AI ผู้ร้ายตัวใหม่ความยั่งยืน ด้านมืดนวัตกรรมเปลี่ยนโลก
ท่านทราบหรือไม่ว่า ตอนถุงพลาสติกเปิดตัว เป็นนวัตกรรมแทนกระดาษ ลดการตัดไม้ทำลายป่า ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง
ตอนนี้เรารณรงค์จนพลาสติกถูกบังคับให้เป็น “วัสดุหมุนเวียน” ที่ต้องจัดการตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ ปัญหาขยะพลาสติกคงจะหมดไปในไม่ช้า แต่เรากำลังเผชิญ “ผู้ร้ายตัวใหม่ที่ร้ายแรงกว่า” สร้างปัญหาเขย่าวงการความยั่งยืน
AI จะเป็นผู้ร้ายได้อย่างไร จากข้อมูลที่เราเฝ้าติดตาม คนทั่วโลก 1 ใน 5 ใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน คาดว่ามีคนใช้งานกว่า 3 พันล้านคน วันละหลายครั้ง และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการส่งคำสั่ง Prompt ใน ChatGPT ที่เดียวสูงถึง 2,500 ล้านครั้งต่อวัน เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 53% ต่อ 47% เป็นผู้อยู่ในวัยทำงานราว 70% และเชื่อไหมว่าเกือบ 75% เป็นคำสั่งคำถามส่วนตัว เช่น การปรึกษาปัญหาชีวิต หาไอเดีย ดูดวง และเจนรูปสวย ๆ ขำ ๆ เล่นสนุก
แต่ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า แม้ AI จะเป็นเครื่องมือให้มนุษย์ฉลาดขึ้น แต่กลไกของAI ในยุคต้นนี้ มันกระหายน้ำ หิวไฟฟ้า และบั่นทอนสมองมนุษย์ ถ้าใช้ไม่ถูกต้องจะทำลายสิ่งแวดล้อม ชุมชน และในที่สุดทำร้ายสมองของมนุษย์
คำถามAI ครั้งหนึ่งใช้พลังงานมากกว่าหาในGoogle ถึง10 เท่า และการคุยกับ AI 10-20 คำถาม AI จะกินน้ำราว 1 ขวด 500 มิลลิลิตร เพราะว่าการประมวลข้อมูลของดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้ามาก เกิดความร้อนสูง ปลดปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาล และแย่งแหล่งน้ำสะอาดกับชุมชน
จากการสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ เราจะเห็นคนรอบตัวคิดน้อยลง ถาม AI มากขึ้น อะไรที่ขี้เกียจอ่านก็ให้ AI สรุปมา อะไรที่ขี้เกียจเขียนก็ให้ AI เขียนให้ เมื่อคนเราคิดน้อยลง อ่านน้อยลง เขียนน้อยลง สมองของมนุษย์เราก็อ่อนแอลง การคิดวิเคราะห์ (CriticalThinking) ก็ไม่เป็น การคิดสร้างสรรค์ (Design Thinking) ก็ไม่ออก การแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องรอถาม AI แม้แต่ข้อมูลที่บิดเบือน และข้อมูลปลอม เราก็จะเชื่อโดยง่ายเพราะขาดสามัญสำนึก (Common Sense)
ขณะที่คนทั่วโลกกว่า3 พันล้านคนขี้เกียจขึ้น สมองฝ่อลงเรื่อย ๆ เพราะ AI หลายคนขี้เหงาคุยกับ AI เป็นเพื่อนทั้งวัน อีกหลายคนเจนรูปเล่น ส่งไปโชว์ใน Tik Tok ขณะนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ของ AI ก็กำลังดูดน้ำจนแห้ง แย่งแหล่งพลังงาน ปลดปล่อยคาร์บอนมหาศาล ในไม่ช้าถ้าเราใช้ AI ไม่เป็น นวัตกรรมนี้จะกลายเป็น “ผู้ร้ายตัวใหม่ ที่ทำลายความยั่งยืน”.