โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิว vivo X300 FE ดีไซน์ใหม่ เพรียวบาง กล้อง 50MP ZEISS Super Telephoto “เทคเดียวก็เอาอยู่” เก็บครบทุกโมเมนต์

Insight Daily

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 21 พ.ค. เวลา 23.54 น. • Insight Daily

vivo X300 FE เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเรียบร้อยแล้ว โดยรอบนี้ทาง vivo ประเทศไทย นำมาเติมไลน์อัปด้วยกัน 2 โมเดล คือ vivo X300 FE และ vivo X300 Ultra รุ่นท็อปสุดของซีรีส์ที่หลายคนรอคอยกันมานาน และสำหรับรุ่นที่จะนำมารีวิวให้เพื่อน ๆ ชาว Insight Daily ได้อ่านกัน จะเป็น "vivo X300 FE" น้องเล็กสุดท้องคนใหม่ของ vivo X300 Series ครับ

โดยตำแหน่งทางการตลาดของ vivo X300 FE จะเข้ามาเป็นน้องเล็กในไลน์อัป vivo X300 Series เพื่อให้เพื่อน ๆ หรือคนที่กำลังสนใจครอบครัว vivo X300 Series ของ vivo สามารถเข้าถึงความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงของวีโว่ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังเพิ่มความหลากหลายในด้านของดีไซน์ ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างไปจากพี่น้องร่วมซีรีส์แบบชัดเจน บนขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัด ให้ฟีลลิ่งการถือจับคล้ายกับ vivo X300 ที่เคยรีวิวให้เพื่อน ๆ อ่านกันไปก่อนหน้านี้ ใครที่เบื่อหรือกำลังมองอะไรใหม่ ๆ ทางด้านดีไซน์ vivo X300 FE ตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน

และถึงแม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่บอกเลยว่า DNA ของความเป็น vivo X300 Series ไม่ได้เบาบางลงเลย โดยเฉพาะประสบการณ์การถ่ายภาพที่ยังคงสืบทอดมาได้อย่างครบเครื่อง เก่งจนแทบไม่เชื่อเลยว่าเป็นรุ่นเล็กของซีรีส์เลยล่ะครับ เห็นผมชมมาขนาดนี้ หลายคนอาจยังไม่เชื่อ! เอาเป็นว่า เลื่อนลงไปอ่านบทความรีวิวนี้ต่อที่ด้านล่าง เพื่อตามผมไปสัมผัสประสบการณ์แบบ "เทคเดียวก็เอาอยู่" ของน้องเล็กคนใหม่จาก vivo ประเทศไทย นามว่า "vivo X300 FE" พร้อมกันเลย!

เลือกอ่านตามหัวข้อ

1. Specification / รายละเอียดสเปก
2. Design / งานออกแบบ
3. Camera / กล้องถ่ายรูป
4. Display / หน้าจอแสดงผล
5. Performance / ประสิทธิภาพ
6. Power & Durability / แบตเตอรี่และความทนทาน
7. Operating System / ระบบปฏิบัติการ8. Wrap-up / บทสรุป
9. Price & Availability / ราคาและการวางจำหน่าย

Specification

รายละเอียดสเปกของ vivo X300 FE

  • จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.31 นิ้ว ความละเอียด 2,640 x 1,217 พิกเซล (FHD+)
    — Refresh Rate 120Hz
    — ความสว่างสูงสุดเฉพาะส่วน 5000nits
    — ความหนาแน่นพิกเซล 460PPI
    — วัสดุเปล่งแสง U8
  • CPU Snapdragon 8 Gen5
    — กระบวนการผลิต 3nm.
    — Octa-core Processor, Oryon CPU 2 × 3.80 GHz + 6 × 3.32 GHz
    — ความเร็ว 3.8GHz
  • GPU Adreno 829
  • RAM 12GB, LPDDR5x Ultra
    — รองรับการขยาย RAM เพิ่ม 12GB
  • ROM 256GB / 512GB, UFS 4.1
  • OriginOS 6 (Based on Android 16)
  • กล้องหลัง Triple Camera
    กล้องหลัก เซนเซอร์ Sony IMX921 ขนาด 1/1.56″ ความละเอียด 50MP (F1.57) + ไฟแฟลช LED
    — โหมดถ่ายรูปที่ใช้ร่วม : Capture, Landscapes & Night, Portrait, Still Photography, Video, Portrait Video, High Resolution, Panorama, Ultra-High Definition, Slo-mo, Time-lapse, Stage, Professional Mode, Food, Street Photography
    กล้องเลนส์มุมกว้าง เซนเซอร์ OV08F ขนาด 1/4″ ความละเอียด 8MP (F2.2)
    — โหมดถ่ายรูปที่ใช้ร่วม : Landscape & Night, Photography, Video, Time-lapse, Professional Mode
    กล้อง Telephoto เซนเซอร์ Sony IMX882 ขนาด 1/1.95″ ความละเอียด 50MP (F2.65)
    — โหมดถ่ายรูปใช้ร่วม : Capture, Landscapes & Night, Portrait, Still Photography, Video, Portrait Video, High Resolution, Ultra-High Definition, Time-Lapse, Stage, Professional Mode, Street Photography
  • กล้องหน้า เซนเซอร์ JN1 ขนาด 1/2.76″ ความละเอียด 50MP (F2.0)
    — โหมดถ่ายรูปกล้องหน้า : Portrait, Photo, Video, Portrait Video, High Resolution
  • การเชื่อมต่อไร้สาย
    — 2G GSM : 850 / 900 / 1800 / 1900MHz
    — 3G WCDMA : B1 / B2 / B4 / B5 / B6 / B8 / B19
    — 4G FDD-LTE : B34 / B38 / B39 / B40 / B41 / B42 / B43 / B48
    — 4G TD-LTE : B1 / B2 / B3 / B4 / B5 / B7 / B8 / B12 / B13 / B17 / B18 / B19 / B20 / B25 / B26 / B28 / B32 / B66 / B71
    — 5G : n1 / n2 / n3 / n5 / n7 / n8 / n18 / n20 / n25 / n26 / n28 / n38 / n40 / n41 / n48 / n66 / n71 / n75 / n77 / n78
    — Wi-Fi Display; 2 × 2 MIMO; MU-MIMO; Wi-Fi 6; Wi-Fi 7; 2.4G & 5G dual band; 2.4G & 6G dual band
    — Bluetooth 6
  • ซิมการ์ด 5G + 5G Dual SIM, Dual Standby
  • GPS L1, L5
    — BeiDou : B1C; B1I; B2a
    — GLONASS : G1
    — Galileo : E1; E5a; E5a
    — QZSS : L1, L5
    — NavIC : L5
    — GNSS Feature : AGPS; Cellular network positioning; Wireless local area network positioning
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C (2.0)
  • สแกนนิ้ว 3D Ultrasonic Single Point
  • ทนน้ำทนฝุ่น มาตรฐาน IP68 & IP69
  • แบตเตอรี่
    — BlueVolt ขนาดความจุ 6500mAh
    — รองรับชาร์จไว FlashCharge 90W (ใช้สาย)
    — รองรับชาร์จไวแบบไร้สาย 40W
    — รองรับการชาร์จแบบ Bypass
    — รองรับการชาร์จรูปแบบ PD3.0, QC2.0
  • ตัวเลือกสี
    — สีม่วง Mist Purple
    — สีขาว Glow White (ในบทความรีวิว)
    — สีดำ Luxe Black

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง vivo X300 FE
  • คู่มือการใช้งานและการรับประกัน
  • เข็มจิ้มถาดซิมการ์ด
  • ฟิล์มกันรอยหน้าจอ (ติดตั้งมากับตัวเครื่อง)
  • เคสป้องกันตัวเครื่อง (Silicone Case)
  • อะแดปเตอร์ชาร์จ 90W
  • สายชาร์จ USB-C

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Design

ดีไซน์ใหม่ โมดูลกล้องแบบ Dynamic พร้อมโทนสีสดใส

vivo X300 FE เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกทั้งของ vivo ประเทศไทย และของ vivo X300 Series ที่มากับงานออกแบบตัวเครื่องแบบใหม่ โดยมากับดีไซน์โมดูลกล้องแบบ Dynamic ที่มีการจัดวางแถบโมดูลกล้องในตำแหน่งแนวนอน ช่วยให้จับถนัดมือ ลดการสัมผัสเลนส์โดยไม่ตั้งใจ และยังดูแปลกใหม่ด้วย

ฝาหลังของตัวเครื่องผลิตด้วยเทคโนโลยี Metalic Sand AG มอบสัมผัสที่นุ่มละมุมมือ ช่วยลดรอยนิ้วมือและคราบมันขณะถือจับใช้งานได้ โดยที่ตัวเครื่องมีขนาดบางเพียง 7.99 มิลลิเมตร และน้ำหนักรวมเบาเพียง 191 กรัมเท่านั้น พร้อมมีสีตัวเครื่องโทนสีสดใสให้เลือกทั้งหมด 3 เฉดสี คือ สีม่วง Mist Purple, สีขาว Glow White (สีในบทความรีวิว) และสีดำ Luxe Black

ในขณะที่ด้านหน้าตัวเครื่อง มากับจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.31 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ เป็นจอแบบ Flat Display (จอแบนราบ) และมีขอบจอ (Bazel) ด้านซ้ายและด้านขวาบางเพียง 1.32 มิลลิเมตร ทำให้มีพื้นที่ในการแสดงผลที่ชัดเจนเต็มตา ส่วนขอบจอบนและล่างจะหนากว่าเล็กน้อย และด้านบนหน้าจอจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า ความละเอียด 50MP (F2.0)

ด้านขวาของตัวเครื่องจะเป็นตำแหน่งของปุ่มกดเพิ่ม-ลดเสียง (Volume) และปุ่มเปิด-ปิด เครื่อง (Power)

ด้านล่างตัวเครื่อง จะเป็นตำแหน่งของลำโพงเสียง, ช่องถาดซิมการ์ด (Dual SIM) และพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Camera

กล้องถ่ายรูป "เทคเดียวก็เอาอยู่" ถ่ายง่าย สนุก และคมสวย!

vivo X300 FE ยังคงมากับกล้องถ่ายรูปคุณภาพสูง สามารถถ่ายทอดผลงานของภาพถ่ายออกมาให้เราได้สวยงามและคมชัดไม่แพ้รุ่นพี่เลยครับ เป็นกล้องบนสมาร์ตโฟนที่ใช้งานง่าย มือใหม่ก็สามารถถ่ายภาพให้สวยแบบ "เทคเดียวก็เอาอยู่" ได้ง่าย ๆ หรือใครมือโปรก็ยิ่งสนุกกับการครีเอทมุมภาพและทำงานหลังกล้องด้วยฟีเจอร์ที่มากับเครื่องมากขึ้นแน่นอน

กล้องหน้าของ vivo X300 FE มากับกล้อง ZEISS Front Camera ความละเอียด 50MP (F2.0) ใช้ระบบโฟกัสภาพแบบอัตโนมัติ (Auto Focus) ให้มุมมองภาพกว้าง 90 องศา และมีทางยาวโฟกัส 20 mm. (0.8x)

อินเทอร์เฟซกล้องถ่ายรูปบน vivo X300 FE

ส่วนกล้องหลังมากับกล้องทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วย

  • กล้องหลัก เซนเซอร์ Sony IMX921 ขนาด 1/1.56 นิ้ว ความละเอียด 50MP (F1.57) มีระบบกันสั่น OIS ในตัว และมีทางยาวโฟกัส 23mm. (1x)
  • กล้อง ZEISS Telephoto Camera เซนเซอร์ Sony IMX882 ขนาด 1/1.95 นิ้ว ความละเอียด 50MP (F2.65) มีกันสั่น OIS ในตัว และมีทางยาวโฟกัส 73mm. (3x)
  • กล้องเลนส์มุมกว้าง ZEISS Ultra Wide-angle ความะเอียด 8MP (F2.2) ให้มุมมองกว้าง 115 องศา และมีทางยาวโฟกัส 15mm. (0.6x)

ตัวอย่างภาพถ่ายทั่วไปจากกล้อง vivo X300 FE

/ ZEISS Super Telephoto Camera

เมื่อเป็นหนึ่งในครอบครัวของ vivo X300 Series ดังนั้น vivo X300 FE ก็ต้องได้รับความเก่งและมีคุณสมบัติในเรื่องของการถ่ายภาพระยะไกล หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า "Zoom Image" ให้สวยและคมไม่แพ้รุ่นพี่ด้วยเช่นกัน โดย vivo X300 FE มากับกล้อง ZEISS Super Telephoto Camera ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (F2.65) ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ AI ของ vivo ที่พัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งจะเข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพของภาพถ่ายระยะไกลหรือภาพถ่ายจากกล้อง ZEISS Super Telephoto Camera ใน 2 ด้าน ที่ประกอบด้วย

  • NICE 3.0 Optical Reconstruction Engine : เข้าทำงานหลังจากกระบวนการ Optical Reconstruction ช่วยเพิ่มและฟื้นฟูรายละเอียดภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมกับปรับพื้นผิวและ Texture อย่างเป็นธรรมชาติ โดยยังคงความสมจริงของภาพต้นฉบับ และลดความเป็น AI ที่เกินจริง ทำให้ภาพยังดูเป็นธรรมชาติแม้ผ่านการปรับแต่งมา
  • MAGIC 2.0 Image Restoration Engine : เริ่มทำงานตั้งแต่ระดับ RAW Data หรือทันทีที่เรากดชัตเตอร์ โดย AI จะใช้การสร้างแบบจำลองเชิงแสง (Optical Modeling) และ Deep Learning ช่วยให้ภาพคงรายละเอียดแสงและองค์ประกอบของฉากได้อย่างแม่นยำ เมื่อถ่ายซูมระยะไกลมากกว่า 20x ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของภาพคมชัดขึ้นประมาณ 20%

ตัวอย่างภาพถ่าย Zoom Image จากกล้อง ZEISS Super Telephoto Camera 50MP

/ ZEISS Multifocal Portrait

ความสามารถที่ทุกครั้งที่ผมรีวิวสมาร์ตโฟน vivo X series ต้องพูดถึงจริง ๆ ครับ เพราะถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ใช่ vivo X Series แน่นอน นั่นคือ ZEISS Multifocal Portrait โหมดถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่สามารถเลือกระยะซูมได้ 5 ระยะยอดนิยมในการถ่ายพอร์ตเทรต พร้อมกับพรีเซ็ตการถ่ายภาพที่ออกแบบและรังสรรค์มาให้สวยและเหมาะสมกับการถ่ายภาพในระยะต่าง ๆ ตามสไตล์ของ ZEISS โดยในแต่ละพรีเซ็ตนอกจากจะเป็นระยะถ่ายยอดนิยมแล้ว ยังมีการออกแบบการละลายพื้นหลังให้เป็นโบเก้ (Bokeh) และโทนสีสวย ๆ ในสไตล์ ZEISS ให้ภาพคมและมีเอกลักษณ์เฉพาะด้วย

ระยะถ่ายภาพพอร์ตเทรตของ ZEISS Multifocal Portrait

  • Landscape Portrait 23 mm (1x)
  • Narrative Portrait 35 mm (1.5x)
  • Classic Portrait 50 mm (2.2x)
  • Portrait 85 mm (3.7x) *ระยะออปติคอลจริงของกล้องอยู่ที่ 3x แต่การถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้ได้ระยะเทียบเท่า 85 มม. จำเป็นต้องครอปเพิ่มเป็นประมาณ 3.7x
  • Close-Up Portrait 100 mm (4.3x)

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดถ่ายภาพ ZEISS Multifocal Portrait

/ Flash Portrait

เป็นความสามารถในการถ่ายภาพที่ใช้ Flash Portrait มาช่วยเพิ่มมิติและทะลายข้อจำกัดด้านแสงในสภาพแวดล้อมที่มืดหรือแสงน้อย โดยตัวไฟแฟลชถูกออกแบบมา เพื่อการถ่ายภาพบุคคลในสภาพแสงน้อยโดยเฉพาะ มุ่งเป้าไปที่การมอบภาพถ่ายด้วยไฟแฟลชที่ยังคงความคมชัดและมีมิติ โดยที่เราสามารถปรับความแรงของแฟลชได้ตามสถานการณ์ที่ต้องการถ่าย และสามารถปรับแฟลชได้ตามระยะเลนส์พอร์ตเทรตได้ด้วย ซึ่งตัวระบบแฟลชสามารถทำงานร่วมกับระยะเลนส์พอร์ตเทรตที่แตกต่างกัน ได้แก่ 23 มม., 35 มม., 50 มม., 85 มม. และ 100 มม. โดยระบบจะช่วยปรับการกระจายและความเข้มของแสงให้เหมาะสมกับการถ่ายแต่ละระยะ

การปรับใช้ Flash Portrait ให้สนุกและเหมาะกับความต้องการ

  • ระยะถ่ายภาพใกล้–กลาง : ปรับแสงแฟลชให้เหมาะสมกับตัวแบบและฉากหลัง
  • ระยะถ่ายภาพไกล : เพิ่มความเข้มของแสงเพื่อให้ตัวแบบยังคงความชัดเจน

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายด้วย Flash Portrait

/ Portrait Video

vivo X300 FE ถึงแม้จะเป็นรุ่นเล็กสุดท้องของซีรีส์ vivo X300 แต่ทาง vivo ก็ยังติดตั้งโหมด VDO Portrait ที่เป็นจุดเด่นใหม่ในซีรีส์นี้มาให้ใช้งานกันด้วยครับ ถึงแม้จะถูกล็อคความละเอียดลงมาเป็น 1080P และมี FPS ให้เลือกถ่ายสองอย่างคือ 24fps และ 30fps แต่สำหรับการนำไปใช้งานถ่ายวิดีโอทั่วไปในไลฟ์สไตล์ตอนเดินทางไปพักผ่อน หรืออยากทำ Vlog เล่าเรื่องของตัวเอง ส่วนตัวผมว่าก็เพียงพอที่จะนำงานวิดีโอจากโหมดนี้มาตัดต่อให้สวยและมีเอกลักษณ์ พร้อมอัปขึ้นโซเชียลเอาไว้อวดเพื่อน ๆ แล้วล่ะครับ

จุดเด่นของโหมด VDO Portrait ที่ทำให้แตกต่างจากโหมด VDO ปกติ คือ โหมดนี้จะถูกออกแบบมาสำหรับงานถ่ายวิดีโอบุคคลโดยเฉพาะ เราสามารถเลือกโทนสีของภาพวิดีโอได้ทั้งแบบฟิลเตอร์สีทั่วไปและ LUTs และสามารถเลือกรูปแบบการละลายฉากหลังตามสไตล์ ZEISS หรือจะปรับเอฟเฟกต์เพิ่มเติมก็ทำได้ เพื่อให้บุคคลในวิดีโอโดดเด่นขึ้นมา

โดยในโหมดนี้จะรองรับการถ่ายวิดีโอ 2 ระยะ คือ 1x และ 3x ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายวิดีโอพอร์ตเทรต ข้อดีของการถ่ายวิดีโอบุคคลด้วยโหมดนี้คุณจะได้งานวิดีโอพอร์ตเทรตที่สวย เหมาะสม และมีมิติ หรือจะบอกว่าโหมดนี้เป็นพรีเซ็ตสำหรับการถ่ายวิดีโอบุคคลก็ได้ครับ เหลือแค่กดและใช้เทคนิคมุมกล้องตามไอเดียของแต่ละคนเท่านั้น เพียงแต่! ขณะถ่ายวิดีโอด้วยโหมดนี้จะไม่สามารถปรับระยะถ่ายแบบเรียลไทม์ได้เหมือนในโหมดถ่ายวิดีโอปกติ ต้องกดตัดแล้วถ่ายใหม่ที่ระยะต้องการเท่านั้น

ตัวอย่างวิดีโอที่ถ่ายด้วยโหมด VDO Portrait

www.youtube.com/shorts/Cd2KGSbsDGU

/ AI Creative

เป็นโหมดถ่ายภาพที่จะทำการถ่ายภาพพร้อมกับใช้ AI ในการสร้างภาพจำลองขึ้นมาตามธีมที่เราเลือกถ่าย โดยครั้งนี้ตัว AI จะสามารถวิเคราะห์ความเหมาะสมของธีม AI กับภาพที่เราจะถ่ายตรงหน้าให้เหมาะสมหรือเข้ากันได้ให้ เมื่อวิเคราะห์เสร็จแล้วก็จะนำเสนอธีม AI ที่เข้ากับภาพของเราให้เราเลือกใช้งานอีกที หากยังไม่โดนใจก็สามารถรีเซ็ตให้ AI วิเคราะห์ใหม่ก็ได้ครับ โดยจะมีรูปแบบพรอพของ AI ให้เลือกใช้งานกันถึง 29 แบบ เลยทีเดียว

นอกจากนี้ด้วยการที่โหมดถ่ายภาพนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ครั้งนี้ทาง vivo เลยดึงออกมาเป็นโหมดถ่ายภาพหลักในเมนูกล้องถ่ายรูปให้เลย ซึ่งชื่อโหมดเดิมคือ AI Visual ที่หลายคนที่ใช้สมาร์ตโฟน vivo มาน่าจะจำกันได้ เพราะเป็นโหมดที่เพื่อน ๆ หลายคนชื่นชอบและสนุกกับการถ่ายด้วยโหมดนี้กันตั้งแต่ vivo V Series จนมาถึง vivo X Series เลยก็ว่าได้ครับ ส่วนชื่อใหม่เปลี่ยนมาเป็น AI Creative

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายด้วย AI Creative

/ vivo ZEISS 200mm Telephoto Extender Gen 2

vivo X300 FE สามารถอัปเกรดความเก่งในการถ่ายภาพระยะไกลให้เก่งขึ้นจากปกติได้ด้วย "บ้อง" หรือ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm. ซึ่งครั้งนี้ตัวเลนส์ถูกออกแบบมาให้มีดีไซน์กระทัดรัดและเบาเพียง 153 กรัม (เบากว่าเจนที่แล้ว 27%) ทำให้พกพาง่ายยิ่งขึ้น

เคสโทรศัพท์และอุปกรณ์ชุดเลนส์เสริมซูมเทเลโฟโต้ที่ vivo พัฒนาร่วมกับ ZEISS มอบกำลังขยายซูมระยะไกลระดับ 200 มม.

โดยที่ภายในตัวเลนส์เสริมจะใช้โครงสร้างชิ้นเลนส์แบบ Kepler ประกอบด้วยเลนส์ 15 ชิ้น ซึ่งผ่านมาตรฐาน ZEISS APO ช่วยควบคุมแสง ลดความคลาดเคลื่อนสี ทำให้ซูมไกลคมชัด ไม่ผิดเพี้ยน และเมื่อติดตั้งชุดเลนส์เสริมใช้งานร่วมกับ X300 FE จะทำให้เราสามารถถ่ายภาพได้ในระยะเทียบเท่า 200mm หรือประมาณ 7x ไปจนถึง 1600mm. หรือประมาณ 65.5x เลยทีเดียว

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm

/ Stage Mode Ultra-Clear Stage Photography / Video Recording

มาถึงโหมดถ่ายภาพ Stage Mode กันบ้างครับ โหมดถ่ายภาพสำหรับสายคอนเสิร์ต โดย Stage Mode บน vivo X300 FE จะใช้การทำงานร่วมกันของ Telephoto Magic 2.0 algorithm และ GTR 3.0 Optimizations สองซอฟต์แวร์คนสำคัญในการช่วยให้ภาพพอร์ตเทรตระยะไกลบนเวทีมีความคมชัดมากขึ้น พร้อมกับเก็บรายละเอียดใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ สีสวย สมจริง พร้อมอารมณ์ของการแสดงสด และยังถ่ายทอดสีได้แม่นยำ (Accurate Colors) โทนภาพนุ่ม (Soft Tones) มีความสดของสี (Vibrant Saturation) ช่วยเก็บทั้ง "แสง สี และอารมณ์ของการแสดง" ได้ครบถ้วน

โดยระยะซูมถ่ายด้วย Stage Mode ที่อยากแนะนำว่าเพื่อน ๆ จะได้ภาพถ่ายงานคอนเสิร์ตจากกล้อง vivo X300 FE ที่สวยและคมตามผมเล่าไปนั้นคือ ระยะถ่าย 3x–10x เป็นระยะถ่ายที่เหมาะสำหรับการถ่ายบนเวที หรือเหมาะสำหรับการถ่ายระยะถ่าย 3–10 เมตร ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนในภาพพอร์ตเทรตระยะเทเลโฟโต้ โดยเฉพาะเมื่อมีแสงบน ใบหน้า

ส่วนงานถ่ายวิดีโอด้วยโหมดนี้ก็สามารถถ่ายได้ด้วยความละเอียด 4K 60FPS ผ่านเลนส์เทเลโฟโต้ จะช่วยให้ได้ภาพวิดีโอที่ลื่นไหล คมชัด แม้ในสภาพแสงน้อยบนเวทีติดมือกลับบ้านมาด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วย Stage Mode

ตัวอย่างภาพถ่าย Stage Mode + vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm

/ Stage Mode Concert Dual-view

เป็นโหมดถ่ายภาพวิดีโออีกหนึ่งโหมด สำหรับสายคอนเสิร์ตที่ชื่นชอบการถ่ายให้เห็นตัวเองพร้อมกับบรรยากาศงานคอนเสิร์ตรอบตัวพร้อมกัน โดยในโหมด Concert Dual-view จะเป็นโหมดถ่ายวิดีโอสองเลนส์ได้พร้อมกัน เพื่อเก็บบรรยากาศรอบตัวพร้อมกับภาพตัวเอง

โดยเราสามารถเลือกบันทึกวิดีโอได้ทั้งแบบ Rear Cameras (กล้องหลัง + กล้องหลัง) และ Rear + Front Cameras (กล้องหน้า + กล้องหลัง) โดยที่การบันทึกไฟล์วิดีโอสามารถเลือกบันทึกได้ทั้งการบันทึกรวมกันสองเลนส์หรือบันทึกแยกกันเป็นไฟล์เดียวของแต่ละเลนส์ก็ได้ครับ

ตัวอย่างภาพอื่น ๆ ถ่ายเพิ่มเติม

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Display

หน้าจอ สวยสด ให้สีคมชัด

vivo X300 FE มากับหน้าจอคุณภาพสูงเหมือนรุ่นพี่เลยครับ โดยมากับจอแสดงผล ZEISS Master Color ขนาด 6.31 นิ้ว บนความละเอียดระดับ FHD+ มอบประสบการณ์การรับชมที่เต็มอิ่มด้วยสีสันและภาพคุณภาพสูง โดยที่ตัวจอใช้วัสดุเปล่งแสงใหม่ที่ให้ความสว่างทั่วหน้าจอได้สว่างถึง 5000nits ช่วยให้มองเห็นได้ชัด แม้อยู่ในที่แสงจ้า พร้อมประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังรองรับการแสดงผลด้านสีสันได้ลึกและมากถึง 1.07 พันล้านสี มอบภาพที่มีสีสันที่สมจริงใกล้เคียงการมองเห็นของมนุษย์ มีการไล่เฉดสีที่เนียนไม่มีอาการสีแตก และหน้าจอของ vivo X300 FE ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน SGS Certification การันตีการปล่อยแสงสีฟ้าในระดับต่ำ ปลอดภัยต่อดวงตาขณะใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

/ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanning 2.0

vivo X300 FE เป็นอีกหนึ่งสมาร์ตโฟนของ vivo ที่มากับระบบความปลอดภัยต่อข้อมูลบนเครื่องที่ครบเครื่องและครอบคลุมทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะการยืนยันตัวตนบนสมาร์ตโฟน ที่ทาง vivo เลือกติดตั้งเทคโนโลยีสแกนนิ้วมือ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanning 2.0 เป็นเทคโนโลยีสแกนนิ้วที่ยืนยันและปลดล็อคได้เร็ว แม่นยำ และมีความปลอดภัยสูง

และด้วยการที่เป็นระบบสแกนนิ้วเป็นแบบสามมิติ (3D) จึงทำให้เก็บรายละเอียดลายนิ้วได้ละเอียดกว่าระบบสแกนนิ้วมือบนสมาร์ตโฟนทั่วไป และมีความแม่นยำสูงถึงแม้นิ้วมือขณะปลดล็อคจะเปียกเหงื่อหรือเปียกน้ำก็ตาม ตัวระบบก็ยังสามารถตรวจสอบและยืนยันการใช้งานได้แม่นยำและเร็วเหมือนปกติ นอกจากนี้ตำแหน่งการจัดวางตัวเซนเซอร์บนหน้าจอก็ถูกออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงทำให้การใช้งานด้วยมือเดียวสามารถใช้งานได้สะดวกมาก ๆ ครับ

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Performance

ประสิทธิภาพระดับเรือธง ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 5 พร้อม RAM LPDDR5x Ultra และ ROM UFS 4.1

ด้านประสิทธิภาพการประมวลผลหรือการทำงานของ vivo X300 FE จะเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Qualcomm กันบ้างครับ โดยเลือกใช้เป็นชิปตัวท็อปอย่าง CPU Snapdragon 8 Gen 5 เป็นชิปประมวลผลเรือธงที่ออกแบบมาเพื่อความแรงและความลื่นไหลในการใช้งาน โดยตัวชิปเซ็ตดีไซน์แกนประมวลผลแบบ "2+6 All-Big-Core Design"

ทำงานร่วมกับหน่วยความจำ RAM ความเร็วสูง LPDDR5X Ultra ซึ่งมี Speeds Up สูงถึง 9600 Mbps ช่วยให้สลับแอปและใช้งานหลายแอปได้ลื่นไหล และหน่วยความจำบนตัวเครื่อง Storage UFS 4.1 สามารถ Read ได้สูงถึง 4200 MB/s ดังนั้นประสบการณ์การใช้งานและผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผลบอกได้เลยว่า ระดับเรือธง แน่นอนครับ ลื่นไหล ต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

/ VC Liquid Cooling

เมื่อมากับฮาร์ดแวร์ระดับสูง เรื่องของความร้อนในระบบก็เป็นสิ่งที่ต้องมีตามมาตามความแรงด้วย ดังนั้นตัวเครื่องจำเป็นต้องระบบช่วยในด้านของการควบคุมอุณหภูมิด้วย ซึ่งทาง vivo ได้ติดตั้งระบบระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber มาให้บน vivo X300 FE โดยที่ขนาดของ Vapor Champer ใหญ่ถึง 4005 ตร.มม. และเลือกใช้วัสดุเป็นแผ่น Graphite ที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพสูงในด้านการนำพาความร้อนออกจากระบบ ช่วยให้เครื่องยังคงเย็นและเสถียรแม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง

คะแนนทดสอบประสิทธิภาพด้วย Benchmark

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Power & Durability

แบตเตอรี่ BlueVolt ความจุ 6500mAh + ชาร์จไว 90W พร้อมมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น ระดับ IP68 & IP69

vivo X300 FE มากับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ BlueVolt ขนาด 6500mAh บนขนาดตัวเครื่องบางเฉียบ และยังเป็นขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นพี่อย่าง vivo X300 (แบตเตอรี่ 6040mAh) ด้วย ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานขึ้นด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

และถึงแม้จะมากับแบตเตอรี่ขนาดความจุที่เพียงพอต่อการใช้งานในหนึ่งวัน แต่เมื่อต้องชาร์จทาง vivo ก็ใส่เทคโนโลยีชาร์จไวผ่านสาย 90W FlashCharge และรองรับชาร์จไวแบบไร้สาย 40W Wireless FlashCharge รวมทั้งยังรองรับการชาร์จแบบ Bypass และรองรับการชาร์จรูปแบบ PD 3.0, QC 2.0

ในขณะที่ด้านความทนทานของตัวเครื่อง vivo X300 FE ก็มากับมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 & IP69 สามารถทนฝนต่อเนื่องได้นาน 30 นาที และสามารถแช่น้ำได้ลึกสูงสุด 1.5 เมตร โดยยังคงประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับผ่านมาตรฐานทดสอบความทนทานระดับสูง SGS 5 ดาว และมาตรฐาน MIL-STD-810H รองรับแรงกระแทกจากการใช้งานทั่วไป การันตีถึงความทนและอึด และเสริมความอุ่นใจเมื่อใช้งานและเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Operating System

ประสบการณ์ความลื่นไหลเหนือระดับ กับ OriginOS 6

ด้านซอฟต์แวร์ vivo X300 FE จะมากับ OriginOS 6 (Based on Android 16) เหมือนกับพี่ ๆ ในซีรีส์ และทาง vivo ประกาศแพลนการอัปเดตให้ไว้ยาวนานถึง 7 ปี สำหรับแพทความปลอดภัย และได้อัปเดต OS หรือระบบของซอฟต์แวร์ต่อเนื่องนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ดังนั้นประสบการณ์การใช้งานในด้านซอฟต์แวร์หายห่วงได้เลย ลื่นไหล ใช้งานต่อเนื่องได้หลายปี และไร้รอยต่อในด้านการเชื่อมต่อแน่นอนครับ

เพราะ OriginOS 6 เป็นซอฟต์แวร์ OS ที่โดดเด่นหรือเก่งในด้านบริหารจัดการทรัพยากรบนตัวเครื่องมาก ๆ จนได้รับคำชมจากผู้ใช้งานหลายประเทศที่ได้ลองสัมผัสว่า “ลื่นติดนิ้ว สมูธแบบเป็นธรรมชาติ” ซึ่งในการพัฒนาทาง vivo ได้ใช้ 3 เสาหลัก หรือ 3 Core Pillars ในการพัฒนา ประกอบด้วย การประมวลผล (Computing), หน่วยความจำ (Storage) และจอแสดงผล (Display)

โดยที่หลักการหลักคือ การที่ทั้งสามเสานั้น ตัวระบบจะรู้ลำดับขั้นตอนการทำงานว่าขั้นตอนหรือการประมวลผลอะไรสำคัญมากกว่ากัน จึงลดการเกิดปัญหาคอขวดที่มักเกิดขึ้นกับระบบของ Android ที่เป็นระบบปฏิบัติการแบบ Multi-task และทำให้ OriginOS 6 ของ vivo มีความเก่งในด้านบริหารจัดการทรัพยากรบนตัวเครื่องนั่นเองครับ และเราจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีในด้านต่าง ๆ

/ Compatible Ecosystem

vivo X300 FE รองรับการเชื่อมต่อและใช้งานร่วมกับนอกระบบปฏิบัติการ Android ได้หลายอุปกรณ์ไร้รอยต่อ ดังนั้นถ้าใครที่ใช้งานสมาร์ตโฟน vivo X300 FE เป็นกล้องมือถือหรือเป็นมือถือหลักแบบผม ซึ่งในไลฟ์สไตล์ของเรายังไงก็ต้องมีการส่งไฟล์ภาพที่ถ่ายจากสมาร์ตโฟน vivo ออกไปยังอุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ต เพื่อแต่งรูปหรือทำงานในขั้นตอนต่อไปแน่นอนใช่ไหมครับ

เดิมเราหงุดหงิดตรงจะส่งไฟล์ทีไรก็ต้องหาสายมาเสียบไม่ค่อยสะดวกเอาเสียเลย แต่ในเวอร์ชั่นใหม่ของ OriginOS 6 ที่มากับ vivo X300 FE เราสามารถส่งไฟล์ข้ามแพลตฟอร์มได้แล้ว และไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อด้วยสายด้วย สะดวกมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว โดยจะรองรับการใช้งานร่วมกับ

  • รองรับการใช้งานกับ iPad, MacBook และ AirPods
  • รองรับการเชื่อมต่อกับ Windows (screen mirroring)
  • One Tap Transfer ส่งไฟล์ระหว่าง vivo และ iPhone ได้ทันที
  • รองรับทุกอุปกรณ์ Apple ยกเว้น Apple Watch

นอกจากนี้ เมื่อเชื่อมต่อกับ AirPods จะสามารถแสดงผลและใช้งานต่าง ๆ บน Origin Island ได้แล้ว โดย Origin Island หรือแถบแสดงการแจ้งเตือนจะแสดงข้อมูลและการแจ้งเตือนสำคัญแบบเรียลไทม์ โดยที่ระบบจะเข้าใจบริบทการใช้งานของเราด้วย รวมทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ด้านเสียงของ vivo เองอย่าง vivo Spatial Audio ที่สามารถเพิ่มมิติของเสียง มอบประสบการณ์การฟังสมจริง และ Immersive มากขึ้นผ่านหูฟังไร้สาย

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Wrap-up

บทสรุปของ vivo X300 FE

vivo X300 FE เป็นสมาร์ตโฟนที่ผมมองว่า ในด้านของประสิทธิภาพการทำงานและประสบการณ์การถ่ายรูปทำออกมาได้ดีไม่ได้ด้อยไปกว่า vivo X300 ที่เป็นรุ่นมาตรฐานเลยล่ะครับ ทั้งการถ่ายภาพที่ให้ภาพถ่ายที่สวย คมชัด ตามสไตล์กล้องมือถือ vivo ที่หวังผลได้อยู่แล้ว โหมดพอร์ตเทรตก็ไม่มีอะไรต้องพูดเลย หวังผลได้แน่นอนถ่ายเทคเดียวก็เอาอยู่

โหมดถ่ายภาพที่ใส่มาให้ใน vivo X300 ก็ใส่มาให้ครบไม่ต่างกัน ถึงแม้บางโหมดอาจมีข้อจำกัดการใช้งานเข้ามา แต่ภาพรวมก็ยังคงมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดี หรือแม้แต่การรองรับ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการถ่ายภาพระยะไกล ทาง vivo ก็ไม่ได้กั๊กจัดมาให้เต็มระบบเลยทีเดียว

ด้านสเปกตัวเครื่องก็จัดมาให้ในระดับสมาร์ตโฟนเรือธงเลยทีเดียว ทั้ง RAM และ Storage เป็นชนิด LPDDR5x Ultra และ UFS 4.1 จะมีเพียงจุดเดียวที่น่าจะเป็นจุดตัดสินใจได้ดีทีเดียว เพราะครั้งนี้กลับมาใช้ชิปเซ็ตของ Qualcomm อย่าง Snapdragon 8 Gen 5 ซึ่งก็ถือว่าเป็นชิปเซ็ตระดับท็อปอยู่

ดังนั้น ผมมองว่า vivo X300 FE เป็นรุ่นที่ทาง vivo นำเข้ามาเสริมประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่กำลังสนใจ vivo X300 Seires ในด้านของดีไซน์ตัวเครื่องที่แปลกใหม่และกำลังได้ความนิยมกับดีไซน์สไตล์สมาร์ตโฟนสาย "Air" และราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากรุ่นมาตรฐานอย่าง vivo X300 ที่ได้รีวิวให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันไปก่อนหน้านี้ ถ้าสองสิ่งนี้ที่ทำให้เพื่อน ๆ ที่กำลังสนใจ vivo X300 เกิดความลังเลอยู่ vivo X300 FE คือรุ่นที่เข้าตอบคำถามและทะลายความลังเลนั้นให้กับเพื่อน ๆ นั่นเองครับ

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

Price & Availability

ราคา การวางจำหน่าย และโปรโมชัน

vivo X300 FE สมาร์ตโฟนดีไซน์บางเบา กล้อง ZEISS สุดโปร "เทคเดียวก็เอาอยู่" มาพร้อม 3 ตัวเลือกสีสุดสดใส สีม่วง Mist Purple, สีขาว Glow White และสีดำ Luxe Black วางจำหน่ายใน 2 รุ่นความจุ

  • vivo X300 FE รุ่น 12GB + 256GB ราคา 27,999 บาท
  • vivo X300 FE รุ่น 12GB + 512GB ราคา 31,999 บาท

และสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการขยายขีดจำกัดของพลังซูม vivo X300 FE ตัวเครื่องพร้อมชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm วางจำหน่ายใน 2 รุ่นความจุ ได้แก่ รุ่น 12GB + 256GB ราคา 33,999 บาท และรุ่น 12GB + 512GB ราคา 37,999 บาท

และรับของสมนาคุณพิเศษมากมาย

  • ต่อที่ 1 : vivo Care ประกันตัวเครื่อง 2 ปี + ประกันหน้าจอแตก 2 ปี + ประกันแบตเตอรี่ 4 ปี (มูลค่า 19,999 บาท)
  • ต่อที่ 2 : รับฟรี vivo Buds Pro (มูลค่า 1,999 บาท)

พร้อมโปรโมชันพิเศษ "เก่าแลกใหม่" รับส่วนลดเพิ่มเติมจากราคาประเมินสูงสุด 5,000 บาท

เปิด Pre-order ตั้งแต่วันที่ 22 - 27 พฤษภาคม 2569 และจะเปิดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขา, ช่องทางออนไลน์ Shopee : shopee.co.th/8KmWjjzvOD, Lazada : lazada.co.th/s.Z6o1g3, Tiktok Shop : tiktok.com/ZS9YPGy7QHnFb-6EDfa และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

#vivoX300FE
#เทคเดียวก็เอาอยู่
#ZEISSImage

⇑ ย้อนกลับไปเลือกหัวข้อ

/ บทความรีวิวล่าสุด

รีวิว nubia Neo 5 GT 5G สมาร์ตโฟนเกมมิ่งหนึ่งเดียวในคลาสที่บิ้วอินพัดลมในตัว!

รีวิว nubia Neo 5 5G เกมมิ่งสมาร์ตโฟนรุ่นเริ่มต้นสำหรับเกมเมอร์ สเปกสุดคุ้ม ในงบเพียง 7,999 บาท!

รีวิว OPPO Find X9 Ultra ครั้งแรกของอุตสาหกรรม กับกล้อง Hasselblad 50MP เทเลโฟโต้ ซูมออปติคอล 10 เท่า

รีวิว vivo Y31d สมาร์ตโฟนสำหรับไรเดอร์ตัวจริง! แบต 7200mAh จอสว่าง ทนทาน

รีวิว OPPO Enco Air5 Pro หูฟังไร้สาย TWS พร้อมตัดเสียงรบกวนเรียลไทม์ระดับ 55 เดซิเบล รองรับการใช้งาน 2 อุปกรณ์

—————
▶︎ อัปเดตข่าวสาร และบทความต่างๆ
คลิกดูต่อที่ insight-daily.com ได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...