โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

‘อดีตแคดดี้’ ไม่ทนโร่แจ้งเอาผิด ‘แม่-ลูก’ ทำร้ายร่างกายสาหัส เรียกค่าเสียหายแสนบาท

เดลินิวส์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • เดลินิวส์
“อดีตสาวแคดดี้” ที่ถูกแม่-ลูก รุมทำร้ายร่างกายเหตุจากความไม่พอใจที่ผู้บาดเจ็บ เก็บโทรศัพท์มือถือไอโฟนได้ แต่กลับไม่นำส่งคืน ล่าสุดเดินทางเข้าแจ้งความเอาผิดคู่กรณีฐานทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสแล้ว พร้อมเรียกค่าทำขวัญ ค่าเสียหาย รวมกว่า 1 แสนบาท

จากกรณีที่มี นางสาว ภภัทรพร (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี อดีตแคดดี้ถูกลูกแม่ลูกแคดดี้ที่ทำงานเดียวกัน รุมทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส เหตุมาจากเรื่องที่ น.ส.ภัทรพร เก็บโทรศัพท์ไอโฟนได้ไม่ยอมส่งคืนและพยามไปที่ร้านโทรศัพท์เพื่อให้ทางร้านปดล็อกไอคาว กระทั่งเจ้าของโทรศัพท์ติดตาม GPS จนพบว่าอยู่ที่ร้านโทรศัพท์ในตลาดแห่งหนึ่งย่านบางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จนทำให้ฝ่ายสองแม่ลูกเจ้าของโทรศัพท์พากันรุมทำร้ายร่างกายของ น.ส.ภัทรพร จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (22 มิ.ย.) ผู้ดูแลตลาดที่เกิดเหตุ ได้เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้ตว่า ขณะเกิดเหตุหลายคนพยามเข้าไปห้ามไปช่วยแยกกันออกและแต่ผู้ก่อเหตุไม่มีใครฟังจนต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาระงับเหตุ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดของทางตลาดจับภาพได้ชัดเจน ตั้งเริ่มแรกจนกระทั่งตำรวจมาถึง พบว่ามีการก่อเหตุนานกือบ 20 นาที โดยภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นว่า น.ส.ภัทรพร นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ของทางตลาดที่หน้าร้านโทรศัพท์ ในระหว่างทางเธอนำเอาโทรศัพท์ให้ทางร้านตรวจสอบและปลดล็อกไอคาว ซึ่งระหว่างที่ทางร้านกำลังแจ้งกลับมาว่าปลดไม่ได้

เป็นจังหวะเดียวกันที่ ฝั่งของเจ้าของโทรศัพท์เธอเดินทางมาถึงพร้อมกับมารดา ก่อนที่จะมีการทำร้ายร่างกายในทันที โดยฝ่ายแม่ใช้เท้ากระทืบซ้ำเข้าไปที่ศรีษะและใบหน้าของ น.ส.ภัทรพร หลายครั้ง โดยให้ฝ่ายลูกสาวนั่งทับร่างของผู้บาดเจ็บเอาไว้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้เท้ากดเข้าไปที่ลำคอของผู้บาดเจ็บ ซึ่งอีกฝ่ายไม่สามารถขัดขืนอะไรได้ จนกระทั่งตำรวจมาถึง จึงได้หยุดการทำร้ายอีกฝ่าย

ขณะเดียวกัน น.ส.ภัทรพร ผู้บาดเจ็บ ได้เดินทางนำเอกสารใบรับรองแพทย์ มาแจ้งความดำเนินคดีกับ แม่-ลูก คู่กรณีที่รุมทำร้ายร่างกายจนอาการสาหัสแล้ว โดยในในรับรองแพทย์ระบุว่า สมองบวมและดั้งจมูกหักต้องพักรักษาตัวอาการที่ดั้งจมูกอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งภายหลัง น.ส.ภัทรพร ได้เปิดเผยว่า เก็บโทรศัพท์เครื่องนี้ได้ที่ร่องน้ำในห้องน้ำของสนามกอล์ฟ ซึ่งพบว่าเครื่องเปียกน้ำ จึงนำกลับมาที่ห้องพักกระทั่ง

ผ่านไป 3 วัน ตนไม่มีสายชาร์จ พอมาวันที่ 21 มิถุนายน ตนเองต้องเดินทางไปติดต่อธนาคารเพื่อทำสิทธิ์สวัสดิการบัตรคนจน ที่ห้างสรรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พอเสร็จก็เดินทางกลับมาที่ตลาดที่เกิดเหตุ เพื่อไปถามร้านโทรศัพท์ว่าสามารถปลดล็อกและล้างข้อมูลเครื่องดังกล่าวได้หรือไม่หากทำได้ตนเองก็จะนำเครื่องนี้ไปใช้ กระทั่งฝั่งของเจ้าของตาม GPS มาถึง ตอนนั้นตนเองพยามบอกขอเจรจาพูดคุยและขอร้องอย่าลงมือทำร้ายตนเอง แต่ฝั่งของคู่กรณีคือแม่ลูกไม่ฟังและลงมือทำร้ายร่างกายอย่างบ้าคลั่งหลายครั้ง ทั้งบีบคอ ตบ และกระทืบซ้ำที่หัวจนตนเองไหว้ขอชีวิตแต่ก็ยังถูกกระทำจนนานเกือบ 20 นาที โดยไม่มีใครเข้ามาช่วยตนเองแต่อย่างใด

จนกระทั้งตำรวจเดินทางมาถึง ส่วนเรื่องคดีความหากฝั่งคู่กรณีจะแจ้งความในเรื่องลักทรัพย์ตนเองก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามขบวนการทางกฎหมาย ยอมรับผิดที่คิดไปอยากได้ของคนอื่นมาครอบครอง ส่วนเรื่องรุมทำร้ายตนเองก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายในสิทธิ์ของตนเองด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพูดคุยไกลเกลี่ยเรื่องค่าเสียหายกันอีกครั้งและหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็เดินหน้าเข้าสู่ขบวนการทางกฎหมาย

ด้านตำรวจ สภ.บางพลี เรียกทั้งสองฝ่ายเข้าสอบปากคำแยกเป็นสองคดี ทั้งเรื่องลักทรัพย์และทำร้ายร่างกาย ภายหลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยเจรจากันต่อหน้าสื่อมวลชน โดย น.ส.บี คู่กรณี ได้กล่าวขอโทษผู้เสียหาย พร้อมยอมรับว่าขณะเกิดเหตุใช้อารมณ์มากเกินไป

ขณะที่ผู้เสียหายยืนยันว่าจะดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงค่าทำขวัญเป็นจำนวน 100,000 บาท เนื่องจากมองว่าตนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายกล่าวทั้งน้ำตาว่า ในวันเกิดเหตุตนไม่ได้มีความพยายามหลบหนีหรือขัดขืนแต่อย่างใด แต่กลับถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ถูกเหยียบคอ เหยียบแขน ดึงศีรษะ และบีบคอ แม้จะร้องขอให้หยุดก็ไม่ได้รับการตอบสนอง จนได้รับบาดเจ็บหลายแห่งตามร่างกาย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...