‘อนุทิน’ ประกาศจากรัสเซียพร้อมเป็น ‘เซลแมน’ ขายตรง EEC ดึงลงทุนทั่วโลก
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยยอมรับว่า พร้อมเป็น “เซลแมน” ทำการตลาดให้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) ให้กับ EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้วจังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาท นักการตลาดให้กับประเทศ
ทั้งนี้เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ แต่ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด
สำหรับการประกาศให้ความสำคัญดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติรับทราบเอกสาร 2 ฉบับ คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แก้ไขการมอบอำนาจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO
พร้อมทั้งยกเลิกการมอบหมายทำหน้าที่ประธานกรรมการ (บอร์ด) คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำกับดูแลแทนทั้งหมดด้วยตัวเอง
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุถึงกรณีนี้ว่า นายกรัฐมนตรีต้องการนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด พร้อมกันนี้ได้วางสถานะของนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำ EEC เป็นโปรเจ็กต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน จึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง
ชูไทยเป็นประตูเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน
ต่อมาเวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้อง Hall 1 ชั้น 2 Bashir Rameev IT Park เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ร่วมกับ นายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
พร้อมกล่าวปาฐกถาโดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปี 2569 มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยกำลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative มีส่วนช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ
เสนอ 3 แนวทางความร่วมมือ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. การเชื่อมโยง (Connectivity)
ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายการบิน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพสูง และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
รวมทั้งสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ที่จะช่วยสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยง ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment)
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงานในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก ซึ่งสามารถเกื้อหนุนและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้เป็นอย่างดี
พร้อมยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต
3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges)
ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียประมาณ 2 ล้านคนต่อปี และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย
เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ในการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (working lunch) ณ ร้านอาหาร Vishya Zolotaya เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง รับฟังข้อเสนอแนะ และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย
ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัสเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาส โดยชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต
นอกจากสาขาความร่วมมือดั้งเดิมอย่างพลังงานและการเกษตรแล้ว ไทยยังมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทยใช้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกในการแสวงหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน และขยายบทบาทของไทยในตลาดที่มีศักยภาพ
รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณภาคธุรกิจไทยในรัสเซียที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจต่อไป
“ภาคธุรกิจไทยในรัสเซียถือเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว
ในส่วนของภาคเอกชน ได้ขอบคุณรัฐบาลที่ใช้การทูตแบบไม่เลือกข้าง ทำให้เอกชนไทยได้ใช้โอกาสจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ แม้จะมีอุปสรรคในการทำธุรกรรมการเงินอยู่ แต่หากพิจารณาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกับเอกชนไทยนับว่าใหญ่มาก เพราะนอกจากเป็นตลาดที่มีประชากรประมาณ 150 ล้านคนแล้ว ยังเป็นประตูสู่ประเทศแถบยูเรเซีย จึงขอฝากให้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA)