โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัมผัสปรัชญาและความงดงามจาก ประติมากรจีนผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค “ไช จื้อซง” นิทรรศการ Spring Light ชั้น M สยามพารากอน

Sarakadee Lite

อัพเดต 16 พ.ค. เวลา 18.47 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. เวลา 18.38 น. • ทศพร กลิ่นหอม

ต้อนรับเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศจีนกับความฮีลใจในสวนป่าแห่งประติมากรรมที่แทรกตัวอยู่กลางเมืองใหญ่ Spring Light นิทรรศการที่รวบรวมประติมากรรมร่วมสมัยจากศิลปินระดับตำนานของจีนผู้สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ “ไช จื้อซง” (Cai Zhisong) ซึ่งครั้งนี้เขาได้นำชิ้นงานประติมากรรมกว่า 50 ชิ้น มาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยความร่วมมือระหว่างสยามพารากอน และ Linda Gallery ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะร่วมสมัยบนเวทีนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ ชั้น Mสยามพารากอน ให้สายอาร์ตชาวไทยได้เข้าชมฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 มิถุนายน 2569

Spring Light

หากถามถึงศิลปินจีนที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะจีนมากที่สุดในตอนนี้ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ “ไช จื้อซง” อยู่ในลิสต์ ผลงานของเขากลายเป็นสปอตไลต์ของห้องประมูลศิลปะ แต่ละชิ้นสามารถสร้างมูลค่าได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท มากกว่านั้นเขายังเป็นศิลปินจีนคนแรกที่ได้รับรางวัล Taylor Prize จาก The Paris Salon d’Automne ด้วยผลงานชุด Motherland” ที่นำสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์จีนมาตีความใหม่ในรูปแบบประติมากรรมร่วมสมัย มีการใช้วัสดุหลากหลายตั้งแต่สเตนเลสไปจนถึงทองแดงขาว พร้อมพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องจนทำให้งานประติมากรรมของ ไช จื้อซง โดดเด่นด้วยการผสมผสานบริบทวัฒนธรรมจีนสู่ความร่วมสมัย

Spring Light

สำหรับนิทรรศการครั้งแรกในไทย Spring Light ให้บรรยากาศเสมือนพาเราเข้าไปสู่ผืนป่าในฤดูใบไม้ผลิที่มีสัตว์นานาชนิดรายล้อม ไม่ว่าจะเป็นเสือไซบีเรียหนัก 600 กิโลกรัม ปลามังกรคู่สีทองขนาดใหญ่ นกยูงเกาะกิ่งดอกเหมยน้ำหนัก 200 กิโลกรัม กวางคู่สีทองที่กำลังนอนหมอบ กบที่ซ่อนตัวอยู่ในบึงบัว ผีเสื้อเมทัลลิกส่องประกายวิบวับ ไปจนถึงภูเขาสูงที่แกะสลักจากหินของจริง พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเมืองซูโจวซึ่งเป็นที่ตั้งของสตูดิโอและเป็นเมืองที่ดูเหมือนฤดูใบไม้ผลิจะทอดยาวกว่าฤดูกาลอื่น ในขณะที่สวนจีนแบบดั้งเดิมก็ยังคงถูกรักษาไว้

Spring Light
Spring Light

เนื้อหานิทรรศการแบ่งออกเป็น 2 ซีรีส์ คือ Homegarden และ Rose โดย Homegardenนอกจากจะส่งต่อแรงบันดาลใจของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติแล้ว ยังถ่ายทอดรากวัฒนธรรมความเชื่อของชาวจีนเกี่ยวกับสัตว์มงคล ทั้งยังชวนผู้ชมค่อยๆ เดินเข้าสู่สวนที่เปรียบเสมือน “บ้านภายใน” ซึ่งแม้จะอยู่กลางเมืองใหญ่ ทว่าก็สามารถสร้างความเบิกบานให้เกิดขึ้นภายในใจได้ ส่วนซีรีส์ Rose เป็นประติมากรรมดอกกุหลาบหลากสี ผลงานที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ซึ่งครั้งนี้มากับสีสันใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับการจัดแสดงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ และนอกจากจะสื่อสารมุมมองเรื่องความรักแล้ว ซีรีส์ Rose ยังสะท้อนพัฒนาการการเติบโตภายในของศิลปินเองด้วย

Spring Light

“เมื่อก่อนกุหลาบของผมแทบไม่ได้ใช้สี แต่เมื่อมาอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมการมองเห็นและความรู้สึกแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับรู้สึกลงตัวอย่างยิ่ง ผู้คนที่นี่เปิดรับสีสันที่สดและมีพลัง สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน” ไช จื้อซง กล่าวถึงเบื้องลึกของความรู้สึกในการสร้างสรรค์งานศิลปะชุดนี้ ส่วนจะมีชิ้นไหนเป็นไฮไลต์ที่ต้องห้ามพลาดชมบ้าง Sarakadee Lite ปักหมุดพาไปถอดเบื้องหลังปรัชญาแห่งความงามในนิทรรศการSpring Light ไปพร้อมกัน

เสือแห่งแดนเหนือ” ผลงานใหญ่สุดในนิทรรศการ

ชิ้นงานที่ใหญ่ที่สุดและน่าเกรงขามที่สุดในนิทรรศการ Spring Light ครั้งนี้ ได้แก่ เสือไซบีเรีย ขนาด 600 กิโลกรัม กำลังเยื้องย่างมองดูผู้เข้าชมงาน ศิลปินอิงต้นแบบจากเสือไซบีเรีย หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “เสือแห่งแดนเหนือ” เป็นเสือลายพาดกลอนที่ใช้เทคนิคการหล่อขึ้นรูปทั้งตัว พร้อมการสลักลายพาดกลอนลงไปอย่างแนบเนียน โดยทางศิลปินยอมรับว่านี่เป็นผลงานที่ยากที่สุดในนิทรรศการครั้งนี้ และใช้เวลาสร้างนานถึง 6 เดือน ซึ่งนอกจากรายละเอียดอันสมจริงของท่วงท่าแล้ว ศิลปินยังเชื่อมโยงเสือกับความเชื่อของชาวจีนที่หมายถึงคนที่มีความสามารถ มีพลัง มีความองอาจ สง่างาม และแม้คนทั่วไปจะรู้จักเสือในด้านของความดุร้าย แต่ศิลปินก็ได้ฝากมุมมองอันลึกซึ้งไว้ว่า เขาอยากส่งต่อความหมายของงานชิ้นนี้ไปถึงคนที่กำลังมีความเจ็บปวดในชีวิต จงใช้ความเข้มแข็งดุร้ายเยี่ยงเสือกลืนกินความเจ็บปวดเหล่านั้น

นกยูงเกาะกิ่งดอกเหมย” ตัวแทนความแข็งแกร่ง สง่างาม

นกยูงเกาะกิ่งดอกเหมย น้ำหนักราว 200 กิโลกรัมชิ้นนี้ส่งต่อความหมายถึงความแข็งแกร่ง สง่างาม เชื่อมโยงกับความเชื่อเกี่ยวกับ “หงส์” สัตว์ในตำนานของชาวจีน ทว่าเมื่อปรับเปลี่ยนมาสู่ “นกยูง” สัตว์ที่มีตัวตนอยู่จริงกลับยังคงความสง่างามดั่งภาพวาดพู่กันของจีน อีกทั้งนกยูงตามความเชื่อจีนโบราณยังเป็นตัวแทนความอบอุ่นของครอบครัว และเป็นสัตว์ที่คอยปกป้องภัยอันตราย ส่วนดอกเหมยสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยรวมแล้วงานประติมากรรมชิ้นนี้จึงส่งต่อความหมายถึงการยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางความโหดร้ายของสภาพสังคมและสิ่งที่ต้องเผชิญ

“ผีเสื้อ” ซ่อนปรัชญาการใช้ชีวิต

ในนิทรรศการ Spring Light เราจะเห็นฝูงผีเสื้อทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่บินวนเชื้อเชิญให้ผู้ชมเดินเข้าสวน Homegarden โดยผีเสื้อชิ้นใหญ่สุดและทำยากที่สุดเป็นผีเสื้อสร้างจากสเตนเลสเคลือบสีโทนน้ำเงินอมฟ้าเขียว พื้นผิวเมทัลลิกส่องประกายวิบวับ ซ่อนรายละเอียดของลวดลายปีกผีเสื้อที่เปลี่ยนไปยามต้องแสงไฟในมุมที่ต่างกัน ศิลปินเลือกใช้เทคนิคการหล่อแยกชิ้นก่อนนำมาประกอบเป็นผีเสื้อขนาดใหญ่ที่เหมือนกำลังกระพือปีกอันบอบบางอยู่จริงๆ และมากกว่าความงาม ศิลปินตั้งใจให้ผีเสื้อสะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตของมนุษย์ ผ่านวงจรชีวิตตามธรรมชาติของผีเสื้อที่มีตั้งแต่ช่วงชีวิตอ่อนแอตอนเป็นตัวหนอน ค่อยๆ สร้างเกราะป้องกันเป็นดักแด้ จนถึงสยายปีกบินอย่างแข็งแรง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะสังเกตเห็นผีเสื้อในตอนที่มันเติบโตมีปีกสวยงามแล้วเท่านั้น

ปลามังกรทองคู่” ตำราสัตว์มงคลจีน

“ในอดีตงานของผมชอบแสดงถึงความเจ็บปวด แต่หลังๆ รู้สึกว่าทำไมต้องมาแสดงความเจ็บปวด น่าจะเอาความรู้สึกดีมาแสดงบ้าง จึงเปลี่ยนมาทำชิ้นงานที่เป็นมงคลส่งความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้คนมากขึ้น” ไช จื้อซง กล่าวถึงการพัฒนางานของเขาที่นำสัตว์มงคลของจีนโบราณมาเปลี่ยนเป็นงานประติมากรรม และหนึ่งในไฮไลต์ชิ้นงานความหมายมงคลก็คือ ปลามังกรสีทองที่ว่ายอยู่เคียงคู่กัน ที่มีทั้งขนาดใหญ่กว่า 2 เมตร ไปจนถึงขนาดกลาง และเล็ก เป็นพื้นผิวเมทัลลิกที่เคลือบด้วยสีทองเปล่งประกายโดดเด่น และเหตุที่ต้องว่ายมาเป็นคู่ก็เพื่อสื่อความหมายถึงความร่ำรวยมั่งคั่งแบบ 2 ชั้นนั่นเอง

Spring Light

“กุหลาบ” มุมมองความรักและฤดูกาลใบไม้ผลิ

ในนิทรรศการเราจะเห็นกุหลาบหลากหลายสีสันกำลังผลิบาน ทั้งประติมากรรมกุหลาบสีพาสเทล ชมพู ม่วง เหลือง แดง และส้ม ซึ่งนี่คือซีรีส์ Rose สื่อถึงความรักในมุมมองที่มีวันแปรเปลี่ยน เช่นเดียวกับดอกไม้ในธรรมชาติที่ไม่คงทนถาวร มีวันผลิบานและร่วงโรย โดยงานประติมากรรมชุดกุหลาบสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 2008 โดยในยุคแรกศิลปินเลือกใช้วัสดุตะกั่วและใช้สีที่ค่อนข้างทึม แต่ปัจจุบันศิลปินเลือกใช้วัสดุสเตนเลสพร้อมเทคนิคหล่อขึ้นรูปงานทีละชิ้น ก่อนนำมาประกอบร่างเป็นดอก พร้อมลงสีที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงด้านมุมมอง ความรู้สึก และสภาวะจิตใจของศิลปินในแต่ละช่วงเวลาจากอดีตถึงปัจจุบัน

Spring Light

ศิลปินย้อนเล่าว่า ในช่วงแรกที่ทำงานประติมากรรมกุหลาบเน้นโทนสีที่จืดชืด หม่นเทา สะท้อนภาวะของตัวเองที่ยังมองโลกอย่างโกรธขึ้ง แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้หลังจากที่ศิลปินได้มองเห็นภาพสะท้อนตัวตนของตัวเองจากบุคคล ก็เริ่มส่งแรงกระเพื่อมไปสู่จุดเปลี่ยนในการมองโลก และทำให้เขาเริ่มสร้างงานศิลปะที่มีสีสันสดใสมากขึ้น และที่สำคัญกุหลาบยังสื่อถึงการผลิบาน สื่อถึงความรู้สึกของการเดินเล่นในสวนช่วงฤดูใบไม้ผลิได้เป็นอย่างดี ดังที่ศิลปินได้กล่าวในงานเปิดนิทรรศการไว้ว่า

“เมื่อมาอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมการมองเห็นและความรู้สึกแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับรู้สึกลงตัวอย่างยิ่ง ผู้คนที่นี่เปิดรับสีสันที่สดและมีพลัง สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน”

Fact File

  • ร่วมสัมผัสความหมายและปรัชญาอันลึกซึ้งผ่านงานศิลปะอันงดงามในนิทรรศการ Spring Light โดยศิลปินจีน ไช จื้อซง (Cai Zhisong) ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ ออฟ มิลเลอร์ ชั้น M สยามพารากอน
  • ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม FB: SiamParagon

The post สัมผัสปรัชญาและความงดงามจาก ประติมากรจีนผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค “ไช จื้อซง” นิทรรศการ Spring Light ชั้น M สยามพารากอน appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...