โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ต้นทุนพุ่ง-ผู้บริโภคเปลี่ยน ‘เปา’ วางเกมสู้ตลาดเดือดอย่างไร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

EXCLUSIVE เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

‘ตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้า’ มูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท กลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิ FMCG ที่แข่งขันดุเดือดที่สุด ทั้งจากแบรนด์ไทยและโกลบอลแบรนด์ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ไปจนถึงต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนจากวิกฤตตะวันออกกลาง

คำถามต่อไป คือ แล้วแบรนด์ไทยปรับตัวอย่างไรในความท้าทายเหล่านี้ ?

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสคุยแบบ Exclusive กับ ธนศักดิ์ พรอริยพรหม ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้า บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ ‘เปา’ ผงซักฟอกที่อยู่กับคนไทยมาแล้วถึง 50 ปี เพื่อมองความท้าทายจากมุมของแบรนด์ไทยที่กำลังเผชิญ

‘ผงซักฟอก-น้ำยาซักผ้า’ FMCG แข่งดุ

ธนศักดิ์ อธิบายภาพของตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้าว่า จากขนาดตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้าในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 25,000 ล้านบาท แบรนด์ ‘เปา’ ครองส่วนแบ่งการตลาดได้ประมาณ 10% ซึ่งจัดอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ

แม้เปาจะเป็นแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทย แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่หนักหน่วงเพื่อต่อสู้กับกลุ่ม “โกลบอลแบรนด์” (Global Brand) จากต่างประเทศที่มีความแข็งแกร่งและวางจำหน่ายอยู่ทั่วโลก

โดยตลาดผงซักฟอกถือเป็นตลาดกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่มีขนาดใหญ่และมีการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ซักผ้าเป็นสินค้าพื้นฐาน (Basic Needs) ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้งาน

แบรนด์ต่างๆ จึงต้องต่อสู้กันอย่างเต็มที่แบบไม่มีใครยอมใคร ทั้งในแง่ของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ การจัดโปรโมชันที่ดุเดือด (เช่น โปรโมชัน 1 แถม 1) รวมถึงการแข่งขันด้านการสร้างแบรนด์ (Branding) ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรงนี้

ขณะที่แบรนด์ ‘เปา’ เลือกที่จะต่อสู้ด้วย “นวัตกรรม” เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนให้ผู้บริโภคสัมผัส ได้ ซึ่งจุดเด่นที่แตกต่างนี้เองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ลูกค้านึกถึงและเลือกใช้แบรนด์เปา

และถ้าหากพูดถึงแบรนด์ ‘เปา’ จะพอเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘เปา เอ็ม.วอช’ ที่ถือเป็นเจ้าแรกในตลาดผงซักฟอกสำหรับเครื่อง ผงซักฟอกสูตร ‘ซิลเวอร์ นาโน’ น้ำยาซักผ้าสำหรับผ้าสีดำ-สีเข้ม จนถึงน้ำยาซักผ้า ‘ไมเซลลา 4X’ ที่คว้ารางวัลนวัตกรรมระดับโลกมาแล้ว

3 ความท้าทายต้องเผชิญ

เมื่อพูดถึงความท้าทายของตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้า ที่ทั้งแบรนด์ ‘เปา’ และแบรนด์อื่น ๆ ต่างต้องเผชิญ ธนศักดิ์ เล่าว่า มี 3 ความท้าทายหลัก คือ

การปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค

พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีทางเลือกในตลาดค่อนข้างมาก แบรนด์จึงต้องเร่งปรับตัวให้มีความทันสมัย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด

สมรภูมิผลิตภัณฑ์ซักผ้ามีการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ทั้งแบรนด์จากต่างประเทศและแบรนด์ไทย ทุกค่ายต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้า การแข่งขันด้านราคา และการสร้างแบรนด์ (Branding) ถือเป็นความท้าทายสำคัญว่าแบรนด์เปาจะรับมือและแข่งขันในตลาดนี้อย่างไร

แรงกดดันด้านต้นทุนสินค้า

ภาวะสงครามและสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบ (Material) เนื่องจากมีส่วนประกอบที่มาจากน้ำมัน

แบรนด์จึงต้องกลับมาทบทวนกระบวนการทำงานและพัฒนาการบริหารจัดการภายในองค์กรและโรงงานเพื่อลดต้นทุน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ต้องไม่ผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปให้ผู้บริโภค” เพื่อให้ลูกค้ายังสามารถซื้อสินค้าคุณภาพดีได้ในราคายุติธรรมเช่นเดิม

‘สงครามตะวันออกกลาง’ กระทบแบรนด์แค่ไหน ?

สำหรับสถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่กลายเป็นวิกฤตระดับโลก กระทบไปในทุกอุตสาหกรรม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ซักผ้า

ธนศักดิ์ เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากวัตถุดิบหลัก (Raw Material) ในการผลิต รวมถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ซักผ้า ล้วนมีส่วนประกอบที่มีน้ำมันเป็นพื้นฐาน (Oil-based)

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิตของทุกแบรนด์ทั้งอุตสาหกรรม ในสถานการณ์เช่นนี้ แบรนด์ใดที่สามารถปรับตัวและลดต้นทุนได้เร็วกว่าก็จะเป็นผู้ได้เปรียบ

“กระทบกันเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่แบรนด์เปากระทบ กระทบทุกแบรนด์ทั้งอุตสาหกรรม แต่อยู่ที่ว่า แบรนด์ไหนจะปรับตัวได้เร็วกว่า cost down ได้เร็วกว่า มันก็จะได้เปรียบตรงนี้ด้วย” ธนศักดิ์ กล่าว

สำหรับแบรนด์ ‘เปา’ มีแนวทางรับมือโดยมุ่งเน้นที่การบริหารจัดการภายในองค์กรเป็นอันดับแรก แทนที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้ผู้บริโภค โดยทุกส่วนงานร่วมมือกันทำโครงการลดต้นทุน (Cost Down) เพื่อตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งบริหารจัดการระบบซัพพลายเชน (Supply Chain) และการจัดหาวัตถุดิบ (Sourcing) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมองไปถึงการปรับหรือพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์โดยนำเอนไซม์มาใช้เพื่อลดสัดส่วนวัตถุดิบที่เป็นเบสน้ำมันลง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องไม่ลดทอนคุณภาพของสินค้า”

ส่วนการเตรียมแผนฉุกเฉินรับมือความผันผวน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนและยากที่จะคาดเดาสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) แบรนด์เปาได้เตรียมแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan) สำหรับรับมือไว้ล่วงหน้า

โดยทีมงานและส่วนที่เกี่ยวข้องได้นำแผนดังกล่าวมาประชุมหารือ และประเมินสถานการณ์วิกฤติต่าง ๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในครั้งนี้ จะไปถึงมือผู้บริโภคให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

รักษาสมดุล ‘ผงซักฟอก-น้ำยาซักผ้า’

อย่างที่รู้กันว่า แบรนด์ ‘เปา’ เกิดขึ้นมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จากการทำ ‘ผงซักฟอก’ และเติบโตมาจนถึงปัจจุบันที่ตลาดของน้ำยาซักผ้า เริ่มเติบโตและมาแรง สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของแบรนด์ในการรักษาสมดุลด้วย

ธนศักดิ์ เล่าถึงความท้าทายดังกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถทำได้แบบพลิกฝ่ามือ หรือเปลี่ยนจากการขายผงซักฟอกมาเป็นน้ำยาซักผ้าได้ในทันที แบรนด์จำเป็นต้องใช้เทคนิคปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงดูแลและรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิม ควบคู่ไปกับการเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่

ทั้งนี้ สำหรับสมรภูมิน้ำยาซักผ้า มี “เปา วิน วอช” (Pao Win Wash) เป็นเรือธง (Flagship) ในการทำตลาด

ธนศักดิ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า สาเหตุสำคัญที่แบรนด์ต้องรักษาสมดุลทั้งสองตลาดไว้ เป็นเพราะผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัดยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ผงซักฟอก เพื่อรับมือกับสภาพน้ำและคราบสกปรกฝังลึกบนเสื้อผ้า ในขณะที่กลุ่มคนเมืองหรือพนักงานออฟฟิศที่เสื้อผ้าไม่ได้มีคราบสกปรกหนัก จะก้าวเข้ามาเป็นกลุ่มหลักที่นิยมใช้น้ำยาซักผ้า

อย่างไรก็ตาม เทรนด์แห่งอนาคตกำลังมุ่งหน้าไปสู่ตลาดน้ำยาซักผ้าอย่างแน่นอนเนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก แบรนด์จึงต้องเตรียมพร้อมและวางรากฐานเพื่อแข่งขันในตลาดนี้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

“แบรนด์เปาเอง เราก็ต้องบาลานซ์ทั้งตัวผง (ผงซักฟอก) แล้วก็ตัวน้ำ (น้ำยาซักผ้า) แต่ยังไง อนาคตเราก็ต้องไปสู้ในตลาดน้ำอยู่แล้ว เพราะเป็นตลาดที่มีการเติบโตค่อนข้างเยอะ” ธนศักดิ์ กล่าว

ภาพอนาคตของ ‘เปา’

ธนศักดิ์ เล่าถึงทิศทางในอนาคตของแบรนด์ที่จะเติบโตไปจากนี้ว่า แบรนด์ได้วางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) มุ่งสู่การเป็น “Modern Laundry Solution Brand” หรือแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเสื้อผ้าที่ทันสมัย

ขณะเดียวกัน “ความน่าเชื่อถือ” เป็นจุดแข็งสำคัญของแบรนด์แบรนด์เปา ซึ่งเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แบรนด์ต้องสร้างและให้ความสำคัญมากที่สุดนับจากนี้ คือการขยายฐานลูกค้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้มากขึ้น พร้อมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาให้ได้อย่างตรงจุด

เนื่องจากในอนาคตฐานผู้บริโภครุ่นเก่าจะค่อย ๆ หายไปและถูกแทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ แบรนด์จึงต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ให้ดูสดใหม่ ทันสมัย และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ต้นทุนพุ่ง-ผู้บริโภคเปลี่ยน ‘เปา’ วางเกมสู้ตลาดเดือดอย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...