โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“วิทัย” ชี้ครึ่งปีหลังจับตาเงินเฟ้อ-NPL คาด THAI BAHT Stablecoin ชัดเจนสิ้นปี

efinanceThai

เผยแพร่ 56 นาทีที่แล้ว

วิทัย ชี้ครึ่งปีหลังจับตาเงินเฟ้อ-NPL คาด THAI BAHT Stablecoin ชัดเจนสิ้นปี

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 ก.ค. 69 16:36 น.

ผู้ว่า ธปท. กางโจทย์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง จับตาเงินเฟ้อ-NPL ท่ามกลางวิกฤตโลกผันผวน แนะภาคธุรกิจเร่งปรับตัวสู่ยุคใหม่ ลุ้น THAI BAHT Stablecoin ชัดเจนสิ้นปี

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยที่ต้องติดตาม 2 เรื่องหลัก คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป แม้ตัวเลขจะปรับลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา และเชื่อว่าทั้งปีคาดว่าจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.8% และไตรมาส 4 บางเดือน เช่น ต.ค. อาจไม่สูงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.5% แต่ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกที่อาจดีดตัวกลับขึ้นมาได้ตลอดเวลา

พวกนี้เป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 2-3 วันนี้ก็กลับมาสงครามกันใหม่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ เคยสูงถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลงมาต่ำที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตอนนี้ก็กลับขึ้นมา 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปลายๆ ก็อยู่ในช่วงที่จับตาดู เพราะฉะนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อได้ ซึ่งเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่เราจับตาดูอย่างใกล้ชิดนายวิทัย กล่าว

ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งคือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL แม้ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2.3% จะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่แย่เท่าที่กังวลในช่วงเริ่มสงคราม ซึ่งเคยคาดว่าจะลงไปถึง 1.5% ทำให้ประเมินว่า NPL อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้และมีการออกมาตรการรองรับอยู่ตลอด

ทั้งนี้ ยอมรับว่า โลกไม่เหมือนเดิม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก (Uncertainty) รวมถึง Global Shock ขึ้นบ่อยครั้งเกือบทุกปี ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ดังนั้น องค์กรธุรกิจและสถาบันการเงินจำเป็นต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity)

"ธุรกิจไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกำไรสูงสุดอีกแล้ว แต่เรามุ่งหวังกำไรที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการดูแล Stakeholder เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทั้งลูกค้า คู่ค้า และสังคม ซึ่งครอบคลุมไปถึงกระแส ESG และเรื่องสิ่งแวดล้อม (Green) ที่ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวนายวิทัย กล่าว

ขณะที่ ธปท.ได้มีการปรับบทบาทอย่างชัดเจน โดยนอกเหนือจากการดูแลเรื่องเงินเฟ้อแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากขึ้น

สำหรับหนี้ครัวเรือนไตรมาสแรกที่สัดส่วนลดลงในรอบ 6 ปี มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี และไม่ต้องกังวลแม้จะลดลงไม่มากนัก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐาน GDP ที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้สัดส่วนลงมา ขณะเดียวกันสถาบันการเงินยังมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังแก้ไขอยู่ ซึ่งโครงการที่ออกมา 2-3 เรื่อง ก็พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวอยู่

ยอมรับว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา ปัญหาเชิงโครงสร้างมันไม่ใช่เรื่องที่ออกโครงการเดียวแล้วแก้ได้ ต้องอาศัยหลายโครงการช่วยกันทำซ้ำๆ และต่อเนื่อง ตัวเลขหนี้ไม่ได้ลดลงมาก แต่ฐานของ GDP มันสูงขึ้น และสถาบันการเงินอาจจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ตัวเลขสัดส่วนจึงดูขยับลงบ้าง ซึ่งคิดว่าในระยะกลางและระยะยาวหวังว่า ทางรัฐบาลทำงานอย่างต่อเนื่อง ธปท.ก็ออกโครงการต่อเนื่อง และหวังว่าสถาบันการเงินจะออกมาช่วยกัน ในระยะหนึ่งหากประคับประคองแล้วเศรษฐกิจมันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนก็จะค่อยๆบรรเทาไป แต่ต้องช่วยกัน หากไม่ทำอะไรเลยก็จะแก้ปัญหาไม่ได้นายวิทัย กล่าว

ด้านความคืบหน้าเรื่อง THAI BAHT Stablecoin ยืนยันว่า ธปท. ยังคงเดินหน้าต่อแต่ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเน้นย้ำว่า Stablecoin ไม่ใช่การสร้างเงินตรา (Currency) ใหม่ แต่เป็นพัฒนาการของระบบการเงิน ที่ไม่เคยทำมาก่อน และสามารถนำไปใช้ในกรณีเฉพาะ (Use Case) เช่น การโอนเงิน หรือการทำ Programmable Payment เพื่อลดต้นทุน

ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ โดยอยู่ในขั้นตอนการดีไซน์รายละเอียดและการทำประชาพิจารณ์ (Hearing) ซึ่งผู้ที่จะออก Stablecoin จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาต (License) จาก ธปท. อย่างถูกต้อง

ทำเรื่องที่ไม่เคยทำ ต้องทำให้ละเอียด และต้องประสานกับ ก.ล.ต.ด้วย โดยยืนยันไม่ได้สร้างเงินใหม่ อยู่ระหว่างการออกแบบ และทำกระบวนการ หารือกับทุกหน่วยงาน โดยภายในสิ้นปีนี้ต้องได้ข้อสรุป ซึ่งยอมรับว่าในระดับโลกปริมาณการใช้ Stablecoin ที่มีการกำกับดูแลยังถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ Stablecoin ที่ใช้เยอะคือ USDT หรือ USDC ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีการควบคุมที่ชัดเจนและมีความน่ากังวลบางประการ"นายวิทัย กล่าว

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news

เรียบเรียง โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
อีเมล์. pattraporn@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...