รับสิทธิไม่ถึง30ล้าน ‘คลัง’ยันจบแค่ไหนแค่นั้น/สภาได้ฤกษ์ถกญัตติใช้เงินกู้
“คลัง” ยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียนรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เผยยอดล่าสุดอยู่ที่ 26 ล้าน ร้านค้าร่วมกว่าล้านแห่ง กลุ่มอายุ 31-45 ปีพาเหรดใช้มากสุด “ปกรณ์” เผยคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามข้อเท็จจริงไม่มีการแก้ไข “พริษฐ์” ขอบคุณวิปรัฐบาลได้ฤกษ์ถกตั้ง กมธ.เกาะติดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทในวันพุธที่ 4 มิ.ย.
เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ว่าล่าสุดมีผู้ได้สิทธิประมาณ 26 ล้านสิทธิ จากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยยังมีสิทธิเหลืออยู่ประมาณ 4 ล้านสิทธิ ซึ่งวันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 22.00 น. เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียน ยืนยันจะไม่มีการขยายเวลาลงทะเบียนเพิ่มแน่นอน เพราะการลงทะเบียนครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว เนื่องจากโครงการนี้ออกมาเพื่อบรรเทาปัญหาปากท้อง และพยุงผู้ประกอบการรายย่อย จึงเตรียมสิทธิไว้มากเป็นพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้เข้าถึงการช่วยเหลือ
“จำนวนสิทธิที่เหลือภายหลังจากการปิดลงทะเบียนแล้วนั้น อาจพิจารณานำเงินส่วนนี้ไปใช้ในโครงการอื่นๆ เพราะยังมีอีกหลายโครงการที่รัฐบาลจะทยอยออกมาช่วยเหลือ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือชดเชยค่าพลังงานให้กับผู้ประกอบการขนส่งขนาดเล็กของกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือน พ.ค.นี้ ก็อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะมีโครงการออกมาช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไร คาดว่าจะเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะประชุมเร็วๆ นี้” นายวินิจกล่าว
นายวินิจยังกล่าวถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมตามที่กำหนดไว้ 2 เดือน (มิ.ย.-ก.ค.) จากนั้นจะคัดกรองคุณสมบัติใหม่อีกครั้ง ซึ่งความคืบหน้าการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา โดยจะแจ้งรายละเอียดให้ประชาชนทราบทันทีเมื่อมีความชัดเจน
ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พ.ค. มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,207,092 ราย และลงทะเบียนสำเร็จได้รับสิทธิแล้ว 25,480,764 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 18,840,065 ราย หรือ 74% ขณะที่ผู้ลงทะเบียนรายใหม่ 6,640,699 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รองโฆษกฯ กล่าวว่า หากจำแนกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31-45 ปี เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุด จำนวนกว่า 8.2 ล้านราย รองลงมาคือกลุ่มอายุ 46-60 ปี จำนวน 7.2 ล้านราย และกลุ่มอายุ 21-30 ปี จำนวน 4.7 ล้านราย ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้หญิงลงทะเบียนสำเร็จ 14.3 ล้านราย คิดเป็น 56% และผู้ชาย 11.2 ล้านราย คิดเป็น 44% ส่วนร้านค้ามีการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,029,161 ราย โดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,025,038 ราย และมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 652,980 ราย
น.ส.ลลิดากล่าวอีกว่า ร้านอาหารและเครื่องดื่มยังคงเป็นกลุ่มกิจการที่เข้าร่วมมากที่สุด 581,210 ราย รองลงมาได้แก่ร้านค้าทั่วไปและอื่นๆ 270,732 ราย, ร้านธงฟ้า 160,611 ราย, ร้าน OTOP 10,571 ราย รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชนสาธารณะอีกกว่า 1,900 ราย สำหรับการกระจายตัวในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด 199,900 ราย คิดเป็น 19% รองลงมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 153,581 ราย, ภาคใต้ 150,333 ราย, ภาคกลาง 132,881 ราย และภาคตะวันออก 108,124 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด คือ กทม., ชลบุรี, สมุทรปราการ, นนทบุรี และปทุมธานี
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนต่อมาตรการไทยช่วยไทยพลัสเป็นไปในทิศทางบวก ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่าโครงการจะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราว 0.2-0.3% และอาจสูงถึง 0.5% หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ
ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลได้ยื่นคำชี้แจงเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่มีการแก้ไขประเด็นใดๆ เพิ่มเติม
“หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน ส่วนกรณีศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณา” นายปกรณ์กล่าว
วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาที่สอง เป็นประธาน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอเปลี่ยนระเบียบวาระ ให้นำญัตติเรื่องขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขึ้นมาพิจารณาก่อน โดยให้มีผลการประชุมครั้งถัดไป เนื่องจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่าให้ญัตติดังกล่าวเป็นเรื่องด่วน และให้วิปสองฝ่ายไปคิดกัน ซึ่งวิปสองฝ่ายได้ข้อสรุปตรงกันว่า ในการประชุมครั้งถัดไปจะให้ญัตตินี้เป็นคิวแรก เสมือนว่าเป็นเรื่องด่วนเลย หากการประชุมในวันที่ 4 มิ.ย. พิจารณาไม่ทัน ก็ให้เป็นการประชุมครั้งถัดไปได้
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปรัฐบาล อภิปรายว่า ได้พูดคุยและหารือระหว่างวิปสองฝ่ายถึงญัตติดังกล่าว ซึ่งก็เห็นใจเพื่อนสมาชิก จึงตกลงร่วมกันว่าจะเลื่อนญัตติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาถัดจากญัตติที่มีการเลื่อนไปก่อนหน้านี้
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า เมื่อญัตติดังกล่าวถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นญัตติแรกในการประชุมครั้งถัดไป คือวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. หากการพิจารณาไม่เสร็จ ขอให้ไปพิจารณาต่อในครั้งถัดไปคือวันพุธที่ 10 มิ.ย. ซึ่งขอขอบคุณวิปรัฐบาลที่ประสานงานอย่างราบรื่น เพราะเราเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องด่วน แต่ไม่อยากให้ข้อตกลงและการทำงานที่ราบรื่นระหว่างวิปทั้งสองฝ่ายไปหักล้างบรรทัดฐานที่ควรเกิดขึ้น ว่าหากเรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วนควรถูกวินิจฉัยโดยประธานสภาฯ ตั้งแต่ต้น เพื่อที่จะได้ถูกบรรจุในระเบียบวาระเป็นเรื่องแรกๆ และขอฝากไปถึงประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ว่าหากในอนาคตมีความจำเป็นว่าต้องวินิจฉัยเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน หรืออยากให้เชิญผู้เสนอญัตติมาร่วมหารือในคณะกรรมการที่รับผิดชอบด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
นายกรวีร์กล่าวว่า ไม่ขัดข้องที่จะไปพิจารณาญัตติดังกล่าวในวันที่ 4 มิ.ย.หรือจะ 10 มิ.ย. แต่การบอกว่าบรรจุเป็นญัตติด่วนหรือไม่ด่วน ต้องขอชี้แจงว่าสิทธิในการพิจารณาไม่ได้อยู่ที่พวกเรา แต่อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะพิจารณาเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ แต่เมื่อประธานพิจารณาว่าไม่ใช่เรื่องด่วน และได้พูดคุยกัน ให้เลื่อนญัตติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา จึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกันด้วย.