โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมชอบตื่นมาตาค้างช่วงตี 2 ถึง ตี 4? ผู้เชี่ยวชาญชี้เป้า 5 ตัวการ

ThaiNews - ไทยนิวส์ออนไลน์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไขปริศนาทำไมชอบตื่นตอน "ตี 3" เผยกลไกธรรมชาติของร่างกาย และวิธีรีเซ็ตสมองให้หลับต่อ

สำหรับใครที่ต้องสะดุ้งตื่นลืมตาตาค้างในช่วงเวลา"ตี 2 ถึง ตี 4" เป็นประจำทุกคืน แล้วต้องเผชิญกับความทรมานในการข่มตาหลับต่อไม่ได้ จนกลายเป็นความวิตกกังวลว่าร่างกายกำลังผิดปกติหรือไม่? ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับ และบางครั้งมันอาจเป็นเพียง "กลไกตามธรรมชาติ" ของนาฬิกาชีวิตมนุษย์

จากการศึกษาพบว่า กว่า 35% ของผู้ใหญ่ มักตื่นขึ้นมากลางดึกอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และช่วงเวลาระหว่าง ตี 2 ถึง ตี 4 คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นี้บ่อยที่สุด โดยมีสาเหตุสำคัญและแนวทางแก้ไขที่น่าสนใจดังนี้

ทำไมต้องเป็นเวลา "ตี 3"?

ดร. ไมเคิล บรูส (Dr. Michael Breus) และผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับระบุว่า ช่วงครึ่งหลังของคืน (หลังตี 3 เป็นต้นไป) วงจรการนอนหลับของมนุษย์จะเปลี่ยนจาก "ช่วงหลับลึก" (Deep Sleep) เข้าสู่ "ช่วงหลับตื้น หรือ ช่วงฝัน" (REM Sleep) มากขึ้น ซึ่งในช่วงนี้เองที่ร่างกายจะไวต่อสิ่งเร้าภายนอกรอบตัวได้ง่ายมาก

นอกจากนี้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายที่เคยดิ่งต่ำลงเพื่อกระตุ้นการหลั่ง เมลาโทนิน (Melatonin) จะเริ่มพลิกกลับมาค่อย ๆ สูงขึ้น พร้อมกับการหลั่ง คอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความตื่นตัว เพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายตื่นรับวันใหม่ ดังนั้น หากมีความเครียดสะสม หรือสภาพแวดล้อมรบกวน ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ "ตื่นเต็มตา" ทันทีแทนที่จะเป็นแค่การขยับตัวเปลี่ยนท่านอน

ทำไมชอบตื่นมาตาค้างช่วงตี 2 ถึง ตี 4? ผู้เชี่ยวชาญชี้เป้า 5 ตัวการ

5 ปัจจัยร่วมที่คอยปลุกคุณกลางดึก

1.ระดับน้ำตาลในเลือดดิ่งฮวบ (Nocturnal Hypoglycemia): หากมื้อเย็นทานน้อยเกินไป หรือเน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เมื่อผ่านไป 6-8 ชั่วโมง น้ำตาลในเลือดจะตก ร่างกายจะมองว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและหลั่งอะดรีนาลีนออกมากระตุ้นให้ตื่น

2.ภาวะแอลกอฮอล์ตีกลับ (Rebound Insomnia): การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน แม้จะช่วยให้หลับง่ายในตอนแรก แต่เมื่อแอลกอฮอล์ถูกตับขับออกหมดในช่วงกลางดึก มันจะรบกวนระบบประสาทและทำให้สะดุ้งตื่น

3.อุณหภูมิห้องนอนที่ร้อนเกินไป: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าอุณหภูมิห้องนอนที่เหมาะแก่การนอนหลับลึกที่สุดควรอยู่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หากห้องร้อนเกินไป ร่างกายจะระบายความร้อนไม่ได้ ส่งผลให้ตื่นมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว

4.ฮอร์โมนแปรปรวนตามวัย: โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่ระดับเอสโตรเจนผันผวน ส่งผลต่อระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย

5.อาการป่วยและยาบางชนิด: เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) หรือผลข้างเคียงจากยาขับปัสสาวะและยาลดความดัน

ทำไมชอบตื่นมาตาค้างช่วงตี 2 ถึง ตี 4? ผู้เชี่ยวชาญชี้เป้า 5 ตัวการ

วิธีแก้ไขเมื่อตื่นตอนตี 3: "กฎ 20 นาที" รีเซ็ตสมอง
หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วนอนตาค้าง สิ่งที่ "ห้ามทำ" คือการนอนฝืนลืมตาอยู่บนเตียงเพื่อรอความง่วง หรือการหยิบมือถือขึ้นมาเช็ก เพราะแสงสีฟ้าและคอนเทนต์จะยิ่งกระตุ้นให้สมองตื่นตัว โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ "กฎ 20 นาที" (The 20-Minute Rule) ดังนี้:

- ลุกออกจากเตียง: หากผ่านไป 20 นาทีแล้วยังไม่หลับ ให้ลุกไปนั่งมุมสลับห้องอื่นที่มีไฟสลัว ๆ

- ทำกิจกรรมน่าเบื่อ: อ่านหนังสือเนื้อหาหนัก ๆ พับผ้า หรือนั่งสมาธิ (ห้ามเปิดหน้าจอเด็ดขาด) เพื่อรอให้หนังตาเริ่มหนักและรู้สึกง่วงจริง ๆ แล้วค่อยเดินกลับมานอนที่เตียง วิธีนี้จะช่วยล้างพฤติกรรมไม่ให้สมองจำว่า "เตียงนอนคือที่สำหรับนั่งเครียด"

- ฝึกหายใจแบบ 4-7-8: หายใจเข้าทางจมูก 4 วินาที, กลั้นหายใจ 7 วินาที, และผ่อนลมหายใจออกทางปากยาว ๆ 8 วินาที ทำซ้ำ 4 รอบ เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและผ่อนคลายระบบประสาท

หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสุขอนามัยการนอนแล้ว แต่อาการตื่นนอนตอนตี 3 ยังคงเกิดขึ้นถี่มากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และยาวนานติดต่อกันเกิน 1 เดือน ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ (Sleep Specialist) เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

แหล่งที่มาอ้างอิง (References)
ดร. เดบอราห์ ลี (Dr. Deborah Lee), ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจาก Doctor Fox (ข้อมูลจากสื่อ Metro)

สเตฟานี โรมิสเซวสกี (Stephanie Romiszewski), นักสรีรวิทยาการนอนหลับและผู้อำนวยการ Sleepyhead Clinic

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...