โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘จาตุรนต์’ เร่งรัฐบาลดันแผนแม่บทระดับชาติ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

The Bangkok Insight

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

"จาตุรนต์" เร่งรัฐบาลทำ "แผนแม่บทระดับชาติ" ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ชี้เด็กหลุดนอกระบบยังเป็นปัญหาใหญ่-อย่าผลักภาระให้ กสศ. แก้ลำพัง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณารับทราบรายงานประจำปี 2567 และ 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยเสนอให้รัฐบาลนำข้อค้นพบและบทเรียนของ กสศ. ไปขยายผลให้ครอบคลุมทั้งระบบ ด้วยการจัดทำ แผนแม่บทระดับประเทศ (Master Plan) ด้านความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์

แผนแม่บท

นอกจากนี้ ควรมีเจ้าภาพชัดเจน มีงบประมาณถาวร มีระบบข้อมูลรายคน มีระบบเตือนล่วงหน้า จัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นจริงของเด็กและพื้นที่ และมีตัวชี้วัดว่าลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกองทุนใดกองทุนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของรัฐบาลทั้งระบบ และเป็นการลงทุนกับอนาคตของประเทศโดยตรง

นายจาตุรนต์ย้ำว่า ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษายังเป็นปัญหาใหญ่ และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของ กสศ. เพียงลำพัง เพราะ กสศ. มีงบประมาณและกำลังคนจำกัด ดูแลเด็กได้ราวปีละ 1.4 ล้านคน ขณะที่เด็กยากจนและเปราะบางทั้งประเทศมีมากกว่านั้นหลายเท่า

ทั้งนี้ จึงเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างงบประมาณการศึกษาที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จากเดิมที่เน้นงบประจำ การก่อสร้างอาคาร และจัดสรรแบบรายหัว มาเป็นการจัดสรรตามความจำเป็นจริง (Differentiated Financing) โดยคำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่

โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลมีค่าใช้จ่ายคงที่ที่จำเป็น แต่กลับได้รับเงินอุดหนุนน้อยเพราะมีนักเรียนน้อย พร้อมเสนอให้นำหลักการประเมินผลกระทบด้านความเสมอภาค (Equity Impact Assessment) มาใช้ โดยก่อนอนุมัติงบประมาณทุกครั้งต้องตอบให้ได้ว่างบก้อนนั้นช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลตั้งงบประมาณประจำและต่อเนื่องสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ไม่จัดแบบโครงการนำร่อง ครอบคลุมทั้งทุนเสมอภาค ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การเรียนเสริม การแนะแนวอาชีพ การดูแลสุขภาพกายใจ และการช่วยเหลือครอบครัวยากจน เพราะการลงทุนตั้งแต่ต้นทางถูกกว่าการตามแก้ปลายทางมาก และให้ใช้ข้อมูลเด็กรายคนเป็นฐานข้อมูลกลางในการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าและบูรณาการข้ามกระทรวง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชื่อมโยงกับปากท้อง สุขภาพ การเดินทาง ที่อยู่อาศัย และภัยพิบัติ จึงต้องมีหลายกระทรวงเป็นเจ้าภาพร่วมกัน

จากรายงานของ กสศ. ทำให้เห็นปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษา เห็นวิธีการ และเห็นช่องทางแก้ปัญหาได้ชัดเจน โดยการเชื่อมโยงข้อมูล 11 หน่วยงาน พบเด็กหลุดออกจากระบบมากกว่า 1 ล้านคน และเมื่อรัฐบาลนำข้อค้นพบของ กสศ. ไปขับเคลื่อนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็นำเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้กว่า 3.4 แสนคนในปี 2567 และอีกกว่า 3.34 แสนคนในปี 2568 ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนในตัวเองว่ายังมีเด็กไม่กลับเข้าระบบอีกจำนวนมาก โดยในปี 2568 ยังพบเด็กราว 603,095 คนที่ยังหลุดออกจากระบบ

นายจาตุรนต์ชี้ว่า ปัญหาที่ยังไม่จบคือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ โดยมีโรงเรียนกว่า 5,500 แห่งได้รับผลกระทบและเสี่ยงทำให้เด็กหลุดออกจากระบบเพิ่มขึ้น พร้อมเตือนว่าบทเรียนช่วงโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบและเด็กที่ยังอยู่ในระบบก็สูญเสียโอกาสอย่างไม่เท่าเทียมกัน คำถามคือจะทำอย่างไรไม่ให้เดินซ้ำรอยอดีต และจะไม่ให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ความเหลื่อมล้ำเป็น สองชั้น คือ ชั้นแรกหลุดหรือไม่หลุดจากระบบ และชั้นที่สองคือเด็กที่ยังอยู่ในระบบ โดยเฉพาะเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล และครอบครัวยากจน ก็ยังได้รับโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ไม่เท่าเด็กในเมือง ปัญหาจึงไม่ได้มีแค่ว่าได้เรียนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเรียนแล้วได้คุณภาพพอจะแข่งขันได้จริงในอนาคตหรือไม่

ในส่วนข้อเสนอต่อ กสศ. ควรส่งเสริมให้ กสศ. ทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง ที่คิดค้นและพิสูจน์วิธีที่ได้ผล เช่น โรงเรียนมือถือ การจัด 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แล้วส่งต่อให้รัฐบาลและหน่วยงานใหญ่นำไปขยายผล รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลและความรู้กลางที่ชี้เป้าและหนุนให้พื้นที่แก้ปัญหาตามสภาพจริง

นายจาตุรนต์สรุปว่า แม้ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการดูแลมาพอสมควร แต่ยังไม่ครอบคลุมและไม่ทันกับปัญหาที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือหนุน กสศ. ให้เป็นผู้นำทางและทำงานเชิงลึกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องนำข้อมูลและบทเรียนเหล่านี้ไปจัดทำแผนแม่บททั้งระบบ เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นภารกิจของรัฐบาลทั้งระบบ และเป็นการลงทุนกับอนาคตของประเทศโดยตรง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...