โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐอเมริกา กับการพิสูจน์ว่าพลังของทีม คืออาวุธสำคัญที่สุดในฟุตบอลโลก

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สหรัฐอเมริกา กับการพิสูจน์ว่าพลังของทีม คืออาวุธสำคัญที่สุดในฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกทุกครั้งมักมีทีมที่เติบโตขึ้นระหว่างการแข่งขัน บางทีมเริ่มต้นด้วยสถานะตัวเต็งแล้วค่อยๆ ยืนยันความแข็งแกร่งของตัวเอง

แต่บางทีมกลับค่อยๆ สร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นจากผลงานในสนาม จนกระทั่งผู้คนเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า พวกเขาอาจไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิดเอาไว้ก็ได้ และสหรัฐอเมริกาในฟุตบอลโลก 2026 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางแบบนั้น

ชัยชนะ 2-0 เหนือบอสเนีย แอนด์ เฮอร์เซโกวีนาในรอบ 32 ทีมสุดท้าย อาจถูกจดจำจากประตูของ โฟลาริน บาโลกุน หรือฟรีคิกอันยอดเยี่ยมของ มาลิก ทิลล์แมน แต่หากมองลึกลงไป เกมนี้แทบไม่มีช่วงเวลาไหนที่เป็นเรื่องของ ‘ฮีโร่’ เพียงคนเดียวเลย

ตรงกันข้าม มันคือเกมที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีม ความเสียสละของนักเตะทุกคน และรากฐานที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ค่อยๆ สร้างขึ้นมาตลอดเกือบสองปีนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จนทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นทีมที่เล่นด้วยความเชื่อเดียวกัน ไม่ว่าจะมีผู้เล่นครบ 11 คน หรือเหลือเพียง 10 คนก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อโปเช็ตติโนตอบรับงานคุมทีมชาติสหรัฐอเมริกา หลายคนมองว่ามันเป็นการก้าวถอยหลังของโค้ชที่เคยผ่านทั้งพรีเมียร์ลีก ลีกเอิง และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกมาแล้ว

เขาเคยร่วมงานกับนักเตะระดับโลกอย่าง แฮร์รี เคน, ลิโอเนล เมสซี และคีลิยัน เอ็มบัปเป้ ขณะที่ทีมชาติสหรัฐฯ ยังถูกมองว่าเป็น ม้านอกสายตาของวงการฟุตบอล

สิ่งแรกที่โปเช็ตติโนพบไม่ใช่ปัญหาเรื่องแท็กติก หากแต่เป็นวัฒนธรรมของทีม เขาเคยยอมรับเองว่านักเตะหลายคนยังขาดความรู้สึกว่าการติดทีมชาติคือเกียรติสูงสุด ต่างจากบ้านเกิดอย่างอาร์เจนตินาที่ผู้เล่นทุกคนพร้อมทุ่มทุกอย่างเพื่อสวมเสื้อทีมชาติ แม้จะเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องก็ตาม

ดังนั้น ก่อนจะพูดถึงระบบการเล่นหรือการเพรสซิง เขาจึงเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด สร้างการแข่งขันภายในทีม เปิดโอกาสให้ผู้เล่นมากกว่า 70 คนได้เข้ามาพิสูจน์ตัวเอง และทำให้ทุกคนเข้าใจว่าตำแหน่งตัวจริงไม่มีใครได้รับการการันตี ทุกคนต้องแย่งชิงมันด้วยผลงาน

ผลลัพธ์ในช่วงแรกจึงไม่ได้สวยงาม สหรัฐฯ แพ้ต่อเนื่องทั้งปานามา แคนาดา ตุรกี และสวิตเซอร์แลนด์ จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าโปรเจกต์นี้กำลังเดินมาถูกทางหรือไม่

แต่โปเช็ตติโนยังยืนยันประโยคเดิมอยู่เสมอว่า การสร้างทีมชาติไม่ใช่งานที่จะเห็นผลภายในไม่กี่เดือน มันคือ “งานของมด” ที่ต้องเดินไปทีละก้าว สร้างวัฒนธรรม สร้างความเชื่อ และสร้างความไว้ใจก่อนที่จะสร้างชัยชนะ

เกมกับบอสเนียจึงเหมือนเป็นบทพิสูจน์ของทุกสิ่งที่เขาพยายามปลูกฝัง เพราะครึ่งแรก สหรัฐอเมริกาไม่ได้เร่งรีบ แม้จะครองเกมได้เหนือกว่า แต่พวกเขาไม่เสียสมดุลในการเปิดเกมรุก แบ็กทั้งสองฝั่งสลับเติมขึ้นสูง เวสตัน แม็คเคนนี เคลื่อนที่หาพื้นที่ระหว่างไลน์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ มาลิก ทิลล์แมน ทำหน้าที่เชื่อมเกมและพยายามหาช่องจ่ายบอลเข้าเขตโทษอยู่ตลอด

จังหวะที่บาโลกุนยิงเข้าแต่ถูกจับล้ำหน้าไม่ได้ทำให้ทีมเสียความมั่นใจ ทุกคนยังเล่นด้วยความอดทน จนกระทั่งช่วงท้ายครึ่งแรก แนวรับบอสเนียเคลียร์บอลไม่ขาด แม็คเคนนีอ่านจังหวะได้ก่อน ทิลล์แมนได้สัมผัสบอล และแม้มันจะกระดอนแบบไม่เป็นใจ บาโลกุนก็ยังตอบสนองได้เร็วที่สุด ซัดด้วยซ้ายให้เจ้าภาพขึ้นนำ 1-0 ก่อนหมดครึ่งแรก

ประตูนี้เป็นภาพสะท้อนของทีมสหรัฐฯ ชุดนี้อย่างชัดเจน ไม่มีใครพยายามสร้างช่วงเวลาของตัวเอง ทุกอย่างเกิดจากการเคลื่อนที่ การไล่เพรส และการเล่นเพื่อส่วนรวม จนความผิดพลาดเล็กๆ ของคู่แข่งถูกเปลี่ยนเป็นประตูสำคัญ

แต่ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของเกมกลับเกิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะในนาทีที่ 64 บาโลกุนถูกไล่ออกจากสนามหลังผู้ตัดสินย้อนดู VAR และมองว่าจังหวะที่เขาเหยียบข้อเท้าของ ทาริก มูฮาเรโมวิช เข้าข่ายเล่นอันตราย

แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นอุบัติเหตุจากการแย่งบอลตามธรรมชาติ แต่คำตัดสินก็ไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐอเมริกาต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียง 10 คนอีกเกือบครึ่งชั่วโมง พร้อมกับต้องเสียกองหน้าที่ดีที่สุดของทีมในเกมรอบต่อไปกับเบลเยียม

สำหรับหลายทีม นี่คือจุดที่เกมจะเปลี่ยนจากการควบคุมสถานการณ์ไปสู่การเอาตัวรอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามกลับตรงกันข้าม สหรัฐฯ ไม่ได้ถอยลงไปรับลึกจนเสียรูปแบบ พวกเขายังคงเพรสในจังหวะที่เหมาะสม ยังช่วยกันวิ่งปิดพื้นที่ และยังกล้าพาบอลขึ้นไปเล่นในแดนคู่แข่งเมื่อมีโอกาส

นักเตะแต่ละคนเริ่มวิ่งมากขึ้นเพื่อทดแทนพื้นที่ที่หายไปหนึ่งคน จังหวะที่เคยเป็นหน้าที่ของคนเดียว กลายเป็นความรับผิดชอบของผู้เล่นสองหรือสามคนโดยอัตโนมัติ นี่ไม่ใช่การเล่นด้วยพรสวรรค์ แต่มันคือผลของความเข้าใจในระบบเดียวกัน

คริสเตียน พูลิซิช กล่าวหลังเกมว่า ช่วงพักดื่มน้ำคือช่วงเวลาที่ทุกคนย้ำกับตัวเองว่า “นี่คือสิ่งที่ทีมที่แข็งแกร่งต้องทำ” ประโยคสั้นๆ นั้นอาจอธิบายทุกอย่างได้ดีที่สุด เพราะแทนที่จะตื่นตระหนกจากใบแดง นักเตะทุกคนกลับยอมรับสถานการณ์และช่วยกันประคองเกมไปข้างหน้า ไม่มีใครรอให้เพื่อนแก้ปัญหา ทุกคนพร้อมรับภาระเพิ่มขึ้นอีกคนละนิด

ภาพที่ชัดที่สุดคือประตูที่สองของ มาลิก ทิลล์แมน ในนาทีที่ 82 จากลูกฟรีคิกบริเวณหน้าเขตโทษ หลายคนอาจจดจำมันในฐานะลูกยิงสุดสวยที่ปิดเกมได้

แต่ความสำคัญของมันมากกว่านั้น เพราะก่อนจะได้ฟรีคิกลูกดังกล่าว สหรัฐฯ ยังกล้าดันเกมขึ้นสูงทั้งที่เหลือผู้เล่นน้อยกว่า พวกเขาไม่เลือกเล่นแบบรักษาสกอร์ แต่ยังเชื่อว่าการเล่นเกมรุกคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

และเมื่อทิลล์แมนปั่นบอลข้ามกำแพงเสียบใต้คาน เสียงเฮทั้งสนามจึงไม่ใช่แค่การฉลองประตู หากเป็นการปลดปล่อยความกดดันของทีมที่ต่อสู้ด้วยหัวใจตลอดเกือบครึ่งชั่วโมง

แน่นอนว่า การขาดบาโลกุนในเกมพบเบลเยียมคือความเสียหายครั้งใหญ่ เขาคือดาวยิงสูงสุดของทีมในทัวร์นาเมนต์นี้ และเป็นนักเตะที่สร้างความแตกต่างในพื้นที่สุดท้ายได้ดีที่สุด

แต่บางทีสิ่งที่สหรัฐอเมริกาได้รับจากเกมนี้อาจมีค่ามากกว่าการมีศูนย์หน้าคนเดิมลงสนามในรอบต่อไป เพราะนักเตะทุกคนเพิ่งพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า พวกเขาสามารถชนะเกมฟุตบอลโลกได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

ฟุตบอลโลกมักเป็นเวทีที่ผู้คนจดจำฮีโร่ ผู้ทำประตู หรือคนเซฟจุดโทษ แต่หลายครั้ง ทีมที่ไปได้ไกลที่สุดกลับไม่ใช่ทีมที่มีนักเตะเก่งที่สุด หากเป็นทีมที่เชื่อในกันและกันมากที่สุด และพร้อมเสียสละเพื่อระบบเดียวกันตลอด 90 นาที

นั่นคือสิ่งที่โปเช็ตติโนพยายามสร้างมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ามารับงาน

เขาไม่ได้เปลี่ยนสหรัฐอเมริกาให้กลายเป็นทีมที่เล่นเหมือนอาร์เจนตินา หรือเลียนแบบทีมชั้นนำของยุโรป แต่เขาสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา

โปเช็ตติโน่ ทำให้ทีมชุดนี้เล่นด้วยพลังงาน ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบร่วมกัน จนคำพูดที่เขาใช้ปลุกใจลูกทีมอยู่เสมออย่าง “Why not us?” ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญอีกต่อไป

หลังผ่านรอบ 32 ทีมสุดท้าย มันเริ่มกลายเป็นคำถามที่ทั้งโลกฟุตบอลอาจต้องหันกลับมาตอบอย่างจริงจังแล้วว่า…”ทำไมจะเป็นสหรัฐฯ ไม่ได้ล่ะ?”

ภาพ:Maja Hitij – FIFA / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...