โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครบรอบ 6 ปี เยาวชนปลดแอก พลังมวลชนที่สั่นสะเทือนสังคมในวันนั้น สูญเปล่าจริงไหมในวันนี้ หรือได้กลายเป็นรากฐานใหม่ ที่เปลี่ยนเมืองไทยไปตลอดกาล?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ครบรอบ 6 ปี 18 กรกฎาคม 2563 วันที่กลุ่ม‘เยาวชนปลดแอก’ (FreeYOUTH) ชู 3 นิ้วหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสังคมไทย

เหตุการณ์ในวันนั้นได้รับการบันทึกว่าเป็นนัดชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของเยาวชนและนิสิตนักศึกษาหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศไทย หมุดหมายในวันนั้น ‘จุดติด’ กระแสจนสร้าง‘โมเมนตัม’ ให้เกิดการชุมนุมหลากหลายรูปแบบ และก่อกำเนิดข้อเรียกร้องที่แหลมคมในสังคมร่วมสมัย

จนเกิดคำถามในปัจจุบันว่า ทำไมพลังมวลชนที่เคยพุ่งทะยานในวันนั้น จึงดูเหมือนจะเลือนหายไปจากบทสนทนาในสังคมตลอดหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยรัฐพลัสชวนย้อนดูสถานะของข้อเรียกร้องเหล่านั้นว่า เดินทางมาถึงจุดไหนในปีนี้แล้ว

เริ่มต้นที่ข้อเรียกร้องแรกสุดอย่างการ"ประกาศยุบสภา" หากมองในเชิงผลลัพธ์ ข้อนี้ถือว่าบรรลุผลสำเร็จไปแล้วในทางปฏิบัติ เนื่องจากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศยุบสภาไปเมื่อเดือนมีนาคม 2566 นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การยุบสภาครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นการบริหารจังหวะเวลาทางการเมืองของขั้วอำนาจเดิมก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่ง เพื่อดึงเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้ สส. สามารถย้ายพรรคสังกัดใหม่ได้ภายใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง นับเป็นยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมความพร้อมในคูหา มากกว่าการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องผู้ชุมนุมเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนหน้า

ข้อเรียกร้องที่สองคือ "การร่างรัฐธรรมนูญใหม่" ผ่านมาแล้วกว่า 6 ปี สถานะปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในกระบวนการขั้นต้นและยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งหวังไว้

แม้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนกว่า 60% ลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หนทางก็ยังเต็มไปอุปสรรค เมื่อคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีมติปล่อยให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ตกไป โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลต้องมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องก่อน ทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนว่ารัฐบาลขาดความจริงใจที่จะทำตามเจตนารมณ์ของผู้มาออกเสียงประชามติ ยิ่งไปกว่านั้น กรอบการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ถูกกำหนดไว้ ยังคงไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งต่างจากข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ต้องการให้เปิดกว้างในการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ

ส่วนข้อเรียกร้องที่สาม "หยุดคุกคามประชาชน" ถือเป็นข้อเรียกร้องที่ทิ้งบาดแผลให้กับขบวนการเคลื่อนไหวนี้ โดยเฉพาะมติของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง แต่ไม่ครอบคลุมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผลของมตินี้ทำให้ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 30 คน เช่น อานนท์ นำภา ต้องถูกจองจำต่อไป

หากย้อนดูพลวัตการเคลื่อนไหว หลังจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 กระแสได้จุดติดกลายเป็นแฟลชม็อบทั่วประเทศ เกิดปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่นำวัฒนธรรมป๊อปมาผสานกับการเมือง เช่น การวิ่งแฮมทาโร่ล้อเลียนรัฐบาล หรือการผลักดันความเท่าเทียมทางเพศของกลุ่มเสรีเทยย์พลัส

ก่อนจะยกระดับในเดือนตุลาคม 2563 ภายใต้ชื่อ ‘คณะราษฎร’ ที่ยึดพื้นที่สำคัญใจกลางเมือง พร้อมกับดันเพดานข้อเรียกร้องไปสู่การให้พลเอกประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้เองที่นำมาซึ่งการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อแกนนำถูกจับกุม ขบวนการก็ปรับเปลี่ยนสู่การเคลื่อนไหวแบบ ‘ไร้แกนนำ’ ในช่วงปี 2564 เกิดกลุ่ม REDEM ที่นัดหมายผ่านเทเลแกรม เกิดกลุ่มทะลุฟ้าที่จัดตั้งเป็นหมู่บ้านและการเดินขบวนประท้วง ไปจนถึงความดุเดือดของกลุ่มมวลชนอิสระและเยาวชนทะลุแก๊สที่ปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ที่แยกดินแดงอย่างยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป บริบทการเมืองเปลี่ยนผ่าน พลเอกประยุทธ์ก้าวลงจากอำนาจหลังการเลือกตั้งปี 2566 การชุมนุมบนท้องถนนและการปะทะที่แยกดินแดงจึงค่อยๆ ยุติลงตามเงื่อนไขทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวอย่างทะลุฟ้าก็ปรับตัวไปขับเคลื่อนประเด็นเชิงโครงสร้าง ปัญหาปากท้อง และกฎหมายร่วมกับภาคีเครือข่าย ควบคู่ไปกับการต่อสู้คดีที่ค้างอยู่ในชั้นศาล

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมโมเมนตัมการเคลื่อนไหวระดับนั้นถึงหายไป? อาจไม่ใช่ว่ามวลชนสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง แต่พลังงานเหล่านั้นได้เคลื่อนย้ายจากท้องถนนเข้าสู่กลไกทางรัฐสภาและภาคประชาสังคมแทน ความหวังของคนรุ่นใหม่เมื่อปี 2563-2564 ได้กลายมาเป็นฐานเสียงและพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยกวาดชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2566 แม้ในวันนี้เราจะไม่ได้เห็นภาพการลงถนนเหมือนในอดีต แต่วัฒนธรรมการตั้งคำถามได้แทรกซึมเข้ามาในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมากขึ้น

บทสรุปของการจุดติดม็อบเยาวชนปลดแอกในวาระครบรอบ 6 ปี จึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าศึกษาในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ แม้ข้อเรียกร้องหลายข้ออาจไม่สำเร็จในทางนิตินัย แต่ขบวนการนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางวัฒนธรรม ทำลายเพดานความเงียบลง

จนประเด็นการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ทางสังคม สิทธิสมรสเท่าเทียม ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร และรัฐสวัสดิการ ต่างถูกยกระดับขึ้นมาเป็นวาทกรรมกระแสหลักที่สังคมถกเถียงกันได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น และหลายพรรคการเมืองต่างนำเสนอนโยบายที่เปิดกว้างมากขึ้นด้วย

ไม่ว่าใครจะสนับสนุนหรือไม่เห็นด้วยกับขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจพอยอมรับร่วมกันได้คือ การชุมนุมในวันนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิด และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมการเมืองของประเทศไทยสมัยใหม่ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจเป็นรากฐานให้กับความคิดขับเคลื่อนในสังคมไทยต่อไปได้ในอนาคต

#ThairathPlus #ไทยรัฐพลัส #ข่าว #ข่าวการเมือง #เยาวชนปลดแอก #การเมืองไทย #คณะราษฎร #ประชาธิปไตย #สังคมไทย #ม็อบ #ชุมนุม

บทความต้นฉบับได้ที่ : ครบรอบ 6 ปี เยาวชนปลดแอก พลังมวลชนที่สั่นสะเทือนสังคมในวันนั้น สูญเปล่าจริงไหมในวันนี้ หรือได้กลายเป็นรากฐานใหม่ ที่เปลี่ยนเมืองไทยไปตลอดกาล?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...