ดับไฟใต้ สร้างสันติสุข ใช้กลไก-กฎหมายปกติ มาเลเซียต้องลดบทบาท
ณ ปัจจุบันมีเอ็นจีโอต่างชาติเข้ามาอยู่ในกระบวนการนี้ แทรกแซงสารพัดเรื่อง รวมถึงการทำแผนแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง สมช.ก็ไปเห็นดีเห็นชอบด้วย แผนงานที่ สมช.กำลังดำเนินการตอนนี้ต่างชาติเขียนให้ พวกเอ็นจีโอต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเยอะในพื้นที่…พวกเอ็นจีโอที่มาร่วมร่างแผน เขามีจุดยืน คือให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองตนเอง Autonomy แล้วเหตุการณ์ถึงจะสงบ รวมถึงมีเรื่องของ End State ซึ่งอันตราย.
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศ ที่รอการพิสูจน์ฝีมือการแก้ไขของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก็คือ "สถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยเฉพาะ "ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส" ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ที่พบว่าในยุครัฐบาลอนุทิน 1 และรัฐบาลอนุทิน 2 ก็เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นกัน แม้อาจไม่ได้เกิดขึ้นถี่เหมือนในอดีต
ส่วนสถานการณ์หลังจากนี้จะดีขึ้นหรือไม่ หลังอนุทิน เดินทางกลับจากมาเลเซียเมื่อ 10 ก.ค. โดยไทยและมาเลเซียเห็นพ้องร่วมกันว่า ต้องสร้างความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอติดตามต่อไป
"รายการไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด" สัมภาษณ์พิเศษ "พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา-อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ-อดีตนายทหารที่ผ่านตำแหน่งสำคัญๆ มาแล้วมากมาย เช่น อดีตผู้อำนวยการศูนย์ยุทธศาสตร์กลาโหม สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ซึ่งที่ผ่านมาเคยรับราชการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 มายาวนาน และมีบทบาทอย่างสูงในกระบวนการสันติภาพระหว่างมาเลเซียและไทย กับขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.)" เป็นต้น การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีเนื้อหาและประเด็นสถานการณ์ภาคใต้ที่น่าสนใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้
บทสัมภาษณ์ดังกล่าวเริ่มด้วยการถามถึงกรณีสื่อสำนักหนึ่ง คือสำนักข่าวอิศรา เสนอข่าวว่ามีชายลึกลับอ้างตัวว่าคุมนักรบบีอาร์เอ็น จะวางมือเลิกก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ทางการไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นดังกล่าว "พล.อ.อกนิษฐ์" ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่จริงไม่สำคัญ แต่ต้องเปิดโอกาสให้มีช่องทางติดต่อ ไม่ใช่ไปปิดโอกาส เขาต้องการติดต่อผ่าน ผวจ. ก็มอบภารกิจนี้ให้กับ ผวจ.ไปเลย ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็จะได้เห็นเองว่าคนที่เสนอตัวเป็นตัวจริงหรือไม่จริง
..อย่างไรก็ตาม ปี พ.ศ. 2570 มีแผนดำเนินงานที่จะมีการถอนทหารออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วส่งมอบพื้นที่ให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ ซึ่งผมมองว่า ก.มหาดไทยหน่วยงานเดียวคงอาจไม่ได้ ต้องให้ตำรวจเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะตำรวจไม่ได้ขึ้นกับก.มหาดไทย ส่วนที่ตัวแทน กอ.รมน.ไม่รับนัด มองว่าก็เป็นการปิดโอกาสตัวเอง ปัญหาเรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา อย่าปฏิเสธ ทุกความคิดมีคุณค่าอย่าฆ่าทิ้ง ใครมีความเห็น มีช่องทางอะไร ก็เอาทุกช่องทาง ไม่ใช่ปิดประตู
ส่วนที่มีบางคนออกมาแสดงความคิดเห็น ก็ไม่เคยอยู่ในช่วงกระบวนการพูดคุยเรื่องการวางอาวุธ ผมอยู่ในเหตุการณ์ช่วงเจรจาเพื่อวางอาวุธ ในช่วงโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ที่เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ อย่างคนที่ออกมาแสดงความเห็น เช่น พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้ อย่างที่เคยไปอาเจะห์เพราะเขาเชิญไปเป็นสักขีพยานในการนับอาวุธ แต่ช่วงการเจรจาให้มีการวางอาวุธไม่เคยมีใครมีประสบการณ์ แต่ผมมีประสบการณ์สองสถานการณ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ คือกลุ่ม จคม.ปี พ.ศ. 2532 กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้วางอาวุธ
อย่างตอนเจรจากับ จคม.เขาไม่ได้มอบอาวุธให้กับทางการไทย แต่จะทำลายอาวุธ ก็มีการเจรจากันนานว่าจะทำอย่างไร ส่วนเหตุการณ์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ภาคใต้ ก่อนหน้านั้นมีการยุติการต่อสู้หมดแล้วเหลือแค่ที่ภาคใต้แห่งเดียว ผมเจรจาให้ยุติการต่อสู้ ใช้เวลาพูดคุยกันนาน จนได้ข้อสรุปส่งมอบให้ทางทหาร โดยกองทัพมีค่าตอบแทนค่าอาวุธให้
-เรื่องของการแก้ปัญหาภาคใต้ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช.ตอนนั้นไปพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างที่มาเลเซีย ในฐานะมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เมื่อปี 2556 นั่นคือการกลัดกระดุมเม็ดแรก?
ใช่ แล้วก็ทำกันเรื่อยมา ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ เดิมปัญหาพวกนี้มีอยู่แล้วในพื้นที่ โดยทางกองทัพภาคที่ 4 มีการดำเนินการพูดคุยกันอยู่ตลอด แต่ทำในทางลับ ไม่ได้มีการเปิดเผยอะไร
แต่วันที่ 28 ก.พ. 2556 เป็นการดึงมาเลเซียเข้ามา ถามว่ามาเลเซียเข้ามาได้อย่างไร ก็เพราะทักษิณบินจากดูไบไปหานาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นนายกฯ มาเลเซียในตอนนั้น เพื่อให้นาจิบช่วย จนเป็นที่มาของการจัดพิธีลงนามในวันดังกล่าว โดยเขา (ทักษิณ)อาจมีความปรารถนาดี แต่เขาไม่รู้ว่าปัญหามันมีความซับซ้อน แล้วทางกองทัพภาคที่ 4 ที่เขาดำเนินการอยู่ เขาจะทำอย่างไร เพราะทำให้ปัญหาภายในที่กองทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบอยู่ถูกยกระดับขึ้นไป
ที่ผมมองว่าเป็นการกลัดกระดุมผิด เพราะอย่าง ณ ปัจจุบัน มีเอ็นจีโอต่างชาติเข้ามาอยู่ในกระบวนการนี้ แทรกแซงสารพัดเรื่อง รวมถึงการทำแผนแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง สมช.ก็ไปเห็นดีเห็นชอบด้วย แผนงานที่ สมช.กำลังดำเนินการตอนนี้ต่างชาติเขียนให้ ต่างชาติพวกเอ็นจีโอเข้ามาแทรกแซงเยอะในพื้นที่
เขตปกครองตนเอง End State ข้อเสนออันตราย
-พอหมดจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่คณะพูดคุยสันติสุขก็ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง?
แล้วตอนนี้ต่อไปจะทำอย่างไร ใครที่ได้รับประโยชน์จากแผนตัวนี้ที่ต่างชาติเขียนให้ อย่าง Joint Comprehensive Plan towards Peace หรือ JCPP (แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม) ซึ่งเอ็นจีโอต่างชาติที่มีทั้งอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนีร่วมกันเขียน คือในการพูดคุยที่มาเลเซียเขาจัดให้ มาเลเซียเขานั่งหัวโต๊ะ ฝ่ายรัฐบาลไทย นั่งฝั่งหนึ่ง แล้วฝั่งตรงข้ามก็คือกลุ่มผู้เห็นต่าง แต่ในการประชุมจะมีกล้องวงจรปิดถ่ายทอดการประชุมไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง ที่มีเอ็นจีโอต่างชาตินั่งมอนิเตอร์ติดตามการประชุมพูดคุย ซึ่งผมก็ยังสงสัยว่าพวกนี้เข้ามาได้อย่างไร ใครเชิญเข้ามา รู้สึกจะเข้ามาช่วงที่พลเอก วัลลภ รักเสนาะ (อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่ง JCPP ก็เกิดขึ้นช่วงนี้ ไม่รู้เข้ามาได้อย่างไร แล้วก็ดำเนินการเรื่อยมา
แต่ต่อมาแผน JCPP ถูกต่อต้านมาก โดยพวกเอ็นจีโอต่างชาติบอกว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบสุขได้ต้องให้เป็นเขตปกครองตนเอง หรือ Autonomy คือไม่ได้แยกดินแดน ยังขึ้นกับรัฐไทยอยู่ ซึ่งมันขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ พล.อ.วัลลภไปตามแผน JCPP จนถึงยุคฉัตรชัย บางชวด เป็นเลขาธิการ สมช. ผลการพูดคุยไม่กล้านำมาเปิดเผย เพราะรู้แก่ใจเต็มอกว่า มันขัดรัฐธรรมนูญ
พอไม่มีใครเอาด้วยกับ JCPP ก็เปลี่ยนมาเป็น PDPIF (Peace Dialogue Process Implementation Framework-กรอบปฏิบัติการสำหรับกระบวนการพูดคุยสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้) ที่มีด้วยกัน 5-6 ข้อ ที่มีเรื่องของการเป็นเขตปกครองตนเอง Autonomy คือพวกเอ็นจีโอที่มาร่วมร่างแผนดังกล่าวเขามีจุดยืน คือให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น Autonomy แล้วเหตุการณ์ถึงจะสงบ รวมถึงมีเรื่องของ End State ตัวนี้สำคัญ ซึ่งอันตราย คือเป็น Autonomy ซึ่งพวกเอ็นจีโอต่างชาติเขาก็มาคุยกับผมอยู่เหมือนกัน ซึ่งอดีตเลขาธิการ สมช.บางคนที่ไปพูดคุยสันติสุขอย่าง พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา ก็ไม่นำมาเปิดเผย เพราะรู้อยู่ว่ามันขัดรัฐธรรมนุูญ แต่ที่มีการเปิดเผยออกมาเพราะ BRN นำมาเผยแพร่
-นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ความมั่นคง อย่าง ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ก็เคยบอกว่าหาก สมช.เดินตามแนวทางนี้อันตราย เหมือนกับบอกว่าคล้ายๆ จะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเอ็นจีโอ?
ดร.สุรชาติก็ไม่เห็นด้วย ส่วนสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ที่นายกฯ เดินทางไปมาเลเซียช่วง 9-10 ก.ค. ก็คาดว่าจะหารือเรื่องนี้ (สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้)ด้วยเหมือนกัน
-ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน มีภาพที่เจอกับ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข โดยมี พลเอก อักษรา เกิดผล และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีร่วมอยู่ด้วย ไปเจอกันได้อย่างไร?
คือผมกับท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา รู้จักคุ้นเคยกันมานาน ตั้งแต่ท่านยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูยะลา ผมไปยะลาก็ไปเยี่ยมท่านทุกครั้งที่บ้านเพราะมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว วันนั้นผมก็บอกกับอาจารย์วันนอร์ว่า ผมจะไปร่วมคุยด้วยเรื่องการพูดคุยสันติสุข ว่าจะเอาอย่างไร ผมก็คุยกับ พล.อ.อักษรา ที่ก็เคยเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ว่าผมจะไปคุยกับอาจารย์วันนอร์ เขามีประเด็นอะไรหรือไม่ พล.อ.อักษาก็บอกว่าเขาขอไปด้วย ผมก็แจ้งกับอาจารย์วันนอร์ ท่านก็บอกมาเลยๆ แล้วจะโทรศัพท์ชวน ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติให้มาเจอด้วย ผมก็โทร.ชวนนายฐนัตถ์ด้วย ก็ไปคุยกันเรื่องเหล่านี้
เพราะอาจารย์วันนอร์ก็เป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ ไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เพราะผมไปหาอาจารย์วันนอร์ประจำอยู่แล้ว ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรียกว่าเกือบทุกอาทิตย์เลย
จากที่ได้คุยกัน หากเราเดินตามกรอบทั้ง JCPP หรือ PDPIF เรื่อง End State ที่ให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองตนเอง ตัวนี้จะนำไปสู่จุดนั้น ซึ่งเราเห็นว่าไม่ใช่ ไม่ได้ มันขัดรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้คือการกระจายอำนาจ ที่ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และยังมีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ มันต้องไปตามกระบวนการตามกฎหมาย หากจะมาทำอะไรขัดรัฐธรรมนูญมันก็ไปต่อไม่ได้ ตอนนี้การถ่ายโอนอำนาจก็ไปเยอะ ทำไปเกือบทั่วประเทศ ก็ต้องไปสู่จุดนั้น ไม่ใช่มาเอาแบบที่ต่างชาติเห็นชอบ
พูดคุยสันติสุข เดินหน้าต่อไป ยกเลิกไม่ได้
-การพูดคุยสันติสุข ยังควรต้องมีอยู่หรือไม่?
ยังไงก็ต้องมี เลิกไม่ได้ เพราะเรากลัดกระดุมเม็ดแรกมาแบบนี้แล้ว ก็ต้องกลัดต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นแนวทางที่เป็นสากลแล้ว ปัญหามันถูกยกระดับไปแล้ว ต้องไปตามนี้
-แต่บางคนแย้งว่า ไปคุยกับโจร?
จะเรียกว่าโจรหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ บางคนก็มีหมายจับ บางคนก็ไม่มีคดี แล้วไม่ได้คุยในแผ่นดินเรา แล้วคนพวกนี้อยู่ที่ไหน อยู่มาเลเซีย บางคนอยู่ยุโรป อยู่สวีเดน พวกที่มีมันสมอง พวก Mastermind อยู่ต่างประเทศหมด ก็ต้องพูดคุย ไม่ใช่การเจรจา เราไม่เจรจา ถ้าพูดคุยได้ ใช้คำว่ากลุ่มผู้เห็นต่าง อย่างผมไม่เคยใช้คำว่า BRN ใช้ว่าผู้เห็นต่างหมด
เรื่อง BRN หากไปดูการลงนามเมื่อ 28 ก.พ. 2556 ฮัสซัน ตอยิบ เป็นตัวแทนบีอาร์เอ็น แล้วก็มีขบวนการอื่นๆ อีกเข้ามา เจรจากันไป ปรากฏว่าต่อมา กลุ่มพูโลหาย เหลือแต่บีอาร์เอ็น แล้วบีอาร์เอ็นใครเป็นคนจัดให้คนพวกนี้มาคุยกับไทย ก็มาเลเซียเป็นคนจัดมาให้ ส่วนที่จะมีการจัดพูดคุยต่อไป มันก็อยู่ที่แนวทางของเรา
-การที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ มาดูแลเรื่องปัญหาภาคใต้ คิดว่าจะมีแนวทางใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ในการไปพูดคุยสันติสุข?
มียุทธศาสตร์การเสริมสร้างสังคมสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผังยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะมีเรื่องวิธีคิดของ วปอ. ที่ วปอ.จะสอนวิธีคิดแบบนี้ คนที่เรียนวปอ.มาหรือศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ way ก็คือจะยุติปัญหาอย่างไร ใช้แนวทางไหน ก็เอาแนวทาง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ซึ่งรัฐบาลก็เขียนไว้ในนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา
อันที่สองคือ รู้เขา รู้เรา วิธีการคือขับเคลื่อนด้วยสี่เสาหลัก และหน่วยข่าว คำว่าสี่เสาหลัก อาจารย์วันนอร์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ โดยสี่เสาต้องทำไปพร้อมกัน ไม่ใช่ทำเพียงเสาใดเสาหนึ่ง เปรียบเหมือนกับสร้างบ้าน ซึ่งบ้านจะมีสี่เสา หากเสาไปไม่พร้อมกันก็ขึ้นโครงบ้านไม่ได้ สร้างบ้านไม่ได้
โดยสี่เสาหลักประกอบด้วย เสาหลักที่หนึ่งก็คือ ต้องมีพื้นที่สงบสุขหรือพื้นที่ปลอดภัย เสาหลักที่สองคือ การอำนวยความยุติธรรมและการเยียวยา เสาหลักที่สามคือ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
เสาหลักที่สี่ คือการพูดคุยสันติสุข สุดท้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้บริหารงานด้วยกลไกปกติ นำไปสู่สันติภาพ ก็คือใช้กลไกปกติ ใช้กฎหมายธรรมดา กระจายอำนาจ ตรงนี้จะแตกต่างจาก JCPP ที่จะให้เป็น Autonomyปกครองตนเอง แต่ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างสังคมสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้กลไกปกติ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายกระจายอำนาจ จะเป็นแบบพัทยาหรือกรุงเทพมหานครก็แล้วแต่ ที่เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
-แล้วหากเอ็นจีโอไม่ยอม?
แล้วเอ็นจีโอเป็นใคร แล้วมาเลเซียเป็นใคร นี่เป็นปัญหาภายในของไทย เท่าที่คุยกันวันนั้น (ที่เจอกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) มาเลเซียต้องลดบทบาท จากครั้งแรกที่ พล.ท.ภราดรไปลงนาม ที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก แต่ตอนนี้กลายเป็นโปรโมเตอร์แล้ว จับคนโน้นคนนี้มาคุย อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็อยากจะเป็นคนกลางในการพูดคุย ยกระดับฐานะตัวเองขึ้นไปเรื่อย มาเลเซียต้องลดบทบาท ทำตามที่ฝ่ายไทยร้องขอเท่านั้น ต้องเปลี่ยนบทบาท
คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในการพูดคุยวันนั้นคือ หากมาเลเซียไม่ยอมลดบทบาท ไม่ยอมเปลี่ยนบทบาท จะทำอย่างไร ก็คุยกันว่าไม่เป็นไร เราแก้ปัญหาของเราได้ ลดระดับลงมา แล้วมาเลเซียอยู่เฉยๆ ก็พูดคุยกันไป เดี๋ยวจะหาว่าเราจะล้มกระดาน เราไม่ล้ม แต่เราขอเปลี่ยนวิธีการ เราพูดคุยกันเองได้
ทางกองทัพภาคที่ 4 เขาก็คุยกับกลุ่มขบวนการในทางลับ เขาก็ทำของเขาอยู่ ทางเปิดก็ว่ากันไป ทางลับก็ว่ากันไป หากทางเปิดมาเลเซียไม่ให้ความร่วมมือ มันก็มีแนวความคิดของคนบางกลุ่ม อย่างเช่น พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ก็พูดเรื่อง "พาคนไทยกลับบ้าน" คือพาคนที่หนีไปฝั่งมาเลเซียกลับบ้าน
ถามว่าทำไมต้องพากลับบ้าน แล้วมีหลักประกันไหมว่าพาคนพวกนี้กลับบ้าน แล้วสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบ ทำไมไม่เจรจากับมาเลเซีย ให้มาเลเซียดูแลคนเหล่านี้ บอกมาเลเซียว่าคนพวกนี้เขาถือสัญชาติมาเลเซียแล้ว มีที่ทำมาหากิน มีลูกหลานมีครอบครัวที่นั่น คุณดูแลคนพวกนี้ไม่ให้กลับมาเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยได้หรือไม่ ไม่ใช่พาคนกลับบ้าน แต่บางกลุ่มเช่นคนที่ไม่ได้มีคดีติดตัว คุณจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ เปิดกว้างอยู่แล้ว หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายไทย จะไปทำอะไรเขาได้ มาเลเซียต้องช่วยเราดูแลอย่าให้มาเป็นภัยต่อความมั่นคง
-เรื่องกองกำลัง มีอยู่เยอะหรือไม่?
ข้อมูลนี้อาจจะไม่ทันสมัย แต่ตอนที่ผมเป็น สว.ผมเคยถาม พญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีต สว.และอดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพราะเขาเคยลงไปอยู่ในพื้นที่ ก็ถามข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ผมถามว่ามือวางระเบิดที่ตรวจจากดีเอ็นเอ มีประมาณกี่คนที่ได้มา คุณหญิงพรทิพย์บอกว่ามีประมาณ 15 คนที่ทำระเบิดได้ ส่วนกองกำลังที่ได้ข้อมูลหลักฐานจากนิติวิทยาศาสตร์ เช่นพวกปลอกกระสุน บุหรี่ ลายนิ้วมือต่างๆ บอกว่ามีไม่เกินสามสิบคน อันนี้ข้อมูลเก่า แต่ผมไม่รู้ว่ากองทัพภาคที่ 4 มีข้อมูลพวกนี้หรือไม่
ส่วนวิธีการก็คือ คนที่ผลิตระเบิดก็ผลิตระเบิดไป คนวางก็เอาไปวาง ปืนก็อยู่ที่หนึ่ง คนที่จะไปปฏิบัติการ ห้าคนสิบคนก็ไปเอาปืนมา ทำงานเสร็จก็เก็บ ซึ่งข้อมูลจากนิติวิทยาศาสตร์บอกว่าคนที่ปฏิบัติการเหล่านี้มีไม่เกิน 30 คน แต่ที่มีการก่อเหตุกันได้ ก็อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นเจ้าหน้าที่อยู่นานเลยหละหลวม มีความประมาท
สิ่งหนึ่งที่่น่าสังเกตคือ เวลามีการปะทะกันหรือมีการวิสามัญฯ จะมีการแย่งชิงศพ เป็นเรื่องวิธีคิด เขาถือว่าคนพวกนี้คือนักรบ ยอมตายเพื่อมาตุภูมิ เมื่อตายแล้วไม่ต้องชำระศพ ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้าเลย เป็นแนวความคิดเรื่องญิฮาด
-ข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบ JCPP ที่บอกว่าเอ็นจีโอต่างประเทศเขียนมาให้ ยกเลิกฉีกทิ้งได้หรือไม่?
ก็อยู่ที่เรา ส่วน สมช.ต้องเปลี่ยนแนวคิด หัวใจสำคัญตอนนี้คือ สมช.ไม่เปลี่ยนแนวคิด ตอนนี้ทุกคนเห็นหมดแล้วว่า JCPP มันไปไม่ได้ ซึ่ง สมช.เขาเคยเปิดเวที ผมก็เสนอความเห็นไปแบบนี้ว่าต้องเปลี่ยน
สถานการณ์ไฟใต้ บางพรรคการเมือง คิดแต่แสวงประโยชน์
-นักการเมืองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเปลี่ยนอะไรหรือไม่ จะช่วยรัฐบาลยังไง?
นักการเมืองที่มีความเป็นตัวแทนของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หายไปไหนหมด บีอาร์เอ็นเป็นใคร มาเคลมต่อรองกับรัฐบาล มีความเป็นตัวแทนประชาชนหรือไม่ คนไทยก็ไม่ใช่ เป็นคนต่างชาติไปแล้ว เคยเสียภาษีไหม พวกคุณเกณฑ์ทหารหรือไม่ เคยทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง แล้วมาเคลมต่อรองรัฐบาล คุณมีความเป็นตัวแทนของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ แล้ว สส., สว., นายก อบจ., นายกเทศมนตรี, นายก อบต.ที่เป็นตัวแทนประชาชนกลับเฉย
-หลายต่อหลายครั้งเวลาเกิดเหตุ คนร้ายอุกอาจฆ่าผู้หญิง ฆ่าพระ ก่อเหตุปล้น ไม่เคยเห็นนักการเมืองประณามพวกนี้ แต่เวลาเจ้าหน้าที่ทำพลาดนิดเดียว เอาเป็นเอาตาย?
พรรคการเมืองบางพรรคแสวงประโยชน์ทางการเมือง พูดเรื่องนี้ เขตปกครองพิเศษต่างๆ พูดเพื่ออะไร พูดเพื่อให้ประชาชนเกิดความนิยมในตัวเอง พรรคการเมืองของตัวเอง ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รู้ ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองไปหาเสียงไว้ แต่ต้องพูดเพื่อเอาใจประชาชนให้ลงคะแนนเสียง ไม่เช่นนั้นสอบตก มีเยอะแยะที่ออกมาพูด ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ทำไมไม่พูดเรื่องกระจายอำนาจ
ส่วนแนวทางเรื่องสี่เสาหลักที่กล่าวข้างต้น ก็อยู่ที่รัฐบาลจะเห็นด้วยกับตรงนี้หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าอย่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ (ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้) เมื่ออยู่ตรงจุดนั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ใช่เอาตามคนใดคนหนึ่ง
รีดไขมัน กอ.รมน.ปฏิรูปงานความมั่นคงภายใน
-กรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ เสนอให้มีการยุบ กอ.รมน. มองเรื่องนี้อย่างไร?
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงปี 2538-2539 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ตอนนั้นผมอยู่ กอ.รมน. เป็นรองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กอ.รมน. คุมสี่กอ.รมน.ภาค นายชวนจะยุบตั้งแต่ตอนนั้น แล้วบอกว่าจะยุบ ผมอยู่ตรงนั้นพอดี ผมบอกว่า กอ.รมน.ต้องปรับโครงสร้างรีดไขมันออก
เพราะตอนนั้น ผมเห็นเลย หลังจากภัยคอมมิวนิสต์หมดแล้ว เดิมช่วงก่อนปี 2535 เคยมีแผนงานการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยภาคใต้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธในปี 2535 ต่อมาปี 2536 กอ.รมน.เปลี่ยนแผนงานจากการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เป็นแผนงานรักษาความมั่นคงภายใน ปี 2539 นายชวนบอกว่าต้องยุบ กอ.รมน. ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์หมดไปแล้ว แต่ผมบอกว่าไม่ได้ ต้องรีดไขมันหน่วยใน กอ.รมน.
และช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เศรษฐกิจเริ่มแย่แล้ว เขาบอกกันว่างานของ กอ.รมน.คือการไปกระตุ้นให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ พอเจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจทรุดตัว แต่คนระดับล่างเขาอยู่ได้ เพราะเขามีความเข้มแข็ง หลังจากนั้น กอ.รมน.ก็ทำงานลักษณะการพัฒนา
ต่อมาช่วงปี 2542 มีการยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 ในปี 2543 โดยให้เวลา 365 วัน กฎหมายถึงจะมีผลบังคับใช้ โดยมีผลบังคับใช้ปี 2544 ก็เป็นที่มาของการยุบพตท.43 เพราะตั้งขึ้นมาจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิม ทำให้เมื่อกฎหมายถูกยกเลิกก็ไม่มีกฎหมายรองรับ กอ.รมน.ก็ตั้งมาด้วยกฎหมายเหล่านี้ เลยมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีให้ตั้งกอ.รมน. จนมาถึงสมัยรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็พัฒนาจากคำสั่งสำนักนายกฯ มาเป็นการออกกฎหมาย ที่ชื่อ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 นี่คือที่มาที่ไป
การจะยุบหรือไม่ยุบ กอ.รมน.ต้องมาพิจารณากัน ผมพูดอยู่เสมอว่ามันต้องมีการปฏิรูปงานด้านความมั่นคงภายใน กฎหมายเมื่อปี 2551 ต้องแก้ไข ภัยคุกคามมันเปลี่ยนไปแล้ว ไปทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น อย่างที่อาจารย์วันนอร์พูดเป็นสิ่งที่ถูก และไม่ใช่แค่นั้น วกเข้ามาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง ศอ.บต. ก็มาตั้งใหม่ปี 2551 จนปี 2553 ศอ.บต.ก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ซึ่งทำให้งบประมาณบานปลาย หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ก็ทำเรื่องการปราบปราม ศอ.บต.ทำเรื่องการพัฒนา
-สรุปว่าที่อาจารย์วันนอร์พูดก็ถูก คือเรื่องภาคใต้ งานมีความซ้ำซ้อนกันอยู่?
ใช่ จึงต้องปฏิรูปงาน กอ.รมน.ภาค 4 ปฏิรูป ศอ.บต.ด้วย ช่องว่างทางกฎหมายตรงนี้เป็นช่องว่างให้ส่วนราชการต่างๆ มาของบประมาณ แต่การปฏิรูปต้องทำลำดับเวลา ภารกิจให้ดี ภารกิจ กอ.รมน.ตอนนี้มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นเยอะแยะ คือต้องทำให้การทำงานมีความกระชับขึ้น ตรงเป้า
-จากที่เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา สมัยที่ผ่านมา คิดว่าประเทศไทยควรปฏิรูปอะไรในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน?
ที่ผ่านมาอย่างเวลานายกรัฐมนตรีออกคำสั่งต่างๆ จะอ้างถึง พ.ร.บ.ระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตราต่างๆ ในการออกคำสั่ง
แต่สำหรับผมมองว่า สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่การบริหารราชการแผ่นดินมีปัญหาทุกวันนี้ก็เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2534 ถึงตอนนี้ ใช้กันมากี่ปีแล้ว
สำหรับส่วนที่มีปัญหาก็เช่น มาตรา 4 ที่บัญญัติเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของไทย แบ่งออกเป็นสามส่วนคือ ราชการส่วนกลาง-บริหารราชการส่วนภูมิภาค-บริหารราชการส่วนท้องถิ่น ที่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว สถานการณ์มันเปลี่ยน ประเทศไทยมีการกระจายอำนาจ กรุงเทพมหานครก็เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่นเดียวกับพัทยา
ถามว่า ในจังหวัดต่างๆ มีทั้งศาลากลาง มีทั้งสำนักงาน อบจ. แต่ใครรับผิดชอบงานอะไร ที่สำคัญในแต่ละจังหวัดมีส่วนราชการส่วนกลาง ที่ลงไปอยู่ในภูมิภาคโดย ผวจ.สั่งการไม่ได้ เพราะเขามีงบประมาณ มีบุคลากรของเขาเอง
ตอนผมเป็นประธานคณะ กมธ.การบริหารราชการแผ่นดินของวุฒิสภา ผมไปสงขลา ได้ถามผู้ว่าฯ สงขลาว่า มีส่วนกลางที่ไปอยู่ในภูมิภาคเท่าใด เขาบอกว่ามี 200 กว่าหน่วย ส่วนอุดรธานีมีร้อยกว่าหน่วย ซึ่งผู้ว่าฯ สั่งพวกนี้ไม่ได้
ยกตัวอย่างที่อุดรธานี งบส่วนกลางลงไปที่อุดรธานี มี 900 ล้านบาท แต่พอไปถึงผู้ว่าฯ บอกว่ามีแค่ 30 ล้านบาทที่เป็นของจังหวัด แต่อีก 800 กว่าล้านบาทไปอยู่ที่ราชการส่วนกลางที่อยู่ส่วนภูมิภาค โดยผู้ว่าฯ ไม่รู้ข้อเสนอตรงนี้ คือส่วนกลางที่อยู่ในส่วนภูมิภาคต้องลดลง ต้องเปลี่ยนบทบาท โดยเลิกทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติแต่ให้ทำหน้าที่เป็น regulator กำกับดูแล โดยจะตั้งงบประมาณไม่ได้.