โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง

อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยหลายคดีสำคัญทางการเมือง และเคยเป็นเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวในหลายคดี เช่น คดีวินิจฉัย 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ที่เขาชี้ว่า ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ หรือคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่เขาวินิจฉัยว่า ไม่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

ประเด็นสำคัญ

  • 1. คดีพักบ้านหลวงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่าไม่ขาดคุณสมบัติ
  • 2. คดีอำนาจของรัฐสภาในการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่ารัฐสภามีอำนาจ
  • 3. คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม : เห็นว่าไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ
  • 4. คดีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี
  • 5. คดีปลด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากความเป็นรัฐมนตรี : เห็นว่ายังไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  • 6. คดีหุ้นไอทีวีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : เห็นว่าพิธาไม่พ้นสมาชิกภาพ สส.
  • 7. คดียุบพรรคก้าวไกล : เห็นว่าควรตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี
  • 8. คดีปลด เศรษฐา ทวีสิน จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง
  • 9. คดีปลด แพทองธาร ชินวัตร จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่ง
  • 10. คดีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่าสามารถทำประชามติ 2 ครั้ง

ย้อนมองการปฏิบัติหน้าที่กว่า 6 ปีที่ผ่านมาของ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่วันนี้ (15 กรกฎาคม) มติของที่ประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้เห็นชอบให้ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

THE STANDARD หยิบยก 10 คดีสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทย และการลงมติวินิจฉัยในแต่ละคดีของ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

1. คดีพักบ้านหลวงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่าไม่ขาดคุณสมบัติ

เมื่อ 2 ธันวาคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารแม้เกษียณอายุไป 6 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นไปตามระเบียบภายในของกองทัพบก พ.ศ. 2548

2. คดีอำนาจของรัฐสภาในการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่ารัฐสภามีอำนาจ

11 มีนาคม 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) ชี้ว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็น 1 ในตุลาการเสียงมาก

3. คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม : เห็นว่าไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ

10 พฤศจิกายน 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงหนึ่งเดียวในคดีนี้

อุดมเขียนคำวินิจฉัยในความเห็นส่วนตน สรุปความได้ว่า พฤติการณ์การกระทำที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวและต่อเนื่องในการชุมนุมครั้งอื่นต่อมาอีก จึงไม่ใช่การกระทำโดยกระบวนการที่ถูกต้องทางนิติบัญญัติโดยแท้จริงในขณะนี้

แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงประการอื่นว่าจะมีการกระทำอย่างอื่นให้สำเร็จดังกล่าวอย่างฉับพลันทันทีในขณะนั้นโดยอำนาจประการอื่นที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ

ข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่พอฟังได้ว่า การกระทำขณะเกิดเหตุเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง แต่ห้ามมิให้มีการกระทำในลักษณะที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวอีกต่อไป

4. คดีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี

วันที่ 30 กันยายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี โดยให้เริ่มนับความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 อันเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างมาก

5. คดีปลด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากความเป็นรัฐมนตรี : เห็นว่ายังไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

เมื่อ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งจะทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามยังไม่สิ้นสุดลง โดยในความเห็นส่วนตนระบุไว้โดยสรุปว่า เนื่องจากศักดิ์สยามได้ลาออกจากกรรมการและหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว และได้โอนหุ้นให้กับบุคคลอื่นแล้วก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี อีกทั้งเมื่อเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ยืนยันว่า ศักดิ์สยามกระทำการเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหุ้นส่วนดังกล่าว

6. คดีหุ้นไอทีวีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : เห็นว่าพิธาไม่พ้นสมาชิกภาพ สส.

24 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่มีความผิดในข้อหาถือครองหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด มหาชน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายตุลาการเสียงข้างมาก

7. คดียุบพรรคก้าวไกล : เห็นว่าควรตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

เมื่อ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 11 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ

หลังมีคำวินิจฉัย ได้ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า อุดม สิทธิวิรัชธรรม ได้แสดงความคิดเห็นต่อคดีดังกล่าวในทำนอง พรรคประชาชนควรขอบคุณตน เพราะคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลทำให้พรรคการเมืองใหม่ได้รับเงินบริจาคราว 20–30 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว

เมื่อถ้อยคำดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นการตอบคำถามในทางวิชาการภายหลังคดีสิ้นสุดแล้ว มิได้มีเจตนาเสียดสี หรือกระทบต่อความเป็นอิสระและเกียรติศักดิ์ของตุลาการ

8. คดีปลด เศรษฐา ทวีสิน จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4 เสียง) ถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

9. คดีปลด แพทองธาร ชินวัตร จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่ง

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) สั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีทั้งคณะ ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

10. คดีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่าสามารถทำประชามติ 2 ครั้ง

วันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากในประเด็นนี้

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สอง เรื่องจำนวนครั้งในการทำประชามตินั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้าง (6 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวมเป็นครั้งเดียวได้ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่เห็นว่า ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง คือครั้งที่ 1 และครั้งที่ 3

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...