โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รับสิทธิไม่ถึง30ล้าน ‘คลัง’ยันจบแค่ไหนแค่นั้น/สภาได้ฤกษ์ถกญัตติใช้เงินกู้

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 3.31 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“คลัง” ยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียนรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เผยยอดล่าสุดอยู่ที่ 26 ล้าน ร้านค้าร่วมกว่าล้านแห่ง กลุ่มอายุ 31-45 ปีพาเหรดใช้มากสุด “ปกรณ์” เผยคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามข้อเท็จจริงไม่มีการแก้ไข “พริษฐ์” ขอบคุณวิปรัฐบาลได้ฤกษ์ถกตั้ง กมธ.เกาะติดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทในวันพุธที่ 4 มิ.ย.

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ว่าล่าสุดมีผู้ได้สิทธิประมาณ 26 ล้านสิทธิ จากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยยังมีสิทธิเหลืออยู่ประมาณ 4 ล้านสิทธิ ซึ่งวันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 22.00 น. เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียน ยืนยันจะไม่มีการขยายเวลาลงทะเบียนเพิ่มแน่นอน เพราะการลงทะเบียนครั้งนี้ประสบความสำเร็จแล้ว เนื่องจากโครงการนี้ออกมาเพื่อบรรเทาปัญหาปากท้อง และพยุงผู้ประกอบการรายย่อย จึงเตรียมสิทธิไว้มากเป็นพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้เข้าถึงการช่วยเหลือ

“จำนวนสิทธิที่เหลือภายหลังจากการปิดลงทะเบียนแล้วนั้น อาจพิจารณานำเงินส่วนนี้ไปใช้ในโครงการอื่นๆ เพราะยังมีอีกหลายโครงการที่รัฐบาลจะทยอยออกมาช่วยเหลือ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือชดเชยค่าพลังงานให้กับผู้ประกอบการขนส่งขนาดเล็กของกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือน พ.ค.นี้ ก็อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะมีโครงการออกมาช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไร คาดว่าจะเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะประชุมเร็วๆ นี้” นายวินิจกล่าว

นายวินิจยังกล่าวถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมตามที่กำหนดไว้ 2 เดือน (มิ.ย.-ก.ค.) จากนั้นจะคัดกรองคุณสมบัติใหม่อีกครั้ง ซึ่งความคืบหน้าการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา โดยจะแจ้งรายละเอียดให้ประชาชนทราบทันทีเมื่อมีความชัดเจน

ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พ.ค. มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,207,092 ราย และลงทะเบียนสำเร็จได้รับสิทธิแล้ว 25,480,764 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 18,840,065 ราย หรือ 74% ขณะที่ผู้ลงทะเบียนรายใหม่ 6,640,699 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกฯ กล่าวว่า หากจำแนกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31-45 ปี เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุด จำนวนกว่า 8.2 ล้านราย รองลงมาคือกลุ่มอายุ 46-60 ปี จำนวน 7.2 ล้านราย และกลุ่มอายุ 21-30 ปี จำนวน 4.7 ล้านราย ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้หญิงลงทะเบียนสำเร็จ 14.3 ล้านราย คิดเป็น 56% และผู้ชาย 11.2 ล้านราย คิดเป็น 44% ส่วนร้านค้ามีการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,029,161 ราย โดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,025,038 ราย และมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 652,980 ราย

น.ส.ลลิดากล่าวอีกว่า ร้านอาหารและเครื่องดื่มยังคงเป็นกลุ่มกิจการที่เข้าร่วมมากที่สุด 581,210 ราย รองลงมาได้แก่ร้านค้าทั่วไปและอื่นๆ 270,732 ราย, ร้านธงฟ้า 160,611 ราย, ร้าน OTOP 10,571 ราย รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชนสาธารณะอีกกว่า 1,900 ราย สำหรับการกระจายตัวในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด 199,900 ราย คิดเป็น 19% รองลงมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 153,581 ราย, ภาคใต้ 150,333 ราย, ภาคกลาง 132,881 ราย และภาคตะวันออก 108,124 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด คือ กทม., ชลบุรี, สมุทรปราการ, นนทบุรี และปทุมธานี

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนต่อมาตรการไทยช่วยไทยพลัสเป็นไปในทิศทางบวก ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่าโครงการจะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราว 0.2-0.3% และอาจสูงถึง 0.5% หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลได้ยื่นคำชี้แจงเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่มีการแก้ไขประเด็นใดๆ เพิ่มเติม

“หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน ส่วนกรณีศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณา” นายปกรณ์กล่าว

วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาที่สอง เป็นประธาน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอเปลี่ยนระเบียบวาระ ให้นำญัตติเรื่องขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขึ้นมาพิจารณาก่อน โดยให้มีผลการประชุมครั้งถัดไป เนื่องจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่าให้ญัตติดังกล่าวเป็นเรื่องด่วน และให้วิปสองฝ่ายไปคิดกัน ซึ่งวิปสองฝ่ายได้ข้อสรุปตรงกันว่า ในการประชุมครั้งถัดไปจะให้ญัตตินี้เป็นคิวแรก เสมือนว่าเป็นเรื่องด่วนเลย หากการประชุมในวันที่ 4 มิ.ย. พิจารณาไม่ทัน ก็ให้เป็นการประชุมครั้งถัดไปได้

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปรัฐบาล อภิปรายว่า ได้พูดคุยและหารือระหว่างวิปสองฝ่ายถึงญัตติดังกล่าว ซึ่งก็เห็นใจเพื่อนสมาชิก จึงตกลงร่วมกันว่าจะเลื่อนญัตติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาถัดจากญัตติที่มีการเลื่อนไปก่อนหน้านี้

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า เมื่อญัตติดังกล่าวถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นญัตติแรกในการประชุมครั้งถัดไป คือวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. หากการพิจารณาไม่เสร็จ ขอให้ไปพิจารณาต่อในครั้งถัดไปคือวันพุธที่ 10 มิ.ย. ซึ่งขอขอบคุณวิปรัฐบาลที่ประสานงานอย่างราบรื่น เพราะเราเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องด่วน แต่ไม่อยากให้ข้อตกลงและการทำงานที่ราบรื่นระหว่างวิปทั้งสองฝ่ายไปหักล้างบรรทัดฐานที่ควรเกิดขึ้น ว่าหากเรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วนควรถูกวินิจฉัยโดยประธานสภาฯ ตั้งแต่ต้น เพื่อที่จะได้ถูกบรรจุในระเบียบวาระเป็นเรื่องแรกๆ และขอฝากไปถึงประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ว่าหากในอนาคตมีความจำเป็นว่าต้องวินิจฉัยเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน หรืออยากให้เชิญผู้เสนอญัตติมาร่วมหารือในคณะกรรมการที่รับผิดชอบด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

นายกรวีร์กล่าวว่า ไม่ขัดข้องที่จะไปพิจารณาญัตติดังกล่าวในวันที่ 4 มิ.ย.หรือจะ 10 มิ.ย. แต่การบอกว่าบรรจุเป็นญัตติด่วนหรือไม่ด่วน ต้องขอชี้แจงว่าสิทธิในการพิจารณาไม่ได้อยู่ที่พวกเรา แต่อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะพิจารณาเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ แต่เมื่อประธานพิจารณาว่าไม่ใช่เรื่องด่วน และได้พูดคุยกัน ให้เลื่อนญัตติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา จึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกันด้วย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...