ญาญ่าญิ๋ง คือใคร? เป็นอะไรกับ ‘หญิง รฐา’ กับแนวทางการตัวรอด ในแบบฉบับของเธอ
ญาญ่าญิ๋ง กับ หญิง รฐา เป็นอะไรกัน?
จุดเริ่มต้นของประโยคคำถามดังกล่าว เกิดจากกระแสความนิยมของซีรีส์กฎหมายแนวสืบสวนสอบสวนในชั้นศาลอย่าง ‘ทนายปีศาจ’ ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นกระแสในช่วงนี้
เมื่อเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเคยรับชมผลงานการแสดงต่างพากันชื่นชมและพูดถึงนักแสดงนำของเรื่องในชื่อ ‘หญิง รฐา’ ในขณะที่แฟนคลับหรือคนทั่วไปที่เคยติดตามผลงานทั้งในรูปแบบของนักร้องและนักแสดงในช่วงยุค 90s กลับพูดถึงนักแสดงนำในนามของ ‘ญาญ่าญิ๋ง’ จนเกิดเป็นคำถามเชิงหยอกล้อในโลกออนไลน์ ว่าสรุปแล้วญาญ่าญิ๋งคือใคร แล้วทำไมคนกลับมาพูดถึงชื่อนี้ ทั้งที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะในบทบาทของนักแสดงในวันนี้ หรือนักร้องและศิลปินในวันนั้น ทั้งหญิง รฐา และ ญาญ่าญิ๋ง ทั้งสองชื่อนี้คือคนคนเดียวกันอย่างที่เราต่างทราบกันนั่นเอง
การหยอกล้อครั้งนี้จะไม่ได้บ่งบอกถึงแค่ช่องว่างระหว่างวัย แต่กลับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยการันตีถึงคุณภาพว่า หญิง - รฐา โพธิ์งาม คือนักแสดงที่สามารถก้ามข้ามภาพจำเดิมๆ และเกิดใหม่ในฐานะนักแสดงนำคุณภาพมากฝีมือได้อย่างไร้ข้อกังขา
นอกเหนือจากการเชือดเฉือนข้อกฎหมายในชั้นศาลแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้ชม คือการตีความตัวละครและการทำการบ้านเบื้องหลังมาอย่างหนัก ซึ่งช่วยสร้างพลังและเพิ่มมิติให้กับทั้งตัวละคร เรื่องราว ภาพรวมของซีรีส์ และถ่ายทอดออกมาเป็นทนายจิตตรี ผ่านการแสดงของรฐา โพธิ์งาม ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากย้อนมองเส้นทางในวงการบันเทิง ที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ‘ญาญ่าญิ๋ง’ ศิลปินเดี่ยว ที่มีเพลงฮิตติดหูอย่าง เจ็บนิด…นิด หรือ อีรุงตุงนัง หรือจะในฐานะศิลปินกลุ่มอย่างเพลง จีนี่ จ๋า หรือ ผีเสื้อราตรี ของ 2002 ราตรี รวมถึงบทบาทการแสดง ตั้งแต่ละครโทรทัศน์ที่ได้เป็นนักแสดงนำเต็มตัวเรื่องแรกอย่าง บทบัวไล ในฝากดินกลิ่นดาว (2547) บทแคชฟียา ในละครครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2550) บทบุญเลื่อง ในภาพยนตร์จันดารา (2555-2556) และบทเจ๊ออย ในซิตคอมเรื่องเสือ ชะนี เก้ง (2559-2564)
แม้ในบางช่วงเวลา ญาญ่าญิ๋งอาจไม่ได้อยู่ในจุดที่เรียกว่าศิลปินที่กระแสแรงฉุดไม่อยู่ แต่เธอกลับเป็นนักแสดงที่สามารถอยู่รอดในทุกยุคทุกสมัยและทุกช่วงเวลาของวงการบันเทิงได้ เมื่อกระแสของวงการเพลงเริ่มเปลี่ยนผ่าน เธอไม่ปล่อยให้ตัวเองหยุดนิ่งแต่เลือกที่จะก้าวเข้าสู่วงการแสดงอย่างเต็มตัว ทั้งละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และละครเวที ซึ่งความพยายามในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนั้น ไม่ว่าเส้นแบ่งระหว่าง ญาย่าญิ๋ง และ หญิง รฐา จะอยู่ตรงไหนหรือช่วงเวลาใด แต่เธอเองก็กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้กำกับที่ต้องการนักแสดงที่ ‘เข้าถึงบทบาท’ และ ‘มีวินัย’ ไปแล้ว
นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย เธอยังเป็นหนึ่งในนักแสดงไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถทลายกำแพงภาษาและวัฒนธรรม ก้าวสู่การเป็นนักแสดงระดับอินเตอร์ โดยมีผลงานระดับโลกอย่าง Only God Forgives (2013) ภาพยนตร์ระทึกขวัญที่กำกับโดย Nicolas Winding Refn ประกบคู่กับนักแสดงระดับโลกอย่าง Ryan Gosling และที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) ทำให้เธอได้มีโอกาสเดินพรมแดงและสร้างชื่อเสียงในระดับสากล
และ Mechanic: Resurrection (2016) ภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่เธอได้ร่วมงานกับนักแสดงชื่อดังอย่าง Jason Statham และ Jessica Alba ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับโปรดักชันระดับฮอลลีวูด
ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังมีผลงานพากย์เสียงภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก โดยได้รับเลือกจากค่าย Disney ให้พากย์เสียงภาษาไทยให้กับตัวละคร มาเลฟิเซนต์ (Maleficent) ที่รับบทโดย Angelina Jolie ในภาพยนตร์ฉบับไลฟ์แอ็กชันทั้ง 2 ภาค ได้แก่ Maleficent (2014) และ Maleficent: Mistress of Evil (2019) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่มอบทั้งโอกาสและประสบการณ์ รวมถึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในทุกด้านจริงๆ
แต่กว่าจะมาเป็นหญิง รฐาในปัจจุบัน ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป Thairath Plus ได้รวบรวมแนวคิดในการใช้ชีวิตที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในยุคปัจจุบัน จากบทสัมภาษณ์บางส่วนในรายการ TODAY SHOW เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 และนี่คือคู่มือการเอาตัวรอดที่ทำให้ญาญ่าญิ๋งเป็นหญิง รฐาได้ในทุกวันนี้
1. ตั้งสติ เข้าใจ และยอมรับความจริง
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา ทั้งในเรื่องหนี้ และผลงานส่วนตัว สิ่งแรกที่ญาญ่าญิ๋งเลือกทำคือการยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้วบนโลกใบนี้ เพราะการปฏิเสธความจริงมีแต่จะย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง แทนที่จะตื่นตระหนก แต่ให้เลือกดึงสติกลับมาและเตรียมพร้อมรับผลที่ตามมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม โดยคิดเผื่อไว้เสมอว่าหากเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นจะรับมืออย่างไร การเตรียมร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงตั้งแต่แรก จะช่วยให้เรามีสติและผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างมั่นคง
2. เรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้
ประสบการณ์ที่ยากลำบากในอดีตได้สอนให้ญาญ่าญิ๋งเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ คนที่เคยผ่านความล้มเหลว ล้มลุกคลุกคลาน หรือผิดหวังมาก่อน ย่อมมีภูมิคุ้มกันชีวิตที่แข็งแรงกว่า เพราะความทุกข์มักจะสอนบทเรียนที่มีค่าได้มากกว่าความสุขเสมอ วิกฤตครอบครัวที่ญาญ่าญิ๋งเคยเผชิญได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานบวก เป็นแรงผลักดันให้รับผิดชอบ เพื่อรักษาสัญญาที่จะดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด
3. วินัย คือเกราะป้องกันตัว
วินัยคือรากฐานของความสำเร็จที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน อย่างการตรงต่อเวลา การรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไปจนถึงการดูแลตัวเองให้พร้อมทำงานอยู่เสมอ และการมีวินัยต่อตัวเองยังหมายถึงความรับผิดชอบที่มีต่อส่วนรวมอีกด้วย
4. การปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่
ญาญ่าญิ๋งมักจะพยายามมองหาข้อดีในสถานการณ์ที่เลวร้าย พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เช่น การใช้เวลาช่วงที่ต้องหยุดพักงานมาใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัว อย่างการฝึกทำอาหาร การดูแลบ้าน หรือการมีเวลาว่างให้กับครอบครัว รวมถึงหลักการการใช้ชีวิตคู่ ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และพูดคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา
5. การเคารพตัวเองด้วยการดูแลตัวเอง
ญาญ่าญิ๋งไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษะการแสดง การดูแลรูปร่างหน้าตา การออกกำลังกาย หรือการฝึกทักษะด้านภาษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการลงทุนในตัวเอง ที่ทำให้ญาญ่าญิ๋งพร้อมคว้าโอกาสใหญ่ๆ ทันที เมื่อโอกาสมาถึง ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติงาน ให้เกียรติคนอื่น และเป็นการให้คุณค่ากับตัวเองอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะจดจำในฐานะ ‘ญาญ่าญิ๋ง’ นักร้องในยุค 90s ในวันนั้น หรือ ‘หญิง รฐา’ นักแสดงหญิงมากฝีมือที่ผ่านงานแสดงมาแล้วทุกรูปแบบในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือ ‘ความตั้งใจ’ ทุกบทบาทที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นผลงานเพลงในอดีต หรือจะบทบาทสมทบ ตัวร้าย หรือนักแสดงนำ รฐา โพธิ์งาม ได้สวมจิตวิญญาณของการเป็นศิลปิน ให้เกียรติกับงานและให้คุณค่าในตัวเองเสมอ
อ้างอิง
บทสัมภาษณ์ รายการ TODAY SHOW เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 63
บทความต้นฉบับได้ที่ : ญาญ่าญิ๋ง คือใคร? เป็นอะไรกับ ‘หญิง รฐา’ กับแนวทางการตัวรอด ในแบบฉบับของเธอ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath