเป็นธรรม โพสต์ภาพข่าวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กอดคอร้องเพลงเป่าแซกโซโฟน ระหว่างนายอนุทิน เยือนมาเลเซีย พร้อมข้อความระบุว่า ไทย-มาเลเซีย อย่าคุยกันแค่เรื่องใหญ่ จนลืมชีวิตจริงของคนชายแดน!!
การเดินทางเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งนี้ มีหลายเรื่องที่รัฐบาลพยายามชูให้ดูใหญ่ ทั้งด่านชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้า การลงทุน ประมง และความมั่นคง ฟังดูดีครับ!! แต่คำถามคือ…ดีสำหรับใคร?? ดีสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจบนกระดาษ?! ดีสำหรับโครงการระดับมหภาค?! ดีสำหรับเวทีแถลงข่าวร่วม?! หรือดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่อยู่ตรงชายแดนจริงๆ?!
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ผมเห็นด้วยกับการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย เพราะชายแดนภาคใต้ต้องไม่ถูกขังไว้ในกรอบ “พื้นที่ความมั่นคง” ไปตลอดชีวิต ชายแดนต้องเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่โอกาส และพื้นที่อนาคตของประชาชนทั้งสองฝั่ง แต่ถ้าเขตเศรษฐกิจพิเศษมีแต่ภาพใหญ่ มีแต่ทุนใหญ่ มีแต่ถนนใหญ่ มีแต่พิธีใหญ่ แต่ร้านค้าเล็ก ๆ ยังตาย ตลาดชายแดนยังเงียบ คนในพื้นที่ยังขายบ้านขายช่องเพื่อหนีพิษเศรษฐกิจ แบบนี้จะเรียกว่าการพัฒนาได้อย่างไร??
ด่านบูเก๊ะตา จังหวัดนราธิวาส เคยเป็นพื้นที่การค้าชายแดนที่คึกคัก เป็นตลาดของพี่น้องสองฝั่ง เป็นพื้นที่ทำมาหากิน เป็นความสัมพันธ์ของคนไทย-มาเลเซียที่มีชีวิตจริง แต่วันนี้หลายพื้นที่กลับเงียบเหงา เศรษฐกิจชุมชนทรุด คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรัฐบาลก็ยังพูดเรื่องใหญ่เหมือนเดิม!! นี่คือปัญหาของการพัฒนาที่มองชายแดนจากห้องประชุม ไม่ใช่มองจากชีวิตของคนชายแดน!!
นายกัณวีร์ ระบุต่อว่า ผมจึงอยากเสนอให้ไทยและมาเลเซียเริ่มทำ “เมืองคู่แฝดชายแดน” หรือ Sister Cities อย่างจริงจัง โดยใช้ชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นโครงการนำร่องก่อน เพราะชายแดนด้านอื่นของไทยยังติดข้อจำกัดทางการเมือง ความขัดแย้ง และความมั่นคงที่ซับซ้อนกว่า เมืองคู่แฝดต้องไม่ใช่แค่ป้ายสวย ๆ หรือ MOU ถ่ายรูปกันเสร็จแล้วจบ!!
“แต่ต้องเชื่อมเมืองกับเมือง ตลาดกับตลาด ชุมชนกับชุมชน โรงเรียนกับโรงเรียน โรงพยาบาลกับโรงพยาบาล ผู้ประกอบการรายย่อยกับผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนกับประชาชน”
ถ้าจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็ต้องมีเศรษฐกิจชุมชนที่ฟื้นได้จริง ถ้าจะพูดเรื่องการค้า ก็ต้องทำให้ตลาดชายแดนกลับมาคึกคักจริง ถ้าจะพูดเรื่องความร่วมมือ ก็ต้องทำให้คนสองฝั่งได้ประโยชน์จริง !!
เรื่องข้อพิพาททางประมง ผมเห็นด้วยที่ไทยและมาเลเซียพยายามลดความขัดแย้ง เพราะประเทศเพื่อนบ้านไม่ควรปล่อยให้ปัญหาเฉพาะหน้าลุกลามเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระยะยาว
แต่ไทยต้องไม่ลืมว่า ปัญหาประมงของเรายังมีแผลภายในประเทศอยู่ ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ทรัพยากรทะเล และความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ อย่าแก้ปัญหากับต่างประเทศจนดูดี แต่กลับบ้านมาแล้วยังปล่อยให้คนประมงไทยทะเลาะกันเอง!! ถ้าคิดให้ไกล ประมงควรถูกยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเมืองคู่แฝดชายแดน เชื่อมประมงพื้นบ้านไทย-มาเลเซีย เชื่อมประมงพาณิชย์ที่รับผิดชอบ เชื่อมตลาดอาหารทะเล เชื่อมการอนุรักษ์ทรัพยากร และลดความขัดแย้งทางทะเลด้วยความสัมพันธ์ของคนทำมาหากินจริง ๆ
ส่วนเรื่องความมั่นคงและกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมพูดตรง ๆ ว่าอย่าคาดหวังมากนักจากรัฐบาลชุดนี้!! เพราะจนถึงวันนี้ เรายังไม่เห็นความกล้าหาญทางการเมือง ยังไม่เห็นวิสัยทัศน์ใหม่ ยังไม่เห็นการออกแบบกระบวนการสันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของ และยังไม่เห็นความจริงใจที่จะยกระดับกระบวนการให้เป็นไปตามหลักสากล
นายกัณวีร์ ระบุต่อไปว่า หากไทยยังคิดว่าให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกแบบเดิม แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ก็อย่าหวังครับ!! อยากให้จำคำพวกนี้ไว้กันนะครับ เรื่อง “สันติภาพ” สันติภาพไม่เกิดจากพิธีการ!! สันติภาพไม่เกิดจากโต๊ะเจรจาที่ประชาชนเข้าไม่ถึง!! สันติภาพไม่เกิดจากเอกสารที่ไม่มีใครรู้สึกเป็นเจ้าของ!! และสันติภาพไม่เกิดจากรัฐบาลที่มองพื้นที่ชายแดนใต้เป็นแค่ปัญหาความมั่นคง!!
นายกัณวีร์ ระบุต่อไปว่า สันติภาพต้องเริ่มจากการยอมรับว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ใช่ตัวประกอบ แต่เป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง!! ดังนั้น การเยือนมาเลเซียครั้งนี้จะมีความหมายหรือไม่ ไม่ได้วัดจากจำนวน MOU ไม่ได้วัดจากถ้อยแถลงร่วม และไม่ได้วัดจากภาพจับมือของผู้นำ แต่วัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า… ตลาดชายแดนจะฟื้นหรือไม่?? คนค้าขายรายย่อยจะอยู่ได้หรือไม่?? ประมงพื้นบ้านจะมีอนาคตหรือไม่?? เมืองชายแดนจะเชื่อมกันจริงหรือไม่?? และสันติภาพจะเป็นของประชาชนจริงหรือไม่?? อย่าให้ชายแดนเป็นเพียงฉากหลังของการเมืองระหว่างประเทศ และอย่าให้คนชายแดนเป็นเพียงตัวเลขในรายงานของรัฐบาล!! ไทย-มาเลเซียต้องเดินหน้า แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน ไม่ใช่เดินข้ามหัวประชาชน!!
ป.ล.ภาพนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงนัยทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่อยากเห็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตแบบก้าวหน้าเท่านั้นครับ!!